- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์ ราชันย์แพทย์
- บทที่ 11.น้ำใจลูกผู้ชายบ้านนอก
บทที่ 11.น้ำใจลูกผู้ชายบ้านนอก
​บทที่ 11.น้ำใจลูกผู้ชายบ้านนอก
​ขณะที่เซี่ยนาเตรียมจะอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนี โจวรั่วซีก็ก้าวเข้ามาขวางทางไว้ทันควัน
​“คุณแจ้งความเท็จใส่ร้ายผู้อื่น เชิญไปให้ปากคำที่โรงพักด้วยค่ะ”
​ใบหน้าของเซี่ยนาซีดเผือดลงทันตาเห็น ร่างของเธอทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าซูเฉินอย่างหมดสภาพ ตุบ!
​“ซูเฉิน... ขอร้องล่ะ ช่วยคุยกับตำรวจให้ปล่อยฉันไปเถอะนะ... เฉินผิงเย่ากับเฉินตงมันบีบให้ฉันทำ ถ้าฉันไม่ทำตามที่พวกมันสั่ง มันขู่ว่าจะไม่เซ็นผ่านโปรให้ฉัน”
​ซูเฉินก้มมองผู้หญิงที่กำลังคุกเข่าคร่ำครวญอยู่แทบเท้าด้วยความรู้สึกสมเพชระคนเวทนา
​ห้าปีที่ผ่านมา แม้เขาจะยากจนข้นแค้น แต่เขาก็ทุ่มเททั้งกายและใจเพื่อดูแลทะนุถนอมเธออย่างดีที่สุด
​แต่เธอกลับตอบแทนเขาด้วยการหันหลังไปซบเฉินตงอย่างไม่ใยดี
​เขาเคยเห็นเธอเป็นดั่งแก้วตาดวงใจ แต่พ่อลูกตระกูลเฉินกลับเห็นเธอเป็นแค่เครื่องมือสกปรกและบีบให้เธอทำเรื่องต่ำช้า
​การที่เธอถูกคนอื่นย่ำยีศักดิ์ศรีแบบนี้... ก็ถือว่าสาสมกับสิ่งที่เธอทำแล้ว
​“สมน้ำหน้า... เก็บข้าวของของเธอ แล้วรีบไสหัวไปให้พ้นหน้าฉัน ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีก”
​เซี่ยนารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น ลากกระเป๋าเดินทางใบเก่า แล้วเดินคอตกออกจากห้องไปอย่างผู้พ่ายแพ้
​“หมอซูคะ... พวกเขาวางแผนใส่ร้ายคุณขนาดนี้ เราสามารถขยายผลจับกุมผู้อยู่เบื้องหลังให้มารับโทษได้นะคะ”
​โจวรั่วซีเป็นตำรวจตงฉินที่แยกแยะผิดถูกชัดเจน เธอเสนอตัวช่วยด้วยความหวังดี
​“ขอบคุณครับ แต่ไม่ต้องหรอก... กรรมใดใครก่อ เดี๋ยวผลกรรมก็ตามทันเอง ถ้าพวกมันยังไม่เลิกจองเวร ผมจะทำให้พวกมันชดใช้ด้วยตัวเอง”
​“ในเมื่อคุณยืนยันแบบนั้น... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
​โจวรั่วซีพยักหน้าให้ไต้เหยาและซูเฉิน ก่อนจะพาลูกน้องเดินลงบันไดจากไป
​“ขอบคุณคุณนายไต้มากนะครับที่มาช่วยแก้ต่างให้ ถ้าไม่ได้คุณนาย วันนี้ผมคงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ยากน่าดู”
​ซูเฉินหันมาขอบคุณไต้เหยาจากใจจริง
​“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะหมอซู... ที่ฉันมาวันนี้ เพราะเมื่อเช้าฉันสังเกตเห็นแววตาของเฉียนเฉียนดูเหม่อลอยสับสนแปลกๆ กลัวว่าอาการเก่าจะกำเริบ เลยอยากจะเชิญหมอซูไปตรวจดูแกอีกสักรอบน่ะค่ะ”
​ซูเฉินรู้อยู่แล้วว่า 'กับดักราคะ' ในตัวเจี่ยเฉียนเฉียนต้องแผลงฤทธิ์เล่นงานเธอแน่ น่าเสียดายที่ตอนนี้พลัง 'ไอหยิน' ในตัวเขาแทบไม่เหลือแล้ว ขืนไปรักษาตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก
​เขาต้องหาทางเติม 'ไอหยิน' เข้าตัวก่อน
​“ตอนนี้ผมติดธุระนิดหน่อยครับ เอาเป็นว่าช่วงบ่ายหลังเลิกงาน ผมจะแวะไปตรวจดูอาการลูกสาวคุณให้นะครับ”
​ไต้เหยาเป็นคนมีเหตุผลและเข้าใจสถานการณ์ จึงตอบรับด้วยความเคารพ
​“ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นตอนบ่ายเราค่อยติดต่อกัน เดี๋ยวฉันจะมารับหมอซูด้วยตัวเองเลย”
