- หน้าแรก
- แต่งงานแต่ไม่ร่วมหอเจ้าเห็นซื่อจื่อผู้นี้เป็นสุนัขเลียแข้งเลียขาหรือไง
- บทที่ 03.สถานการณ์ปั่นป่วน
บทที่ 03.สถานการณ์ปั่นป่วน
บทที่ 03.สถานการณ์ปั่นป่วน
​บทที่ 03.สถานการณ์ปั่นป่วน
​เบื้องหลังของเซียวจวินหลินในยามนี้
​จ้าวมั่นฝูกลับมาแล้ว ในมือลากคอเสื้อบ่าวรับใช้คนหนึ่งติดมือมาด้วย
​ตาเฒ่าจ้าวนี่ทำงานว่องไวใช้ได้แฮะ...
​เซียวจวินหลินหยุดเดินลมปราณแล้วลุกขึ้นยืน
​บ่าวรับใช้ผู้นั้นมีสีหน้าหวาดกลัวขีดสุด ทันทีที่เห็นเซียวจวินหลินก็รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะ “ท่านซื่อจื่อ! ไม่ใช่ข้านะขอรับ! ข้าไม่ได้ทรยศจวนอ๋อง!”
​จ้าวมั่นฝูประสานมือเตรียมจะรายงาน แต่เซียวจวินหลินยกมือห้ามไว้ ก่อนจะเดินไปนั่งยองๆ ตรงหน้าบ่าวรับใช้ผู้นั้น “บางทีอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้ อย่าเพิ่งตกใจ ลุกขึ้นมาคุยกันก่อน”
​หลังจากประคองบ่าวรับใช้ให้ลุกขึ้นแล้ว เซียวจวินหลินก็เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “เปิ่นซื่อจื่อ ไม่ใช่คนบ้าเลือด เอาอย่างนี้ หากเจ้ายอมบอกว่าคนในวังคนไหนส่งเจ้ามาจับตาดูจวนอ๋อง ข้าจะให้ทองคำเจ้าหนึ่งหมื่นตำลึง แต่รับเงินแล้วเจ้าต้องรีบหนีไปจากเมืองหลวงนะ จะได้ไม่โดนพวกมันตามฆ่าปิดปาก”
​พูดจบ เซียวจวินหลินก็ล้วงปึกตั๋วแลกเงินทองคำออกมาจากอกเสื้อ
​บ่าวรับใช้รับไปแล้วถึงกับตาโต “ซื่อจื่อ นี่มัน...”
​เงินจำนวนนี้มากกว่าที่เขาเคยได้รับมาถึงสิบเท่า! ซื่อจื่อผู้นี้ช่างเป็นตัวล้างผลาญสมคำร่ำลือ หากไม่ใช่เพราะเป็นลูกชายเจิ้นเป่ยอ๋อง ป่านนี้คงผลาญสมบัติจนหมดตัวไปนานแล้ว... บ่าวรับใช้ทำสีหน้าซื่อตรง กระซิบตอบเซียวจวินหลินเสียงเบา “เป็นองค์ชายสามขอรับ! องค์ชายสามมอบเงินให้ข้าน้อยหนึ่งพันตำลึง สั่งให้จับตาดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างในนี้ รวมถึงข่าวจากทางเหนือ และ... และเรื่องที่ว่าฮูหยินซื่อจื่อยอมตกเป็นของท่านหรือยัง...”
​ไอ้เจียงจ้านอีกแล้วหรือ... เซียวจวินหลินหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนยิ้มถาม “โห? แล้วเจ้ารายงานไปว่าอย่างไร?”
​บ่าวรับใช้เก็บตั๋วทองเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยรายงานไปแค่เรื่องทางเหนือ ส่วนเรื่องของซื่อจื่อกับฮูหยินเมื่อคืนนี้... แหะๆ ข้าน้อยยังไม่ได้บอกขอรับ ท่านซื่อจื่อวางใจได้ ข้าน้อยจะไม่พูดเรื่องนี้เด็ดขาด”
​พูดจบบ่าวคนนั้นก็ประสานมือคารวะ “ข้าน้อยบอกสิ่งที่รู้จนหมดเปลือกแล้ว ข้าน้อยขอลาท่านซื่อจื่อหนีไปจากเมืองหลวงเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!”
