- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 145.สุราพบผู้รู้ใจ ต้องดื่มให้เมามาย
บทที่ 145.สุราพบผู้รู้ใจ ต้องดื่มให้เมามาย
​บทที่ 145.สุราพบผู้รู้ใจ ต้องดื่มให้เมามาย
​เพลิงปริศนาในคุกหลวง เผาผลาญตราบาปและความอัปยศทั้งหมดจนมอดไหม้
​มรสุมลูกนี้สงบลงชั่วคราว
​ภายในจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แสงไฟสว่างไสว บรรยากาศอึมครึมตึงเครียดแต่ปางก่อนมลายหายไป แทนที่ด้วยความครึกครื้นของชีวิตมนุษย์เดินดิน
​ค่ำคืนนี้ เซียวจวินหลินจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่ เพื่อขอบคุณผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยื่นมือเข้าช่วยในเหตุการณ์ตามหาพระชายา
​แขกที่ได้รับเชิญ ล้วนเป็นขุนนางที่มีจุดยืนชัดเจนในราชสำนัก และมีความสนิทสนมกับเขาเป็นพิเศษ
​องค์ชายใหญ่ เจียงเล่อ และพระมารดา พระสนมฮุ่ยเฟย เสวียนเหิงฮุ่ย
​องค์ชายห้า เจียงฮั่น และพระมารดา พระสนมม่อเฟย ม่อหลิน
​และแม่ทัพใหญ่ปราบตะวันตก เสวียนเว่ยกั๋ว ผู้มีเส้นผมและหนวดเคราหงอกขาวไปครึ่งค่อน แต่ยังคงแข็งแรงกระฉับกระเฉง ผู้เป็นท่านตาแท้ๆ ขององค์ชายใหญ่
​งานเลี้ยงจัดขึ้นที่โถงบุปผาของจวนอ๋อง ปราศจากพิธีรีตองรุ่มร่ามแบบในราชสำนัก บรรยากาศจึงผ่อนคลายกว่ามาก
​สุราเวียนผ่านไปสามจอก อาหารผ่านไปห้าจาน
​องค์ชายใหญ่เจียงเล่อผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เริ่มมีอาการกรึ่มๆ ความผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่ง ทำให้เขารู้สึกเบิกบานใจเป็นพิเศษในค่ำคืนนี้
​เขายกจอกสุราหยกขาวใบเขื่องตรงหน้าขึ้น กระดกรวดเดียวหมดจด ท่าทางห้าวหาญ สุราหกเลอะเทอะไปบ้าง เขาก็หาได้ใส่ใจไม่
​“จวินหลิน!” เขาพ่นลมหายใจที่เจือกลิ่นสุราออกมา
​“เจ้าว่า บัลลังก์มังกรนั่น มันดีตรงไหน?”
​คำถามนี้ เขาไม่เคยถามคนรุ่นราวคราวเดียวกันคนไหนมาก่อน เขาเข้าใจรสชาติของอำนาจที่แฝงอยู่ เข้าใจดี แต่ก็ไม่อาจยอมรับมันได้ เจียงเล่อส่ายหน้าตอบคำถามตัวเอง “ข้าว่านะ พายุทรายแห่งต้าเซี่ยนั่นสิดีกว่า! เสียงคมดาบปะทะชุดเกราะ! นั่นแหละถึงจะสะใจ!”
​พระสนมฮุ่ยเฟย เสวียนเหิงฮุ่ย ผู้สูงศักดิ์และสง่างามที่นั่งอยู่ข้างๆ มองดูลูกชายที่ในหัวมีแต่เรื่องสนามรบ แววตาของนางนอกจากจะซ่อนความภูมิใจไว้ไม่มิดแล้ว ยังแฝงไปด้วยความอ่อนใจและห่วงใยตามประสาคนเป็นแม่
​นางถอนหายใจเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยน
​“เด็กคนนี้นี่ ได้นิสัยท่านตามาเต็มๆ ​วันๆ ไม่คิดจะอยู่อย่างสงบสุข เอาแต่คิดจะไปกินทรายที่ชายแดน”
​เสวียนเว่ยกั๋วที่นั่งจิบสุราเงียบๆ อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็วางจอกสุราลง ระเบิดเสียงหัวเราะดังกังวาน
​“ฮ่าฮ่าฮ่า ฮุ่ยเอ๋อร์พูดผิดแล้ว! ลูกผู้ชายตระกูลเสวียนของเรา เกิดมาก็เพื่อปกป้องบ้านเมือง ตายคาสนามรบ! นี่แหละถึงจะเป็นทางที่ถูก!”
