เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

นักรบพันธุ์ผสม บทที่ 187 - สถานการณ์อันตราย!

นักรบพันธุ์ผสม บทที่ 187 - สถานการณ์อันตราย!

นักรบพันธุ์ผสม บทที่ 187 - สถานการณ์อันตราย!


ในบันทึกมีรายละเอียดระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าระดับพรสวรรค์ของนักเรียนเชื่อมโยงกับอัตราการหมุนเวียนเลือดที่พวกเขาทำได้ และมันมีขีดจำกัดบางอย่างกั้นอยู่ แม้ว่าจะยังไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม แต่โอกาสที่นักเรียนแต่ละคนจะทำลายขีดจำกัดนั้นได้มีน้อยมากเหลือเกิน

สไปรเยอร์ที่มีพรสวรรค์ระดับ 1 ดาวจะมีขีดจำกัดอยู่ที่ 120-130 รอบต่อนาทีเท่านั้น ในขณะที่พรสวรรค์ระดับ 2 ดาวจะสูงขึ้นมาเป็น 140-150 รอบต่อนาที ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 3 ดาว อัตราการหมุนเวียนเลือดของพวกเขาจะถึงขีดจำกัดที่ระดับ 170-180 รอบต่อนาทีเท่านั้น

สไปรเยอร์ที่สามารถหมุนเวียนเลือดของตัวเองขึ้นไปเกิน 200 รอบต่อนาที ส่วนใหญ่แล้วจะต้องมีพรสวรรค์ระดับ 4 ดาวขึ้นไป แน่นอนพวกเขาก็ยังมีขีดจำกัดอยู่เช่นกัน 220-230 รอบต่อนาทีสำหรับพรสวรรค์ระดับ 4 ดาว และ 280- 290 รอบต่อนาทีสำหรับผู้ที่พรสวรรค์ระดับ 5 ดาว

ส่วนผู้ที่มีพรสวรรค์สูงขึ้นไปกว่านั้น มันไม่มีการระบุเอาไว้!

ความสัมพันธ์ระหว่างระดับพรสวรรค์กับขีดจำกัดของการหมุนเวียนเลือดที่ทำได้ เป็นงานวิจัยของศาสตราจารย์คนหนึ่ง ที่ทำการทดลองให้นักเรียนในระดับพรสวรรค์ต่าง ๆ พยายามทำลายขีดจำกัดเหล่านั้นด้วยทรัพยากรที่ไม่จำกัด และพบว่ามีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถทะลวงผ่านขีดจำกัดพรสวรรค์ของตัวเองขึ้นไปได้ มันทำให้ทฤษฏีนี้ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างในท้ายที่สุด

แน่นอน! การทดลองนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมทุกความเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ การฝึกฝนของสไปรเยอร์ต้องอาศัยมากกว่าทรัพยากรถึงจะประสบความสำเร็จได้ บางทีการที่พวกเขาไม่สามารถทะลวงผ่าน อาจจะมาจากเงื่อนไขอื่น เช่นความไม่เหมาะสมของทักษะการเสริมสร้างร่างกาย หรือแม้แต่จิตใจที่ไม่เข้มแข็งพอ แต่มันก็ยังถือว่าเป็นผลการทดลองที่ใช้อ้างอิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สีหน้าที่ผิดหวังของเดวิดค่อย ๆ หายไป และตาก็เริ่มมีประกายสว่างออกมาเรื่อย ๆ เขาไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาคนเดิมที่ตื่นขึ้นมาบนโลกนี้อย่างมึนงงแล้ว จากประสบการณ์และความรู้ที่สะสมมา เดวิดไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่นักเรียนพรสวรรค์ระดับ 3 ดาวเลย เขาแค่ไปทดสอบระดับพรสวรรค์ช้ากว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุก็มาจากอาการปวดหัวอย่างหนักในตอนที่ตื่นขึ้นมานั่นเอง