​“ดี เดินทางปลอดภัยล่ะ”
​เซียวจวินหลินยิ้มบางๆ พลางส่งสายตาให้จ้าวมั่นฝู
​ในจังหวะที่บ่าวรับใช้หันหลังเตรียมจะจ้ำอ้าวออกจากประตูวัง จ้าวมั่นฝูที่ได้รับสัญญาณก็ซัดฝ่ามือออกไปตูมเดียว
​พลังฝ่ามืออันเกรี้ยวกราดพุ่งแหวกอากาศ แม้จะอยู่ห่างเกือบสิบเมตร แต่ก็ระเบิดร่างบ่าวทรยศจนกลายเป็นหมอกโลหิตฟุ้งกระจายในพริบตา
​จากนั้นจ้าวมั่นฝูก็หันมามองเซียวจวินหลินด้วยความชื่นชม “บ่าวอุตส่าห์ไปหาหลักฐานความผิดมาแทบตาย นึกไม่ถึงว่าท่านซื่อจื่อจะหลอกล่อให้มันรับสารภาพออกมาง่ายๆ แบบนี้”
​เซียวจวินหลินเลิกคิ้ว “ลุงจ้าว ท่านซัดตั๋วทองของข้าเละไปหมดแล้ว หักจากเบี้ยหวัดท่านนะ”
​“หา... นี่...” จ้าวมั่นฝูหน้าเสีย รีบวิ่งไปคุ้ยหาเศษตั๋วทองรอบๆ กองเลือดอย่างลนลาน
​เวลานั้นเอง มีคนเข้ามารายงานที่หน้าประตู “เรียนท่านซื่อจื่อ บ่าวไพร่กว่าร้อยคนที่ติดตามฮูหยินมาเมื่อคืน ตอนนี้ยังรออยู่ในจวนเพื่อรอการจัดสรรที่พักขอรับ”
​บ่าวที่มารายงานเห็นกองเลือดและหมอกโลหิตบนพื้น ก็ตกใจจนเข่าอ่อนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
​“ร้อยกว่าคน? ยัยตัวดีซูฉานจิ้ง เห็นข้าเปิดโรงทานหรือไง?” เซียวจวินหลินโบกมือไล่ “ให้พวกมันไสหัวไปให้หมด”
​จ้าวมั่นฝูชะงัก “ซื่อจื่อ เรื่องนี้ต้องไปแจ้งฮูหยินก่อนหรือไม่ขอรับ?”
​ในความทรงจำของเขา เซียวจวินหลินให้เกียรติและเกรงใจซูฉานจิ้งมาก เขาจึงกลัวว่าหากเจ้านายทำอะไรวู่วาม จะไปทำให้ซูฉานจิ้งไม่พอใจเข้า
​“ที่นี่ข้าเป็นใหญ่ ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากนาง”
​เซียวจวินหลินเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิลุงจ้าว วรยุทธ์ท่านไม่เลวเลย ข้ามีเรื่องอยากถามพอดี”
​“ซื่อจื่อเชิญว่ามาเลยขอรับ!”
​เซียวจวินหลินเล่าอาการตอนฝึกวิชาให้ฟัง จ้าวมั่นฝูจึงรีบเข้ามาจับชีพจรทันที
​“ร่างกายของท่านซื่อจื่อ ไฉนถึงได้อ่อนแอเพียงนี้!” จ้าวมั่นฝูกังวล “การจะฝึกยุทธ์ จำเป็นต้องมีรากฐานร่างกายที่แข็งแกร่ง ร่างกายของท่านซื่อจื่อ จำเป็นต้องได้รับการปรับสมดุลขนานใหญ่ขอรับ”
​ถ้าปรับสมดุลได้ก็แปลว่ายังพอมีหวัง... เซียวจวินหลินถามทันที “ต้องทำยังไง?”
​“ในคลังยาน่าจะมีโอสถสำหรับบำรุงอยู่ไม่น้อย เชิญซื่อจื่อตามบ่าวมาทางนี้ขอรับ”
​......