​เขาเปลี่ยนเรื่อง สนทนาหันไปทางสองแม่ลูกองค์ชายห้าฝั่งตรงข้าม ถามด้วยความสงสัย
​“ว่าแต่ วันนี้ท่านซานจู่ม่อ ทำไมไม่มาล่ะ? ข้ายังกะว่าจะขอประลองหมากรุกกับเขาสักตาก่อน”
​ท่านซานจู่ม่อที่เขาเอ่ยถึง ก็คือท่านตาขององค์ชายห้า เจียงฮั่น ผู้นำวงการปัญญาชนคนปัจจุบัน และเป็นเจ้าสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน ม่อโหยวฟาง
​องค์ชายห้า เจียงฮั่น ผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยนดั่งบัณฑิต ได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้น ตอบอย่างนอบน้อม
​“เรียนท่านแม่ทัพเฒ่า ช่วงนี้ท่านตาของข้ากำลังยุ่งอยู่กับการชำระตำราโบราณที่ตกทอดมา ท่านบอกว่ากำลังถึงจุดสำคัญ ปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ ต้องขออภัยท่านแม่ทัพเฒ่าด้วยขอรับ”
​เขาพูดพลาง เหลือบมองพี่ชายคนโต แล้วยิ้มเยาะตัวเอง
​“ความจริงแล้ว ข้ากับพี่ใหญ่ก็มีความคิดคล้ายๆ กัน เพียงแต่พี่ใหญ่ชอบจับดาบจับทวน ส่วนข้าขอแค่ได้จับพู่กัน ดูภาพวาดของคนโบราณก็พอแล้ว ​ภาระอันหนักอึ้งของบ้านเมืองแว่นแคว้น ข้าแบกไม่ไหว แล้วก็ไม่อยากแบกด้วย… ​ท่านตาก็เคยบอกว่า ถ้าข้าเหนื่อย ก็ให้ไปช่วยงานจิปาถะที่ราชบัณฑิตยสถาน”
​พระสนมม่อเฟย แม่ของเขา สตรีผู้เกิดในตระกูลบัณฑิตแห่งเจียงหนาน มีกลิ่นอายความอ่อนหวานและอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหมึก ได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองลูกชาย แววตาแฝงความรักใคร่เอ็นดู และความปลงตกว่าไม่อาจฝืนชะตาฟ้า
​“แต่ยังไงเสีย พวกเจ้าก็เกิดในราชวงศ์”
​น้ำเสียงของนางแผ่วเบา
​“บางครั้ง หลายๆ เรื่อง เราก็เลือกเองไม่ได้หรอกนะ”
​คำพูดนี้ เปรียบดั่งน้ำเย็นสาดลงกระทะน้ำมันเดือด ทำให้บรรยากาศครึกครื้นในโถงบุปผาชะงักงันไปชั่วขณะ
​แต่ไม่นาน เสียงหัวเราะร่าเริงขององค์ชายใหญ่ เจียงเล่อ ก็ทำลายความอึดอัดนั้นลงอีกครั้ง
​“จะมามัวคิดเรื่องพวกนี้ไปทำไม? จริงไหม จวินหลิน? ​ข้าถนัดจับดาบแกว่งทวน จวินหลิน เจ้าก็เก่งเรื่องพวกนี้เหมือนกันใช่ไหม? ​น้องห้าถนัดขีดเขียนบทกวี จวินหลิน เจ้าก็คงไม่น้อยหน้าหรอกมั้ง”