เมื่อนึกย้อนไปเรื่อย ๆ เดวิดก็เริ่มมีรอยยิ้มออกมา ตอนที่เขาเดินชนกับเสาที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร นั่นเป็นสัญญาณของนักเรียนพรสวรรค์ระดับ 4 ดาวแล้ว เขาไม่แน่ใจว่าไนฮุนสะกิดเอวตัวเองหนักแค่ไหน แต่มันมีโอกาสที่เขาจะไม่มีอาการเส้นประสาทถูกขยายการรับรู้อยู่เลยในตอนนั้น และถ้ามันเป็นอย่างที่คาด เดวิดจะเป็นนักเรียนพรสวรรค์ระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว!

และที่ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ออกจากแคปซูลวิวัฒนาการ เดวิดไม่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเหมือนกับที่มู่เฉินบอกเลยแม้แต่นิดเดียว มันมีแต่อาการปวดหัวและสับสนจากชิ้นส่วนของความทรงจำที่ถาโถมเข้าใส่สมองของเขาเท่านั้น มันมีโอกาสที่ระดับพรสวรรค์ของเดวิดจะสูงกว่า 5 ดาวเสียด้วยซ้ำ

รอยยิ้มบนใบหน้าของเดวิดกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาทอเป็นประกายอย่างตื่นเต้น แม้ว่าจะไม่แน่ใจนักว่าข้อสรุปของตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะเชื่อมั่นตามนี้ไปก่อน เขาไม่มีขีดจำกัด! ในฐานะสไปรเยอร์ เขามีโอกาสที่จะเพิ่มอัตราการหมุนเวียนเลือดไปถึงระดับ 1,000 รอบต่อนาทีเลยด้วยซ้ำ!...

แต่อาการอย่างนั้นก็อยู่เพียงไม่นานนัก ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาปลุกเขาให้ตื่นขึ้นจากฝันหวานอย่างไม่รู้ตัว ความกลัวที่จะโดดเด่นเกินไป การเป็นต้นไม้ใหญ่ย่อมต้องถูกลมพัดกระหน่ำเข้าใส่อย่างแน่นอน ถ้าเขาเปิดเผยความเป็นอัจฉริยะของตัวเองออกไป คงไม่แคล้วจะถูกพวกขี้อิจฉากลุ้มรุมทำร้ายแน่ นี่ยังไม่นับถึงเรื่องที่เขาสามารถฝึกฝนทักษะการต่อสู้ระดับสีแดงได้อย่างรวดเร็วอีก เรื่องพวกนี้สามารถก่อให้เกิดความยุ่งยากมากมายแน่ เดวิดตัดสินใจที่จะปกปิดความสามารถที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ให้ได้นานที่สุด

และเมื่อคิดมาถึงตอนนี้ เขาก็หวนคิดไปถึงคนที่รู้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง ลู่ฟง! ไม่สิ ยังมีจานีนด้วยอีกคน ทั้งคู่เคยเห็นเขาใช้ทักษะท้าเท้า 3 ชั้นอย่างเต็มกำลังมาแล้วในตอนที่ต่อสู้กัน

นี่ทำให้จิตสังหารเริ่มถูกปล่อยออกมาจากตัวของเขาทันที

“ลู่ฟงกับจานีน! อย่าให้ฉันเจอตัวเชียวนะ...” ดูเหมือนว่าเดวิดคิดจะฆ่าพยานเพื่อเป็นการปิดปากแล้ว!

…………………………..