​เมื่อรับคำมั่นสัญญาแล้ว ไต้เหยาก็ขอตัวกลับไป ซูเฉินก้มมองนาฬิกา เห็นว่าปาเข้าไปเก้าโมงกว่าแล้ว จึงรีบกดโทรศัพท์หาหลินเสวี่ยโหรว
​“ผอ.หลินครับ... คือ... เดี๋ยวผมไปรับนะครับ”
​เมื่อปลายสายกดรับ ซูเฉินก็พูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย
​“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วยะ? ฉันถึงห้องทำงานตั้งนานแล้ว... นายมาถึงโรงพยาบาลแล้วก็รีบเข้ามาหาฉันที่ห้องทำงานเลย ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
​“ครับๆๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย”
​ระหว่างทางไปโรงพยาบาล ซูเฉินรู้สึกกระวนกระวายใจ ตอนนี้หนทางเดียวที่เขาจะได้ 'ไอหยิน' มาเติมพลัง ก็คือต้องพึ่งพาร่างกายของหลินเสวี่ยโหรว
​แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้เขาอีกแล้วนี่สิ
​……
​หลินเสวี่ยโหรววางสายจากซูเฉิน เธอยืนกอดอกทอดสายตามองผ่านกระจกบานใหญ่ ออกไปยังฝูงคนที่เดินขวักไขว่อยู่เบื้องล่าง พลางจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด
​เมื่อคืนเธอนอนแทบไม่หลับ ในหัวมีแต่ภาพของซูเฉินวนเวียนไปมา
​ความรู้สึกที่เธอมีต่อเขามันช่างซับซ้อนสับสน... อย่างแรกคือเขาช่วยชีวิตเธอไว้ เป็นผู้มีพระคุณ อย่างที่สองคือฝีมือการรักษาของเขาเข้าขั้นมหัศจรรย์ ขนาดหมอเก่งๆ ทั้งโรงพยาบาลยังจนปัญญา แต่เขาใช้เข็มแค่ไม่กี่เล่มก็รักษาเจี่ยเฉียนเฉียนหายได้
​ถ้าดึงตัวเขาไว้ที่โรงพยาบาล แล้วปั้นให้ดีๆ อนาคตเขาต้องไปได้ไกลแน่ๆ
​แต่ไอ้เรื่องคืนนั้นระหว่างเธอกับเขานี่สิ... มันเหมือนก้างปลาที่ติดคอ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก
​เธอยอมรับว่าเธอหลงใหลในรสสัมผัสที่เขามอบให้ แต่จิตสำนึกฝ่ายดีก็ร้องเตือนว่าสิ่งที่ทำมันผิดมหันต์
​เธอแต่งงานแล้ว แม้สามีจะไม่เคยมอบความสุขให้เธอ แต่ทะเบียนสมรสก็ยังค้ำคออยู่
​และอีกเรื่องที่ทำให้เธอผิดหวังในตัวซูเฉิน ก็คือพฤติกรรมเมื่อวาน... การที่เขาเรียกเงินค่ารักษาห้าแสนจากคนไข้หน้าตาเฉย มันแสดงให้เห็นถึง 'โลกทัศน์แบบชาวบ้านร้านตลาด' ที่มองเห็นแต่เงินระยะสั้น
​ด้วยเหตุนี้ เธอจึงลังเลใจว่าจะเก็บเขาไว้ที่นี่ หรือจะผลักดันให้เขาออกไปอยู่ที่อื่นดี
​วันนี้เธอตั้งใจจะเรียกเขามาคุยให้รู้เรื่อง จะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาย้ายไปอยู่โรงพยาบาลการรถไฟ โดยอาศัยเส้นสายของเธอฝากฝังให้เขาได้บรรจุเป็นแพทย์เจ้าของไข้ทันที ซึ่งเงินเดือนและสวัสดิการก็นับว่าดีมาก
​ขณะที่เธอกำลังยืนสองจิตสองใจ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอายังไงดี เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น
​ก๊อก ก๊อก
​ประตูเปิดออก หญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่ดูซูบซีดและอิดโรยคนหนึ่งเดินเข้ามา
​“ขอโทษนะคะ... ใช่ท่าน ผอ.หลิน หรือเปล่าคะ?”
​เย่ซานซาน ประคองธงแพรจารึกคำขอบคุณ ไว้ในมือ แล้วเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
​“ใช่ค่ะ... คุณคือ?”
​“สวัสดีค่ะ ผอ.หลิน ดิฉันชื่อเย่ซานซาน... ลูกสาวของดิฉันป่วยเป็นลูคีเมียรักษาตัวอยู่ที่นี่ แต่เงินค่ารักษาเราไม่พอ...”
