- หน้าแรก
- พวกนายรักนางเอกก็รักไป ฉันขอตัวร้ายก็แล้วกัน
- บทที่ 25 มาถึงเมืองหลิงอู่
บทที่ 25 มาถึงเมืองหลิงอู่
บทที่ 25 มาถึงเมืองหลิงอู่
บทที่ 25 มาถึงเมืองหลิงอู่
เมื่อมองจากเรือวิญญาณลงมายังแคว้นชางหลิง อันเป็นที่ตั้งของสำนักปี้เซียว พื้นที่เบื้องล่างแลดูเขียวขจี
ที่นี่ ฤดูร้อนฝนตกชุกและร้อนอบอ้าว ส่วนฤดูหนาวนั้นแห้งแล้งและหนาวเหน็บ
เจียงหนิงรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นภูมิอากาศแบบมรสุมเขตอบอุ่น
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน อากาศร้อนอบอ้าว หากพวกเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร ป่านนี้คงเหงื่อท่วมตัวไปแล้ว
พอเข้าเดือนกรกฎาคม อากาศก็จะค่อยๆ เย็นลง
คำกล่าวที่ว่า "กรกฎาลาไฟ" แสดงให้เห็นว่าสำนวนของบรรพบุรุษนั้นเปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาและประสบการณ์
เจียงหนิงมองดูเสิ่นจินฮวนที่นั่งขัดสมาธิฝึกขัดเกลากายาด้วยเคล็ดวิชาหายใจอยู่ที่ท้ายเรือ
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความชื่นชม
ด้วยความขยันหมั่นเพียรระดับเสิ่นจินฮวน ต่อให้อยู่บนโลก นางก็คงจะเป็นระดับหัวกะทิของวงการวิชาการอย่างแน่นอน
เนื่องจากพวกเขากำลังจะออกไปข้างนอก การสวมชุดศิษย์สายตรงอาจเปิดเผยฐานะได้ง่ายเกินไป
วันนี้เด็กสาวสวมชุดยาวสีชมพูพีช คาดเอวคอดกิ่วด้วยเข็มขัดสีเขียวหยก
นางดูเหมือนลูกท้อสุกปลั่ง นุ่มนวลและอมชมพู โดยมีใบไม้สีเขียวสองใบประดับอยู่ที่ฐาน
เด็กสาวไม่มีเสื้อผ้าแบบนี้ และสำนักปี้เซียวก็ไม่ได้ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป เจียงหนิงจึงไปขอยืมมาจากเย่ซีที่หออำนวยการ
เย่ซีแก้ขนาดชุดและมอบให้เสิ่นจินฮวนโดยไม่คิดเงิน
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเพราะช่วงนี้นางกินดีอยู่ดีหรือเปล่า
หน้าอกของเด็กสาวดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
เจียงหนิงลองตรึกตรองดู วัยนี้ก็เป็นวัยกำลังโตจริงๆ นั่นแหละ
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม
เจียงหนิงมองลงมาจากที่สูง เห็นเมืองที่สร้างจากเหล็กทมิฬตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดินในระยะไกล
เขาเอ่ยเบาๆ "ฮวนฮวน เราใกล้ถึงเมืองหลิงอู่แล้ว"
เมืองหลิงอู่อยู่ห่างจากสำนักปี้เซียวไม่ไกลนัก
และเป็นเมืองเดียวในรัศมีหลายร้อยลี้ที่เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งผู้บำเพ็ญเพียร
ภายในเมืองหลิงอู่มีตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรใหญ่สามตระกูล แต่ละตระกูลมีบรรพชนระดับแก่นทองคำคอยดูแล ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในแคว้นชางหลิงได้
มิฉะนั้น เมืองเช่นนี้คงถูกกองกำลังอื่นยึดครองไปนานแล้ว
สำนักต่างๆ เช่นสำนักปี้เซียว ก็มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลิงอู่เช่นกัน
ในฐานะที่เป็นเมือง ย่อมเป็นแหล่งรวมผู้คนร้อยพ่อพันแม่
ที่นี่เป็นหนึ่งในแหล่งรวมตัวของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ สมบัติล้ำค่าบางอย่างที่หาไม่ได้ในสำนัก อาจพบเจอได้ที่นี่
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระไม่ได้อ่อนแอไปเสียทุกคน บางคนอาจประสบวาสนาปาฏิหาริย์ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบแม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในขอบเขตแก่นทองคำ
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นจินฮวนก็ออกจากสมาธิ
นางชะโงกหน้ามองไปในระยะไกลด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็เห็นเมืองสีดำทมิฬที่โอ่อ่าตระการตาจริงๆ!