​“นั่นสิ ท่านซื่อจื่อ ท่านต้องแต่งกลอนสักบทแล้วล่ะ! บทกวีที่ท่านเคยแต่งก่อนหน้านี้ ข้าก็ได้ยินมาบ้างนะ” เจียงฮั่นก็หัวเราะผสมโรง
​บรรยากาศในงานเลี้ยงกลับมาคึกคักอีกครั้ง
​ได้เวลาโชว์ออฟแล้วสิข้า! เซียวจวินหลินส่ายหน้ายิ้มๆ
​“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็คงขัดศรัทธาไม่ได้แล้วสิ”
​เขากระแอมเบาๆ แววตาดูลึกล้ำและอ่อนโยน
​“เมามายจุดโคม ดูดาบคู่กาย, ยามฝันหวนคืน เสียงแตรก้องค่าย ​แบ่งเนื้อย่าง แจกจ่ายแปดร้อยลี้, ดีดพิณห้าสิบสาย เพลงบรรเลงนอกด่าน, ฤดูสารท ทบทวนพล กลางสมรภูมิ!” [1]
​เพียงครึ่งบทแรก ทั้งงานก็ตกตะลึง องค์ชายใหญ่และองค์ชายห้าต่างทึ่งในความไพเราะ
​เซียวจวินหลินท่วงท่าสง่างาม ทอดเสียงช้าลง แฝงความรำพึงรำพัน ช่วงเวลาในเมืองหลวงที่ผ่านมา การถูกฮ่องเต้ระแวงสงสัย การถูกศัตรูมุ่งร้าย ทำให้เขาดูเหนื่อยล้า
​ไม่ใช่เหนื่อยล้าทางกาย แต่เป็นความเหนื่อยล้าของคนที่มีอุดมการณ์แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ความเจ็บปวดที่ไม่ได้เป็นอ๋อง ไม่ได้ออกรบแทนพ่อ ไม่ได้ควบม้าถือทวนทะยานสู่สนามรบ!
​“ม้าศึกควบทะยาน ไวดุจสายฟ้า, คันธนูเกาทัณฑ์ ลั่นก้องดั่งอัสนี ​สะสางเรื่องราว ใต้หล้าเพื่อราชา, คว้าชัยชนะ ฝากชื่อไว้ทั้งยามเป็นยามตาย ​แต่น่าเวทนา!”
​จังหวะการร่ายกลอนอันเชื่องช้าสบายๆ ของเซียวจวินหลิน หยุดลงกะทันหัน
​“ผมขาวโพลน!”
​แต่น่าเวทนา ผมขาวโพลน! ซูฉานจิ้งชะงัก ความประหลาดใจในดวงตาของนาง ผสมปนเปกับความรู้สึกผิดที่มีต่อเซียวจวินหลิน กลายเป็นความปวดร้าว นางจ้องมองชายที่อยู่ข้างกายอย่างเหม่อลอย
​บางทีในเวลานี้ ผู้ชายที่ไม่ต้องคอยระแวดระวัง ผู้ชายที่ยอมทิ้งเกราะกำบังคนนี้ อาจจะเป็นเซียวจวินหลินตัวจริง
​ดวงตาของนางรื้นไปด้วยม่านน้ำตา นึกย้อนไปถึงความเย็นชาที่นางเคยมีต่อเขา ม่านน้ำตากลั่นเป็นหยดน้ำตา ทำให้ภาพตรงหน้าพร่ามัว นางราวกับเห็นเซียวจวินหลินที่อุดมการณ์ยังไม่ลุล่วง จนต้องกลัดกลุ้มจนผมหงอกขาวจริงๆ
​องค์ชายใหญ่และองค์ชายห้าดื่มด่ำไปกับบทกวี บทกวีนี้ช่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตาย หรือบัณฑิตคร่ำครึ ล้วนต้องชอบ!