​“ในตอนที่ดิฉันหมดหนทางและสิ้นหวังที่สุด มีคุณหมอท่านหนึ่งในโรงพยาบาลของคุณ ยื่นมือเข้ามาช่วย... เขามอบเงินให้ดิฉันห้าแสน ทำให้ดิฉันกับลูกรอดตายมาได้ ดิฉันเลยทำธงเกียรติยศนี้มาเพื่อขอบคุณค่ะ”
​เย่ซานซานคลี่ธงในมือออก บนผืนผ้ากำมะหยี่สีแดงปักอักษรสีทองตัวโตว่า 'แพทย์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม'
​“คุณว่าอะไรนะ? มีคนบริจาคเงินให้คุณห้าแสน? ใครกันคะ?”
​หลินเสวี่ยโหรวรู้ดีว่าในโลกนี้มีคนใจดีอยู่เยอะ แต่หมอในโรงพยาบาลของเธอที่จะควักเงินห้าแสนให้คนแปลกหน้าแบบไม่ลังเล... จะมีใครรวยและใจป้ำขนาดนั้น?
​“ดิฉันก็ไม่ทราบชื่อเขาเหมือนกันค่ะ... เขาเป็นหมอหนุ่มๆ อายุราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ สวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์สีเทา หน้าตาหล่อเหลาใช้ได้เลยค่ะ น้ำเสียงก็นุ่มทุ้ม...”
​หลินเสวี่ยโหรวยิ่งฟังยิ่งงง หมอหนุ่มในโรงพยาบาลมีเป็นร้อย แต่คนที่บุคลิกแบบนี้แถมพกเงินสดติดตัวพร้อมโอนขนาดนี้ จะเป็นใครไปได้?
​“คุณผู้หญิงคะ... คุณไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหม?”
​“ผอ.หลินคะ เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ใครจะกล้าเอามาล้อเล่น... ที่โรงพยาบาลมีกล้องวงจรปิดไหมคะ? เมื่อคืนตอนประมาณห้าทุ่มกว่าๆ ตรงมุมตึกด้านนอกล็อบบี้ เขาเอาเงินมาให้ฉันตรงนั้นค่ะ”
​ขณะที่หลินเสวี่ยโหรวกำลังจะโทรสั่งให้ฝ่าย รปภ. ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ประตูห้องทำงานก็เปิดออกอีกครั้ง
​ซูเฉินเดินดุ่มๆ เข้ามา
​“คนนี้แหละค่ะ! พ่อหนุ่มคนนี้แหละ!”
​เย่ซานซานตาโตด้วยความดีใจ ชี้ไปที่ซูเฉินแล้วหันไปบอกหลินเสวี่ยโหรว “เมื่อวานเขาเป็นคนให้เงินห้าแสนกับฉัน ถ้าไม่ได้เงินก้อนนั้น ลูกสาวฉันคงไม่รอดแล้ว”
​หลินเสวี่ยโหรวสะดุ้งเฮือก ความรู้สึกตื้นตันระคนตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
​แม้เธอจะยังไม่รู้จักตัวตนของซูเฉินดีพอ แต่เธอก็รู้ว่าเขาเป็นแค่เด็กฝึกงานจนๆ ที่ต้องขับรถรับจ้างหาเงินพิเศษ
​เมื่อวานตอนที่เขาเรียกเงินค่ารักษาห้าแสน เธอหลงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นคนงกเงิน เป็นพวกหน้าเลือดที่มีนิสัยแบบคนรากหญ้า... แต่ใครจะไปคาดคิดว่า เงินห้าแสนที่เขาได้มายังไม่ทันจะข้ามคืน เขากลับยกมันทั้งหมดให้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเพื่อช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่ง
​หัวใจที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าขนาดนี้... แม้แต่ตัวเธอเองที่เป็นถึงผู้อำนวยการ ก็ยังเทียบไม่ติดฝุ่น
​“น้องชาย... คุณชื่ออะไรคะ? ฉันไม่รู้จะตามหาคุณยังไง เลยต้องมาถามท่าน ผอ. ที่นี่”
​เย่ซานซานตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอผู้มีพระคุณอีกครั้ง
​“อ๋อ... พี่สาวคนนี้นี่เอง เรื่องเล็กน้อยครับ ไม่ต้องขอบคุณหรอก” ซูเฉินเกาหัวแก้เขิน
​“เขาชื่อซูเฉินค่ะ... เป็นหมอฝึกหัดของโรงพยาบาลเรา...”
​หลินเสวี่ยโหรวเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป แววตาที่มองซูเฉินเต็มไปด้วยความชื่นชมและยอมรับ
​“แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... เขาจะได้บรรจุเป็นแพทย์ประจำอย่างเป็นทางการค่ะ”
​วินาทีนั้นเอง หลินเสวี่ยโหรวตัดสินใจแล้วว่า... เธอจะต้องรักษาผู้ชายคนนี้ไว้ที่นี่ให้ได้!