“ใคร! มัน! กล้า! ฆ่า! ลูก! ศิษย์! ของ! ข้า!!!” เสียงตะโกนดังก้องฟ้าถูกปล่อยออกมา มันเป็นเสียงที่ทรงพลังและดังสะเทือนไปทั่วทั้งท้องฟ้าจริง ๆ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของพื้นที่ ๆ ใช้เป็นสนามแข่งขันครั้งนี้ต้องได้ยินอย่างชัดเจน

ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้นไหวเอนอย่างรุนแรงราวกับถูกลมพายุพัดกรรโชกเข้าใส่ นักเรียนที่โชคร้ายอยู่ใกล้กับบริเวณนั้นหลายคนต้องร้องครวญครางออกมาอย่างเจ็บปวด กระดูกอ่อนในหูของพวกเขาถูกทำลายลงในพริบตา แต่ละคนต้องรีบใช้มือปิดหูของตัวเอง และพยายามกระตุ้นการหมุนเวียนเลือดสร้างพลังงานให้สูงขึ้นพอที่จะต้านทานพลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นให้ได้

เดวิดที่กำลังหลับอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที ดวงตาเคร่งขรึมจริงจังไม่มีอาการงุนงงปรากฏอยู่ในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว เขารู้สึกได้ถึงพลังที่แฝงออกมากับเสียงตะโกนในครั้งนี้ มันมีพลังทำลายล้างอันมหาศาลของคลื่นเสียงอย่างเต็มเปี่ยม ถึงแม้ว่าเดวิดจะอยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดเสียงไม่น้อย แต่สัญชาตญาณของเขาก็แสดงออกถึงการถูกคุกคามอย่างเต็มที่แล้ว

และไม่ใช่เพียงเดวิดคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกตัว ยังมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยโผล่ออกมาจากที่ซ่อนของตน เงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าด้วยความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่!!” เสียงพึมพำดังขึ้นมาจากปากของนักเรียนส่วนหนึ่ง พวกเขาเพิ่งฟื้นตัวจากผลกระทบของคลื่นเสียงที่รุนแรงได้

แต่นั่นเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบ จนกระทั่ง มีอีกเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นมาบนท้องฟ้าบ้าง

“คุณฟาลักซ์! คุณเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง!? กล้าดียังไงถึงได้โจมตีทำร้ายนักเรียนของสถาบัน ‘เทมเบรีย’!!!”

เจ้าของเสียงนั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขาพาร่างกายที่มีผมสีบลอนด์ และหน้าตาดูดีได้มาตรฐานพุ่งขึ้นมาบนท้องฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด ชุดอุปกรณ์สกายวอคเกอร์ของเขาส่งพลังออกมาอย่างสุดกำลัง เพียงชั่วพริบตา เขาก็สามารถพุ่งเข้ามาถึงจุดที่เสียงตะโกนดังขึ้นเป็นครั้งแรกได้แล้ว

สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยโทสะ มันเป็นอารมณ์โกรธที่มีคนกล้ามากระตุกหนวดเสือ กล้าบุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามของทางสถาบัน และในนั้นยังมีความสงสัยเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ด้วย คน ๆ นี้รู้ได้อย่างไรว่ากิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นที่นี่?

‘ฟาลักซ์’ เจ้าของเสียงที่ตะโกนลั่นฟ้า กำลังยืนหนวดสั่นอยู่ด้วยความโกรธที่มากกว่าผู้ที่เพิ่งมาถึงเสียด้วยซ้ำ เสียงหัวเราะของเขานั้นฟังดูบ้าคลั่ง คำพูดที่ถูกปล่อยออกมาหลังจากนั้นยิ่งแข็งกร้าวดุร้ายเสียยิ่งกว่า

“หึ! แค่คนเดียวอย่างนั้นหรือ? คิดว่าฉันจะมาที่นี่โดยไม่เตรียมตัวหรือยังไง? คิดหรือว่าจะหยุดฉันได้!”

และโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของเจ้าของสถานที่ เขาเปิดหน้าต่างโฮโลแกรมของตัวเองขึ้นตรวจสอบ ก่อนจะหันหน้ามองไปยังทิศทางหนึ่ง และกระตุ้นให้ชุดสกายวอคเกอร์บินพุ่งออกไปในทันที

นั่นทำให้ ‘กาเรน’ โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาตะโกนเสียงก้องออกมา “คิดจะมองข้ามหัวกันไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?” ชุดสกายวอคเกอร์ของเขาปล่อยพลังขับเคลื่อนออกมาทันทีเช่นกัน มันส่งร่างของเขาเข้าไปขวางทางของฟาลักซ์เอาไว้ในพริบตา

แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือทำอะไรไปมากกว่านั้น กาเรนก็ถูกล้อมเอาไว้อย่างฉับพลันด้วยกลุ่มคนที่อยู่ในชุดดำปกปิดหน้าตาอย่างมิดชิด พวกเขา 3 คนโผล่ขึ้นมาจากเงามืดเบื้องล่าง หยุดยั้งความพยายามในการโจมตีของกาเรนเอาไว้ได้ทันที

“คุณกาเรน! จะรีบไปไหนล่ะ? อยู่ด้วยกันตรงนี้ก่อนเถิด” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาจากกลุ่มของ 3 คนในชุดดำเบา ๆ

สีหน้าของกาเรนเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้แล้ว เขาเป็นเพียงแค่ครูฝึกธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางที่จะรับมือกับเฟสเซอร์ 3 คนพร้อมกันได้อย่างง่าย ๆ แน่ ต่อให้เขาแน่ใจว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าคนพวกนี้ก็ตาม มันต้องเสียเวลาหลายนาทีกว่าที่จะสลัดพวกเขาออกไปได้

และถึงแม้จะไม่มีทั้ง 3 คนนี้โผล่ออกมา เขาก็มีโอกาสไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นในการต่อสู้กับตาแก่นั่น ต่อให้ ‘ฟาลักซ์’ เป็นเพียงแค่ศาสตราจารย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งจาก ‘สถาบันไวท์อีเกิ้ล’ แต่ความแข็งแกร่งของศาสตราจารย์ ไม่ใช่สิ่งที่ครูฝึกคนหนึ่งจะจัดการได้ บางทีทางเลือกที่ดีที่สุด คือยืนคุมเชิงอยู่ที่นี่เฉย ๆ เท่านั้น ปล่อยให้เรื่องนี้คลี่คลายไปเอง

สถาบันเทมเบรียอาจจะไม่ใช่สถาบันที่มีอิทธิพลสูงสุดใน ‘เมืองสครูตรอน’ แต่การที่จะปกป้องนักเรียนของตัวเอง ยังนับว่ามีทรัพยากรและความสามารถเพียงพออยู่

“ฉันไม่รู้ว่าพวกแกทั้ง 3 คนเป็นใคร แต่คิดจริง ๆ หรือว่าจะรับผลของการยื่นมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ได้?” เสียงของ กาเรนนั้นเข้มต่ำ คำพูดที่กล่าวออกมานั้นเป็นการข่มขู่อย่างชัดเจน

และนั่นส่งผลกับคนทั้ง 3 ไม่น้อย พวกเขาหันมองหน้ากันอย่างเป็นกังวล แต่สุดท้ายแล้ว คนที่อยู่ตรงกลางก็เอ่ยออกมา “พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อสร้างเรื่องวุ่นวายอะไร ขอเพียงแค่คุณหยุดอยู่ที่นี่กับเราแค่เพียง 1-2 นาทีเท่านั้น ทุกอย่างก็จะสิ้นสุด หน้าที่ของพวกเรามีแค่นั้น!” นี่เป็นเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง มันมีความไม่มั่นใจแฝงอยู่ในนั้นเล็กน้อย อันที่จริงแล้วพวกเขาถูกว่าจ้างมาให้ทำหน้าที่ขัดขวางครูฝึกเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น ศาสตราจารย์เฒ่าต้องการเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการจัดการกับคนร้ายที่สังหารลูกศิษย์ของเขา ทุกอย่างควรจะจบก่อนที่กำลังเสริมของทางสถาบันจะมาถึง

กาเรนยิ้มออกมาอย่างเย็นชา และเลือกที่จะลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างเงียบ ๆ รอดูการแสดงดี ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ในโลกนี้ยังมีศาสตราจารย์โง่ ๆ อยู่จริง ๆ ด้วย กิจกรรมที่ใหญ่ขนาดนี้ เจ้าแก่นั่นคิดจริง ๆ หรือว่าจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอยู่แค่คนเดียว..