​ใบหน้าของผู้อาวุโสหลายท่านแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
​พระสนมฮุ่ยเฟยมองเซียวจวินหลิน แล้วหันไปมองซูฉานจิ้งข้างๆ แววตาของนางจู่ๆ ก็เลื่อนลอย แฝงไปด้วยความรำลึกถึงอดีต
​“เห็นจวินหลินตอนนี้แล้ว ทำให้นึกถึงแม่ของเจ้าตอนนั้นเลย… ​นั่นสิช่าง... งดงามไร้ที่ติจริงๆ ​พวกเราลูกคุณหนูตระกูลผู้ดีในเมืองหลวงที่ว่าแน่ๆ พอไปยืนเทียบกับนาง ก็หมองไปเลย”
​พระสนมม่อเฟยก็พยักหน้า พูดเสริมเบาๆ
​“ใช่แล้ว หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ร่ายรำเพลงกระบี่สะท้านเมือง ​น่าเสียดาย... สวรรค์ริษยาคนงาม”
​คำพูดของพระสนมทั้งสอง ทำให้บรรยากาศในงานเงียบสงบลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับอบอวลไปด้วยความคิดถึงอันอบอุ่น
​แม่ทัพใหญ่ปราบตะวันตกเอาแต่กระดกเหล้าจอกแล้วจอกเล่า ประโยค ‘แต่น่าเวทนา ผมขาวโพลน’ ทำเอาเขาอินจัด
​หลานชายของสหายเก่าตรงหน้า ถอดแบบสหายเก่ามาเป๊ะ แถมยังมีพรสวรรค์เชิงกวีมากกว่าสหายเก่าเสียอีก
​เขาอดรำพึงรำพันไม่ได้
​“เซียวซานเหอเอ๋ยเซียวซานเหอ ศิษย์พี่เอ๋ยศิษย์พี่ ตระกูลเซียวมีลูกหลานอย่างเซียวจวินหลิน ความเกรียงไกรของตระกูลเซียว จะไม่แพ้ในอดีตแน่...”
​สิ้นเสียง ลุงจ้าวที่เมาแอ๋ก็สะดุ้งเฮือก เบิกตากว้าง
​ตระกูลเซียวแพ้แล้วเหรอ?
​แพ้ใคร?
​ใครมันเก่งขนาดนั้น!?
​เขาวางไหเหล้าลง ถกแขนเสื้อขึ้น กวาดตามองรอบๆ ตะคอกถามเสียงกร้าว
​“ฝีมือใคร!”
​ทุกคนหัวเราะครืน บรรยากาศอบอุ่นและสนุกสนาน
​……
​หนึ่งชั่วยามต่อมา
​งานเลี้ยงจบลงด้วยความชื่นมื่นของทั้งเจ้าภาพและแขกเหรื่อ
​องค์ชายทั้งสองเมามายไม่ได้สติ ถูกบ่าวรับใช้ของแต่ละคนประคองอย่างระมัดระวัง แล้วขอตัวลากลับ
​เซียวจวินหลินเดินไปส่งถึงหน้าประตูจวนด้วยตัวเอง มองดูรถม้าสองคันหายลับไปสุดปลายถนน รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ หุบลง
​ลมกลางคืนพัดเย็นยะเยือก ช่วยพัดพาความเมามายให้จางลงไปบ้าง
​เขายืนอยู่ใต้ระเบียง มองดูจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า แววตาสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำแห้งขอดข้างต้นกุ้ยในตำหนักจันทรา ไม่มีร่องรอยของความเมาแม้แต่น้อย
​ตามกำหนดการแต่งตั้งรัชทายาทของฮ่องเต้ ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือน
​ภายในหนึ่งเดือนนี้ องค์ชายที่เหลืออยู่ทั้งหมด คงจะต้องทยอยตายไปทีละคนด้วยวิธีต่างๆ นานา
​องค์ชายห้าและองค์ชายใหญ่ ที่เมื่อครู่ยังนั่งดวดเหล้าเปิดอกคุยกับเขาอย่างสนุกสนาน เกรงว่าอันตรายคงคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกทีแล้ว
​“ท่านซื่อจื่อกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”
​เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลัง ขัดจังหวะความคิดของเขา
​แม่ทัพเฒ่าปราบตะวันตก เสวียนเว่ยกั๋ว มายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
​
​[1]: บทกวีที่เซียวจวินหลินนำมาท่องคือ “พั่วเจิ้นจื่อ·เว่ยเฉินถงฝู่ฟู่จ้วงฉืออี่จี้จือ” (破阵子·为陈同甫赋壮词以寄之) ของ ซินฉีจี้ (辛弃疾) กวีชื่อดังสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งพรรณนาถึงความรู้สึกของนักรบที่มีอุดมการณ์แต่ไม่อาจสานฝันให้เป็นจริงได้