เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - งานดีแบบนี้

บทที่ 80 - งานดีแบบนี้

บทที่ 80 - งานดีแบบนี้


บทที่ 80 - งานดีแบบนี้

กองปราบสาขาย่านหรูอี้ เรือนพักหัวหน้ากองปราบ

เสิ่นชิงซวงจ้องมองเด็กหนุ่มผู้คาดดาบในชุดเครื่องแบบสีดำที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยับขึ้นอีกครั้ง

เด็กหนุ่มตรงหน้าคือเฉินเฉิง ใบหน้าหล่อเหลา กิริยาท่าทางแม้จะดูนอบน้อม แต่แววตากลับใสกระจ่างลุ่มลึก สงบนิ่งดุจบ่อน้ำโบราณไร้ระลอกคลื่น ให้ความรู้สึกสุขุมเยือกเย็น มั่นคงดั่งขุนเขา

ความรู้สึกนี้ เหมือนกับตอนที่เสิ่นชิงซวงเจอเฉินเฉิงครั้งแรกเมื่อครึ่งปีก่อน ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย

เสิ่นชิงซวงเคยพบเจออัจฉริยะรุ่นเยาว์มานับไม่ถ้วน แต่คนที่มีบุคลิกเช่นเฉินเฉิง กลับมีเพียงหนึ่งเดียว

ไม่ถือตัวไม่ใจร้อน สุขุมรอบคอบ ไม่ต่ำต้อยและไม่หยิ่งผยอง

นางเผลอเปรียบเทียบเฉินเฉิงกับเหยียนเจี้ยนในใจ ทั้งคู่ต่างเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ เหยียนเจี้ยนนั้นคมกริบบาดตา แสดงความเย่อหยิ่งมั่นใจตลอดเวลา เหมือนกระบี่ที่ถอดออกจากฝัก

ส่วนเฉินเฉิงตรงหน้า ภายนอกดูอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ความทรนงในกระดูกดำ เกรงว่าจะยิ่งกว่าเหยียนเจี้ยนเสียอีก เพียงแต่ความทรนงนี้ถูกเขาซ่อนไว้อย่างมิดชิด หรือจะพูดให้ถูก นี่คือบุคลิกทรนงของผู้ที่ซ่อนคมปัญญาและความยิ่งใหญ่ไว้ภายใน ซึ่งจะมีแต่ในตัวอัจฉริยะเหนือโลกเท่านั้น

เสิ่นชิงซวงอายุน้อย วรยุทธ์สูงส่ง ย่อมคิดว่าตัวเองก็เป็นอัจฉริยะเหนือโลกเช่นกัน

แต่บุคลิกที่เฉินเฉิงแสดงออกมา กลับเหนือล้ำกว่านาง ดูเหมือนในสายตาเฉินเฉิง อัจฉริยะระดับนางก็งั้นๆ

พูดให้ตรงกว่านั้น เกรงว่าในใจลึกๆ ของเฉินเฉิง อาจจะไม่ได้เลื่อมใสศรัทธานางอย่างแท้จริง ที่ทำท่าเคารพนบนอบ ก็เพราะนางมาจากตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นใน และมีตำแหน่งสูงศักดิ์เท่านั้น

ตัดสองอย่างนี้ออกไป เฉินเฉิงอาจจะไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเลยก็ได้

พอนึกถึงคำวิจารณ์ของหลิวอวิ๋นเฟิงที่มีต่อเฉินเฉิงเมื่อครั้งก่อนที่ว่า "หัวมุมฉายแวว มีราศีมังกรซ่อนกาย"

เสิ่นชิงซวงก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นี่เป็นสัญชาตญาณของผู้ฝึกยุทธ์และสัญชาตญาณของผู้หญิง ซึ่งมักจะแม่นยำเสมอ

แม้นางจะมุ่งมั่นฝึกวรยุทธ์ไม่สนใจทางโลก แต่ด้วยพื้นเพตระกูลใหญ่ ซึมซับมานาน ย่อมรู้วิธีการปกครองคนอยู่บ้าง

คนยิ่งทรนง ยิ่งควบคุมยาก

"จะสยบเฉินเฉิงให้รับใช้ตระกูลเสิ่น เกรงว่าจะยากกว่าเหยียนเจี้ยนมาก แต่ต่อให้จิตใจเฉินเฉิงจะแข็งแกร่งเพียงใด ภายใต้พลังวรยุทธ์ที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น และอำนาจตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องยอมสยบแต่โดยดี"

คิดได้ดังนั้น เสิ่นชิงซวงก็ยิ้มหวานหยาดเยิ้มซึ่งหาดูได้ยาก

"เฉินเฉิง ครั้งนี้เจ้าสร้างความชอบ ข้าอุตส่าห์ไปขอรางวัลจากท่านหัวหน้าผู้ดูแลเจียงที่กองปราบใหญ่เขตเมืองใต้มาให้ หวังว่าเจ้าจะพยายามต่อไป อย่าทำให้ข้าผิดหวังในความปรารถนาดี"