….

เดวิดพาตัวเองออกมาจากถ้ำด้วยความสงสัย พยายามมองขึ้นไปบนฟ้าเพื่อหาสาเหตุเหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆ แต่เขาก็ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย นั่นทำให้เขาตัดสินใจจะกระโดดขึ้นไปบนยอดต้นไม้ เดวิดอยากรู้จริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ย่อตัวลงเลยด้วยซ้ำ ขนทั่วตัวของเดวิดนั้นลุกซู่ขึ้นมาก่อน

‘ให้ตายสิ! นี่มันแรงกดดันอะไรกันแน่!!?’ เขาสบถขึ้นในหัวอย่างหยาบคาย คลื่นสมองที่ส่งออกมานั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก มันแทบจะทำให้เขาขยับตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เดวิดต้องขบริมฝีปากของตัวเองจนแตกออก ให้ความเจ็บปวดปลุกสติของเขาให้แจ่มใสขึ้นให้ได้มากที่สุดก่อน

และเมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เหงื่อเย็น ๆ ก็ผุดออกมาตามร่างกายจนเต็มไปหมด เจ้าของกลิ่นอายที่รุนแรงนั่นกำลังพุ่งตรงมาที่เขาอย่างรวดเร็ว

“แกนี่เองที่ฆ่าลูกศิษย์ข้า!!” น้ำเสียงที่แก่ชรานั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร มันถูกปล่อยออกมาอย่างไม่มีการปิดบัง

เดวิดไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขารู้ว่ายืนอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว

ตึงง!!

พื้นดินที่เดวิดยืนอยู่กลายเป็นหลุมลึกขนาด 5 เมตรทันที แรงส่งตัวที่เขาปล่อยออกไปนั้นมหาศาลกว่าทุกครั้ง และความเร็วของเขาก็อยู่ในระดับที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะทำได้ เดวิดรีบพุ่งหนีออกไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว

“เอ๋?” ชายชราดูจะประหลาดใจในตอนแรก แต่หลังจากนั้นเขาก็หัวเราะออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

“เป็นแกจริง ๆ!” ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าไม่ผิดตัว ความแข็งแกร่งที่เดวิดเพิ่งแสดงออกมานั้นอยู่ในระดับที่จะสังหารลูกศิษย์ของเขาได้ และยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นใบหน้าที่เขาเห็นจากสัญญาณสุดท้ายที่ส่งกลับไปโดยลูกศิษย์ของตัวเอง จิตสังหารของเขานั้นพุ่งทะยานขึ้นจนเสียดฟ้าแล้ว

ก่อนหน้านี้เขายังกังวลกับบทลงโทษที่จะได้รับจากการรุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามของสถาบันอื่น แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะต้องลดน้อยลงหลายเท่าตัวแน่ ถ้าเขาสังหารเจ้าเด็กสารเลวที่ฆ่าลูกศิษย์ของตัวเองลงได้ การกำจัดอัจฉริยะของสถาบันอื่น มันเป็นความดีความชอบอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้ระบุเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ก็ตาม โดยเฉพาะการสังหารอัจฉริยะระดับ 5 ดาวแบบนี้ด้วย!

จากอายุและความแข็งแกร่งที่แสดงออกมา ฟาลักซ์ตัดสินได้ทันทีว่าเดวิดมีพรสวรรค์ระดับ 5 ดาว

และนั่นทำให้เขาตวาดออกมาด้วยเสียงที่เหี้ยมเกรียม “ตาย!!”

จบบทที่ นักรบพันธุ์ผสม บทที่ 187 - สถานการณ์อันตราย!

คัดลอกลิงก์แล้ว