เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34.ซูเฉินถูกลดขั้นเป็นพนักงานทำความสะอาด

บทที่ 34.ซูเฉินถูกลดขั้นเป็นพนักงานทำความสะอาด

บทที่ 34.ซูเฉินถูกลดขั้นเป็นพนักงานทำความสะอาด


​ซูเฉินผลักประตูห้องประชุมเข้าไป ก็พบว่าภายในห้องมีคนนั่งอยู่เจ็ดแปดคน

​หลินเสวี่ยโหรวนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานตรงกลาง ขนาบข้างด้วยรองผู้อำนวยการหลายคน และสมาชิกคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลอีกสองสามคน

​เฉินผิงเย่านั่งอยู่ริมสุด ใบหน้าบวมเป่ง สวมหมวกทับไว้ แววตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย

​"ท่านผู้บริหารทุกท่านครับ เรียกผมมามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"

​ซูเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยังถือว่าสุภาพ

​"ซูเฉิน ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำวันแรกก็ทิ้งงานหนีหายไปเลย คนไข้ก็หาตัวนายไม่เจอ ผู้บริหารก็หาตัวนายไม่เจอ นายว่าเรื่องนี้นายจะรับผิดชอบยังไง?"

​ขณะที่พูด เฉินผิงเย่าก็กวาดสายตามองสมาชิกคณะกรรมการบริหารหลายคนไปด้วย

​"ผม... พอดีผมมีธุระด่วนนิดหน่อยก็เลยออกไปข้างนอกน่ะครับ ยังไม่ทันได้ลางาน แต่นี่ผมก็รีบกลับมาแล้วไงครับ"

​สมาชิกคณะกรรมการบริหารคนหนึ่งแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

​"เพิ่งจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำก็ละทิ้งหน้าที่เสียแล้ว เอาเถอะ ตอนที่นายได้บรรจุฉันก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว หมอแบบนี้ต้องไล่ออกสถานเดียว"

​สมาชิกคณะกรรมการบริหารคนนั้นเป็นพวกพ้องของเฉินผิงเย่า เฉินผิงเย่าติดสินบนเขาไว้เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเขาจึงอยู่ฝ่ายเดียวกับเฒ่าเฉินอย่างไม่ต้องสงสัย

​เดิมทีเฉินผิงเย่ากะจะรอให้ซูเฉินได้บรรจุก่อน แล้วค่อยหาทางจัดการกับเขาช้าๆ

​แต่ตอนนี้เขาชักจะทนรอไม่ไหวแล้ว เขารู้ดีว่ามีหลินเสวี่ยโหรวคอยกางปีกปกป้องอยู่ การจะจัดการซูเฉินในโรงพยาบาลเป็นเรื่องยุ่งยากมาก

​ดังนั้นวันนี้เขาจึงฉวยโอกาสที่ซูเฉินละทิ้งหน้าที่ หวังจะไล่เขาออกและอัปเปหิไปจากโรงพยาบาลประจำเมืองให้พ้นๆ

​ทันทีที่ไล่มันออกไปพ้นจากโรงพยาบาลประจำเมืองได้เมื่อไหร่ เขาจะจ้างนักเลงหัวไม้ข้างนอกไปจัดการกระทืบมันให้พิการซะ

​"ผมเห็นด้วยว่าควรไล่เขาออกไปเลย เด็กหนุ่มที่ไม่รับผิดชอบต่อคนไข้ ไม่เคารพผู้บังคับบัญชาแบบนี้ ไม่คู่ควรกับโรงพยาบาลของเราหรอกครับ"

​รองผู้อำนวยการแซ่หวังอีกคนหนึ่งก็เอ่ยปากขึ้นมาเช่นกัน

​จากนั้น แต่ละคนก็พากันแสดงความคิดเห็นของตัวเอง

​ในบรรดาคนเจ็ดแปดคน มีถึงสี่คนที่สนับสนุนให้ไล่ซูเฉินออก ซึ่งล้วนแต่เป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับเฉินผิงเย่าทั้งสิ้น

​"แค่ละทิ้งหน้าที่ ไม่ได้บอกกล่าวผู้บังคับบัญชา ถึงขั้นต้องไล่ออกเลยเหรอคะ? บทลงโทษมันรุนแรงเกินไปหรือเปล่า?"