สิ่งก่อสร้างบางแห่งภายในเมืองสูงเสียดฟ้า บางแห่งประดับประดาด้วยอัญมณีแพรวพราว และอาคารบางหลัง เพียงแค่จ้องมองก็ทำให้รู้สึกสะท้านไปถึงดวงจิต
ริมฝีปากเล็กๆ ของเสิ่นจินฮวนเผยอค้างด้วยความตื่นตะลึง
"ท่านอาจารย์ เราจะพักอยู่ที่เมืองนี้สักพักหรือเจ้าคะ?"
"อืม"
สายลมร้อนพัดผ่านใบหน้าของเจียงหนิง เมื่ออารมณ์ดี ทุกอย่างก็ดูดีไปหมด
นี่คือเมืองที่เขาเลือก เหมาะมากสำหรับการเสาะหาโอสถที่ช่วยส่งเสริมการบำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ และหาวิธีช่วยเสิ่นจินฮวนขัดเกลากายา
บางพื้นที่ของเมืองนี้มีค่ายกลรวบรวมวิญญาณด้วย แม้จะเทียบไม่ได้กับสำนักใหญ่อย่างปี้เซียว
แต่ความเข้มข้นของพลังปราณก็สูงกว่าเมืองเล็กๆ อื่นๆ มากโข
เมืองหลิงอู่ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ แต่แม้จะเดินทางด้วยเรือวิญญาณ ก็ยังต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึง
เมื่อเข้าใกล้เมืองหลิงอู่ เจียงหนิงสัมผัสได้ถึงม่านพลังป้องกันที่ครอบคลุมตัวเมือง เมื่อเขาลองตรวจสอบ สัมผัสวิญญาณหลายสายก็พุ่งเป้ามาที่เขาทันที
เจียงหนิงถอนสัมผัสวิญญาณกลับและบังคับเรือวิญญาณลงจอด
เมืองหลิงอู่มีกฎห้ามบินภายในเขตเมือง
หลังจากลงจอด บรรยากาศของเมืองก็ดูมีชีวิตชีวาทันตา
ผู้บำเพ็ญเพียรต่างขี่สัตว์พาหนะ หรือไม่ก็ควบคุมอาวุธวิญญาณในการเดินทาง
ยังมีผู้ที่เดินเท้าอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับเจียงหนิงและเสิ่นจินฮวน
เสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย
"ไปกันเถอะ!"
เจียงหนิงลูบศีรษะเสิ่นจินฮวน จูงมือน้อยๆ ของนาง แล้วเดินเข้าเมือง
เมื่อเข้าเมือง พวกเขาจ่ายหินวิญญาณระดับต่ำสองก้อนให้ทหารยาม และได้รับป้ายหยกสลักคำว่า "หลิงอู่" สองอัน
เจียงหนิงส่งอันหนึ่งให้เด็กสาว
นี่คือป้ายประจำตัวของเมืองหลิงอู่ ในอนาคตจะทำอะไรในเมืองนี้ต้องแสดงป้ายนี้เพื่อยืนยันตัวตน
หินวิญญาณระดับต่ำเหล่านี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่เป็นเงินมัดจำ
หากตัดสินใจออกจากเมืองหลิงอู่และไม่กลับมาเป็นเวลานาน สามารถคืนป้ายที่ร้านค้าใดก็ได้ในเมืองเพื่อรับเงินมัดจำคืน
ร้านค้าเหล่านั้นจะนำเงินไปจ่ายภาษีให้เมืองหลิงอู่ตามเวลาที่กำหนด และถือโอกาสแลกป้ายที่รับคืนมากลับเป็นหินวิญญาณ
หลังจากเข้าเมือง ความพลุกพล่านก็ยิ่งทวีคูณ
เสิ่นจินฮวนที่ถูกเจียงหนิงจูงมือเดิน มองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ
ตลอดสองข้างทางของถนนที่ปูด้วยหินสีเขียวคราม ไม่ได้มีเพียงร้านค้าที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แต่ยังมีแผงลอยของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระตั้งอยู่มากมาย
เสิ่นจินฮวนรู้สึกทึ่งกับเมืองแห่งผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้มาก
เจียงหนิงบีบฝ่ามือน้อยๆ ของเด็กสาวเบาๆ
"ไปกันเถอะ เราจะไปเช่าเรือนพักกันก่อน แล้วค่อยออกมาเดินเล่น"
"อื้อ!"