​ในขณะเดียวกันภายในจวนตระกูลซู
​ซูฉานจิ้งขังตัวเองร้องไห้ฟูมฟายอยู่ในห้อง
​ซูเฉิงผู้เป็นบิดาที่เพิ่งรู้ข่าวว่าบุตรสาวถูกไล่กลับมา รีบรุดมาหาทันที
​“จิ้งเอ๋อ เจ้าเซียวจวินหลินนั่นคงเพิ่งรู้ข่าวว่าพ่อมันตาย จิตใจเลยฟุ้งซ่านถึงได้เสียกิริยาเช่นนั้น
​เจ้าวางใจเถิด พ่อจะจัดการให้เจ้าเอง ​จะทำให้มันกลับมากระดิกหาง ขอขมาเจ้าเหมือนเมื่อก่อนให้จงได้ ตกลงไหม?”
​ซูเฉิงเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง “แต่ว่าจิ้งเอ๋อ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะแตกหักกับมัน
​แม้เจิ้นเป่ยอ๋องจะตายไปแล้ว แต่อำนาจทหารกองทัพแดนเหนือยังอยู่ในมือตระกูลเซียว อีกทั้งในนามแล้วมันก็ยังเป็นสามีเจ้า เจ้าต้องประคองสถานการณ์ไว้ก่อน รอให้ภายหน้า...”
​ซูเฉิงพูดไม่จบประโยค แต่ความหมายนั้นชัดเจนแจ้ง
​ซูฉานจิ้งหยุดร้องไห้
​นางไม่กล้าบอกท่านพ่อกับพี่เจียงจ้านว่านางเสียตัวให้เซียวจวินหลินไปแล้ว
​เซียวจวินหลิน ข้าเกลียดเจ้า
​แต่เพื่อการใหญ่ นางจะวู่วามไม่ได้ จะให้เรื่องของเซียวจวินหลินที่น่าขยะแขยงคนนั้น มาทำให้แผนการของพี่เจียงจ้านและจวนกั๋วกงเสียไม่ได้
​“คนของเจ้าที่พาไปด้วยยังอยู่ที่จวนอ๋อง แสดงว่าในใจเซียวจวินหลินยังมีเจ้าอยู่ เรื่องเมื่อคืนคงเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น”
​ซูเฉิงเกลี้ยกล่อมต่อ ประเด็นสำคัญคือลูกสาวเขาแต่งงานคืนแรกก็โดนไล่กลับบ้าน ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จวนกั๋วกงคงเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
​ซูฉานจิ้งกัดริมฝีปากแน่นอย่างเจ็บใจ “ก็ได้ ข้าจะให้โอกาสเขาอีกครั้ง... ครั้งสุดท้ายนะ!”
​ซูฉานจิ้งปาดน้ำตา จัดแต่งเครื่องหน้าอาภรณ์ใหม่ เตรียมตัวกลับไปที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋อง เพื่อมอบทาน... โดยการให้โอกาสเซียวจวินหลินกลับมาเลียแข้งเลียขานางอีกครั้ง
​ทว่า ทันทีที่นางก้าวพ้นประตูจวนตระกูลซู กลับเห็นบ่าวไพร่ที่นางพาไปจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง กำลังเดินคอตกกลับมากันเป็นขบวน
​“พวกเจ้ากลับมาทำไม!” ซูฉานจิ้งถามด้วยความตื่นตระหนก
​คนพวกนี้คือคนที่นางคุ้นเคยในจวนสกุลซู อุตส่าห์ขนไปจวนเจิ้นเป่ยอ๋องด้วยเพื่อให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
​สาวใช้ต้นห้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ท่านซื่อจื่อ... ท่านซื่อจื่อไล่พวกเรากลับมาหมดเลยเจ้าค่ะ! แถมยังบอกว่า... บอกว่าจวนเจิ้นเป่ยอ๋องไม่เลี้ยงคนว่างงาน ให้พวกบ่าว... ไสหัวกลับไปพร้อมกับคุณหนูเจ้าค่ะ!”
​ซูฉานจิ้งยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ
​เซียวจวินหลินนอกจากจะข่มเหงนาง ไล่นางกลับบ้านเดิม ตอนนี้กระทั่งคนของนางก็ยังถูกไล่ตะเพิดออกมาจนหมด!
​เขา... เขาคิดจะทำอะไรกันแน่
​ไอ้สุนัขรับใช้เซียวจวินหลินที่เคยเชื่อฟังนางทุกอย่างคนนั้น หายไปไหนแล้ว?
​ความหวาดกลัวและความสับสนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถาโถมเข้าใส่จิตใจของซูฉานจิ้งจนตั้งตัวไม่ติด