​หลินเสวี่ยโหรวรู้เท่าทันเจตนาของเฉินผิงเย่าดี แม้ว่าเธอจะรู้สึกลำบากใจ แต่เธอก็ไม่อยากไล่ซูเฉินออกอยู่ดี

​นอกเหนือจากความสัมพันธ์ลึกซึ้งบนเตียงที่เธอมีกับเขาแล้ว เธอยังรู้ดีว่าการมีตัวตนอยู่ของซูเฉิน คือต้นทุนชั้นยอดที่จะทำให้โรงพยาบาลประจำเมืองแข็งแกร่งขึ้นในภายภาคหน้า

​อย่าดูถูกว่าไอ้หนุ่มนี่จะยังดูอ่อนหัด ฝีมือแพทย์ของเขาเริ่มฉายแววโดดเด่นแล้ว หากให้เวลาเขาฝึกฝนอีกสักระยะ รับรองว่าไม่มีใครเทียบติดแน่

​"ผอ.หลินครับ โรงพยาบาลของเราเป็นของทุกคน ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดกฎก็ต้องถูกลงโทษ เขาอยู่ในเวลางานแท้ๆ แต่ไม่ยอมออกตรวจ แถมยังละทิ้งหน้าที่ไปโดยพละการ อีกทั้งยังไม่เคารพผู้บังคับบัญชา จะเก็บเขาไว้ทำไมล่ะครับ?"

​เฉินผิงเย่าไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น เขาตอบโต้กลับไปอย่างแข็งกร้าว

​"เอาอย่างนี้แล้วกันค่ะ! การที่ซูเฉินละทิ้งหน้าที่เป็นเรื่องผิด แต่ถ้าไล่เขาออกเลยทันที มันจะดูเหมือนโรงพยาบาลประจำเมืองของเราแล้งน้ำใจเกินไป

​ให้เขาย้ายไปอยู่แผนกทำความสะอาดชั่วคราว ให้ทำหน้าที่พนักงานทำความสะอาดไปก่อนสักหนึ่งเดือน ถ้าทำผลงานได้ดี ค่อยกลับมาเป็นหมอตามเดิม แต่ถ้าทำได้ไม่ดี ถึงตอนนั้นจะไล่ออกก็ยังไม่สายค่ะ"

​หลินเสวี่ยโหรวรู้ดีว่าเฉินผิงเย่าเตรียมตัวมาอย่างดี หากไม่ลงโทษซูเฉินเสียหน่อย ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่คงจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีกแน่

​เมื่อซูเฉินเห็นหลินเสวี่ยโหรวลดขั้นตัวเองให้ไปเป็นพนักงานทำความสะอาด เขาก็โกรธจนควันออกหู แต่พอคิดดูอีกที นี่ก็เป็นวิธีที่เธอใช้ปกป้องเขาเช่นกัน ความขุ่นเคืองในใจจึงมลายหายไปอย่างรวดเร็ว

​รองผู้อำนวยการอีกคนและสมาชิกคณะกรรมการบริหารอีกคน เมื่อได้ยินหลินเสวี่ยโหรวพูดเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย บอกว่าจัดการแบบนี้ดูจะเหมาะสมกว่า

​เฉินผิงเย่าอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะหุบปากเงียบ

​เมื่อบทลงโทษของซูเฉินเป็นที่สรุปแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไป ในห้องประชุมจึงเหลือเพียงซูเฉินกับหลินเสวี่ยโหรวสองคน

​"ผอ.หลิน ขอโทษด้วยนะครับที่ผมสร้างปัญหาให้คุณ" ซูเฉินพูดด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย

​"ยังจะรู้ตัวอีกนะว่าสร้างปัญหาให้ฉัน ฉันล่ะอยากจะไล่นายออกซะจริงๆ เลย

​โตป่านนี้แล้ว ทำอะไรไม่หัดใช้สมองบ้างเลยหรือไง? หนีงานในเวลาออกตรวจ คนไข้ก็หาตัวไม่เจอ แถมยังไม่บอกกล่าวใครสักคำ"

​หลินเสวี่ยโหรวถลึงตาใส่เขาอย่างค้อนขวับ

​เมื่อซูเฉินเห็นเธอโกรธ เขาก็รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง จึงเอื้อมมือไปโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้

​"โอ๋ๆ ไม่โกรธสิครับ"

​หลินเสวี่ยโหรวรีบเบี่ยงตัวหลบ

​"นายไม่กลัวว่าในนี้จะมีกล้องวงจรปิดหรือไง?"