เสิ่นจินฮวนมีความสุขมาก
เขาซื้อแผนที่เมืองหลิงอู่จากผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในราคาหนึ่งหินวิญญาณระดับต่ำ
เจียงหนิงตั้งใจถือแผนที่ให้ต่ำลงหน่อย เพื่อให้เด็กสาวมองเห็นด้วย
"ท่านอาจารย์ กระดาษแผ่นเดียวนี้ราคาตั้งหนึ่งหินวิญญาณเลยหรือเจ้าคะ?"
"อืม... ก็ถือว่าใช้ได้ ถ้ามันมีค่าสำหรับเรา มันก็คุ้มราคา"
เจียงหนิงคิดเช่นนั้น
อย่างน้อยมันก็ช่วยลดความยุ่งยากไปได้มาก และในแผนที่ยังระบุชื่อร้านค้าต่างๆ ไว้ด้วย ฉบับที่เขาได้มาเป็นฉบับเดือนมิถุนายน ซึ่งหมายความว่าแผนที่มีการอัปเดตทุกเดือน
"สำนักงานเช่าที่พักเมืองหลิงอู่... อยู่ตรงนี้"
เจียงหนิงชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนที่
นี่เป็นทรัพย์สินของทางการเมืองหลิงอู่ ทางการย่อมไม่ปล่อยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้หลุดมือไปแน่
อย่าว่าแต่เรือนพักเลย แม้แต่กรรมสิทธิ์ร้านค้าข้างถนนก็เป็นของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลิงอู่ คนอื่นมีสิทธิ์แค่เช่าเท่านั้น
ระหว่างทางไปสำนักงานเช่าที่พัก ทั้งสองคนแวะดูแผงลอยของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเป็นระยะๆ
เจียงหนิงคิดเล่นๆ ว่านี่มันโลกนิยาย พระเอกนางเอกมักจะเจอของดีมีค่าเวลามองดูแผงลอยพวกนี้ไม่ใช่หรือ?
เขาจะฟลุ๊คเจอของดีบ้างไหมนะ?
คงจะสนุกพิลึกถ้าเขาเจ แหวนที่มีวิญญาณพระเอกสิงอยู่
ทว่า เจียงหนิงถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องผิดหวัง
ระดับพลังของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ที่ขั้นขัดเกลากายา และพวกที่อยู่ขั้นกลั่นลมปราณก็ไม่เกินขั้นปลาย ของดีบนแผงอาจมีประโยชน์กับคนอื่น
แต่สำหรับเขาที่อยู่ขั้นแก่นทองคำแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับขยะ
เจียงหนิงหมดความสนใจหลังจากดูไปไม่กี่แผง
แต่เสิ่นจินฮวนกลับรู้สึกสนุก
แน่นอนว่าเด็กสาวไม่ได้สนใจของชิ้นใดเป็นพิเศษ นางแค่รู้สึกว่ามันน่าสนใจไปเสียทุกอย่าง
"แม่นางน้อย ถูกใจชิ้นไหนบนแผงบ้างหรือไม่? ข้าอธิบายให้ฟังได้นะ"
เจ้าของแผงเห็นเสิ่นจินฮวนดูสนใจ จึงรีบเสนอขายทันที
เจียงหนิงหยุดเดินและส่งกระแสจิตบอกเสิ่นจินฮวนว่า "ถ้าเจ้าชอบชิ้นไหน ก็หยิบมาเถอะ ถือเป็นของขวัญจากอาจารย์"
เสิ่นจินฮวนชี้ไปที่รูปปั้นแมวโลหะหน้าตาน่าเกลียดตัวหนึ่งแล้วถามว่า
"นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?"
"แม่นางตาถึงจริงๆ! นี่คือแมววิญญาณสัมฤทธิ์! เป็นหนึ่งในอาวุธวิญญาณที่ล้ำค่าที่สุดในแผงนี้เลยนะ!"
"มันทำอะไรได้หรือเจ้าคะ?"
"ถ้าเจ้าลูบหัวมัน มันจะส่งเสียงร้องเหมียวๆ นี่เป็นอาวุธวิญญาณประเภทเพื่อนแก้เหงาที่หายากมาก
คู่บำเพ็ญของเจ้าอาจทอดทิ้งเจ้าไป แต่ถ้าเจ้าซื้อมันไป ขอแค่เจ้าลูบหัว มันจะร้องเหมียวๆ ให้เจ้าฟังตลอดไป!"
เสิ่นจินฮวน: ... "ท่านอาจารย์ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ"
คนตีนเขานี่หลอกเก่งยิ่งกว่าอาจารย์เสียอีก!
ทั้งสองค่อยๆ เดินห่างออกมา ยังคงได้ยินเสียงตะโกนของเจ้าของแผงไล่หลังมา
"แม่นาง ถ้าไม่ชอบตัวนี้ ลองดูตัวอื่นก่อนสิ! ข้ายังมี..."