​ซูเฉินหัวเราะร่วน

​"ไม่มีหรอกครับ เมื่อกี้ผมสำรวจดูหมดแล้ว"

​"ถึงไม่มีก็ไม่ได้ อยู่ในโรงพยาบาลก็ช่วยทำตัวดีๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นฉันจะสับมือนายทิ้งซะ รีบไปรายงานตัวที่แผนกทำความสะอาดได้แล้ว"

​หลินเสวี่ยโหรวถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

​"งั้น... งั้นผมยังไปหาคุณได้อยู่ไหมครับ?" ซูเฉินตะโกนไล่หลังเธอไป

​"จะมาหาฉันทำไม? ไม่ทำให้ฉันโมโหตายก็คงไม่ยอมเลิกราใช่ไหม!"

​หลินเสวี่ยโหรวเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ส่วนซูเฉินก็เดินคอตกไปรายงานตัวที่แผนกทำความสะอาดอย่างหงอยเหงา

​สุดท้าย เขาก็ถูกจัดให้อยู่ร่วมกับป้าๆ แม่บ้านวัยสี่สิบห้าสิบปีหลายคน รับผิดชอบทำความสะอาดอาคารสำนักงานและตึกผู้ป่วยในหมายเลขหนึ่งและหมายเลขสาม

​ขณะที่เขากำลังหิ้วถังน้ำและถือไม้ถูพื้นเดินเข้าไปในโถงอาคารสำนักงาน

​ก็บังเอิญเดินสวนกับเซี่ยนาที่กำลังเข็นรถเข็นตรงเข้ามาพอดี

​คนที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็คือเฉินตง ไอ้สารเลวนั่นหน้าซีดเซียว สีหน้าดูหม่นหมอง

​เมื่อเห็นซูเฉิน เซี่ยนาก็หยุดเดิน ใบหน้าของเธอเผยให้เห็นถึงความเหยียดหยาม

​"ได้ยินมาว่าโดนลดขั้นจากหมอเจ้าของไข้มาเป็นภารโรงแล้วนี่ นี่ยังไงล่ะ กรรมตามสนอง นายรังแกแฟนฉัน ก็สมควรแล้วล่ะที่ต้องเจอเวรกรรมแบบนี้ สมน้ำหน้า!"

​"จะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ อย่างน้อยผมก็ยังยืนได้ ยังทำงานได้ ไม่เหมือนใครบางคน ที่ทำได้แค่นั่งอยู่บนรถเข็นให้คนอื่นคอยเข็นให้"

​เมื่อซูเฉินเห็นว่าเซี่ยนาไม่หลงเหลือเยื่อใยเก่าๆ เลยแม้แต่น้อย แถมยังมาพูดจาเยาะเย้ยถากถางเขาแบบนี้ เขาก็ตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจเช่นกัน

​"ร่างกายฉันบาดเจ็บแค่นิดหน่อย แต่ฉันก็ยังมีผู้หญิงคอยอยู่เคียงข้าง คอยดูแลเอาใจใส่ บ้านฉันทั้งรวยทั้งมีอำนาจ ฉันอยากจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น

​แล้วก็นะ... ผู้หญิงของแก ก็ไม่ได้กลายมาเป็นผู้หญิงของฉันอย่างว่านอนสอนง่ายหรอกเหรอ?"

​ขณะที่พูด เฉินตงก็ยื่นมือไปบีบก้นเซี่ยนาแรงๆ หนึ่งที

​เซี่ยนาส่งเสียงหัวเราะร่วนอย่างยั่วยวน ก่อนจะโน้มตัวลงไปหอมแก้มเฉินตงฟอดใหญ่

​"ที่รักคะ ทำอะไรเนี่ย? บางคนน่ะยอมเป็นหมาเลียเท้าฉันมาตั้งห้าปี ฉันยังไม่ยอมให้แตะต้องตัวเลยสักนิด คุณไปยั่วโมโหเขาแบบนี้ เขาจะทรมานใจแย่เลยนะคะ"

​ซูเฉินมองดูสองคนนั้นแสดงพฤติกรรมต่ำตมไร้ความละอายแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขยะแขยง

​"เซี่ยนา ขอเตือนสติเธอหน่อยนะ ผู้ชายที่ลูกอัณฑะแตกใช้งานไม่ได้แล้ว เธอทนอยู่กับเขาไปมันจะมีประโยชน์อะไร? พูดตามตรงนะ ลูกอัณฑะแตกก็ไม่ต่างอะไรกับขันทีหรอก ​เธอยังสาวขนาดนี้ เธอทำใจยอมรับได้จริงๆ เหรอ?"

​ทว่าเซี่ยนากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

​"เรื่องนี้นายไม่เข้าใจหรอกนะ การแพทย์สมัยนี้เจริญก้าวหน้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ขอแค่เราสองคนยินยอม เราก็ยังมีความสุขกันได้เหมือนเดิม แถมพ่อตาฉันยังบอกอีกนะว่า อีกไม่นานจะจัดการหมั้นหมายและจัดงานแต่งงานให้เรา ไม่เหมือนนายนี่ สงสัยแม้แต่แฟนสักคนก็คงหาไม่ได้กระมัง? ​ฉันเคยบอกนายแล้วไง ว่าอย่าไปล่วงเกินคุณชายเฉินตง ยิ่งไม่ควรไปล่วงเกินพ่อตาฉันที่เป็นถึงรองผู้อำนวยการ ตอนนี้นายกลายเป็นแค่ภารโรงต๊อกต๋อยแล้ว ถ้านายยังไม่รู้จักสำนึกอีกล่ะก็ ผลลัพธ์ที่ตามมามันจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีกแน่"

​เธอยังพูดไม่ทันจบ เสียงหวานใสอ่อนโยนก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

​"หมอซูคะ หมอซู ฉันกำลังตามหาคุณอยู่พอดีเลย ที่แท้คุณก็อยู่นี่เอง!"

​ทั้งสามคนหันขวับไปมองพร้อมกัน ห่างออกไปราวสิบกว่าเมตร มีหญิงสาวรูปโฉมงดงาม รูปร่างเย้ายวนยืนอยู่

​เธอสวมชุดเดรสยาวสีชมพู เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามชวนมอง

​ในมือของเธอถือกระติกน้ำร้อนมาด้วยใบหนึ่ง

​"คุณผู้หญิงเย่ มาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?"

​เมื่อซูเฉินมองเห็นเย่ซานซาน หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเต้นผิดจังหวะ

​ผู้หญิงคนนี้แม้จะมีลูกสาวแล้วหนึ่งคน แต่ท่าทางบอบบางน่าทะนุถนอมของเธอนั้น กลับดูอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าหญิงสาววัยแรกรุ่นเสียอีก

​ชุดเดรสยาวสีชมพูที่สวมอยู่ เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวที่งดงามไร้ที่ติ ดูเย้ายวนชวนหลงใหล

​ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปเลยจริงๆ

​คนที่จะสามารถเทียบเคียงความงามกับเธอได้ ก็คงมีแค่หลินเสวี่ยโหรวเท่านั้น เพียงแต่เธอดูนุ่มนวลและอ่อนหวานกว่าหลินเสวี่ยโหรวอยู่บ้าง

​"หมอซูคะ ฉันรู้ว่าคุณตรวจคนไข้เหนื่อยมาก ฉันก็เลยตุ๋นซุปไก่มาให้ค่ะ มาค่ะ เดี๋ยวฉันป้อนให้คุณทานนะคะ"

​เย่ซานซานไม่สนใจเลยว่าเซี่ยนากับเฉินตงจะยืนอยู่ตรงนั้น เธอรีบก้าวเดินเข้าไปหา เปิดฝากระติกน้ำร้อน หยิบช้อนขึ้นมา แล้วลงมือป้อนซุปไก่ให้ซูเฉินด้วยตัวเอง

​เซี่ยนาไม่เคยรู้จักเย่ซานซานมาก่อน เมื่อเธอได้เห็นสาวงามหยดย้อยปานนี้ มาคอยป้อนซุปไก่ให้ซูเฉินถึงที่

​ในใจของเธอกลับเกิดความรู้สึกเปรี้ยวปรี๊ดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

จบบทที่ บทที่ 34.ซูเฉินถูกลดขั้นเป็นพนักงานทำความสะอาด

คัดลอกลิงก์แล้ว