เฉินเฉิงหารู้ไม่ว่า เพียงชั่วพริบตาเดียว ท่านหัวหน้ากองปราบผู้นี้จะคิดอะไรไปมากมายขนาดนั้น

การได้เลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษ ท่านหัวหน้ากองปราบผู้นี้คงออกแรงไปไม่น้อย

ตอนนี้ในเมื่อมาพึ่งใบบุญตระกูลเสิ่น ก็ต้องแสดงความจริงใจให้มากหน่อย เขาจึงยิ้มประสานมือคารวะ "ขอบคุณใต้เท้าเสิ่น เฉินเฉิงจะจดจำบุญคุณที่ท่านช่วยผลักดันในครั้งนี้"

"อืม ดีมาก" เสิ่นชิงซวงพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดต่อ "เจ้าได้รับความไว้วางใจจากหลิวอวิ๋นเฟิง คงรู้เรื่องสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นในจากปากเขามาไม่น้อย

ตระกูลเสิ่นของข้าแม้จะเทียบไม่ได้กับตระกูลเจียงและตระกูลฉิน แต่ในเมืองหลินจี้ ก็เป็นขั้วอำนาจระดับสูงสุด ห่างไกลจากตระกูลเล็กๆ ในเมืองชั้นนอกอย่างตระกูลโจวมากนัก

ในเมื่อเจ้าก้าวขึ้นมาระดับหัวหน้ามือปราบแล้ว เรื่องบางอย่างก็ควรรู้ไว้

สี่เขตเมืองชั้นนอกของเมืองหลินจี้ กองปราบระวังเมืองมีอำนาจมากที่สุด ดังนั้นตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นใน จึงแก่งแย่งตำแหน่งในกองปราบของทั้งสี่เขต เพื่อหวังครอบครองอำนาจควบคุมเมืองชั้นนอก

อีกสามเขตเมืองชั้นนอก ตำแหน่งหัวหน้าผู้ดูแลกองปราบใหญ่ล้วนอยู่ในมือของอีกสามตระกูล

เขตเมืองใต้เป็นฐานอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเสิ่นมาตลอด เพียงแต่ช่วงหลายปีมานี้ตระกูลเสิ่นไม่มีคนที่เหมาะสมจะมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ดูแลกองปราบใหญ่ เลยต้องให้คนตระกูลเจียงรักษาการไปก่อน

ท่านหัวหน้าผู้ดูแลเจียงซิงฮั่นกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง พอตำแหน่งว่างลง ข้าก็จะเข้ารับตำแหน่งต่อได้อย่างราบรื่น

ส่วนกองปราบสาขาย่านหรูอี้ ข้าก็วางตัวคนไว้เรียบร้อยแล้ว หลิวอวิ๋นเฟิงได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจากตระกูลเสิ่น จนบรรลุขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นความสำเร็จสูง เพียงพอจะรับตำแหน่งหัวหน้ากองปราบสาขา

ไม่ใช่แค่ย่านหรูอี้ ย่านอื่นๆ ตระกูลเสิ่นก็วางคนไว้หมดแล้ว

อย่างเช่นเหยียนเจี้ยนที่อยู่ย่านตงเยว่ เขามีพรสวรรค์สูง มีหวังจะบรรลุขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นความสำเร็จสูงภายในสองสามปี ถึงตอนนั้นเขาก็จะได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากองปราบสาขา

เจ้าแม้จะเริ่มฝึกช้ากว่า แต่พรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่าเหยียนเจี้ยน หากขยันฝึกฝน อนาคตก็มีหวังเข้าสู่ขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น ได้เป็นหัวหน้ากองปราบสาขา ปกครองคนนับร้อย เป็นคนเหนือคน

ไม่เพียงเท่านั้น หากเจ้าบรรลุขอบเขตหลอมรวมกระดูกภายในสิบปี โดยมีตระกูลเสิ่นคอยหนุนหลัง อนาคตจะได้เป็นหัวหน้าผู้ดูแลกองปราบใหญ่เขตเมืองใต้ กุมอำนาจทั้งเขตเมืองใต้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เจ้าต้องพยายามให้มาก"

เฉินเฉิงฟังออกทันทีว่าเสิ่นชิงซวงกำลังขายฝัน พูดแต่ข้อดี แต่ไม่พูดถึงข้อเสียของการเข้ากับตระกูลเสิ่นเลยสักคำ

ถ้าเข้ากับตระกูลเสิ่น ก็ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งระหว่างตระกูลเสิ่นกับอีกสามตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เฉินเฉิงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

คิดในแง่ร้าย ต่อให้ไม่เข้ากับตระกูลเสิ่น ถ้าอยากจะก้าวหน้าในวิถียุทธ์ หาทรัพยากรให้พอ ก็เลี่ยงไม่พ้นต้องกระทบกระทั่งกับคนของสี่ตระกูลใหญ่อยู่ดี

สู้ไปอยู่ใต้ร่มเงาตระกูลเสิ่น แล้วแอบพัฒนาตัวเองเงียบๆ ยังจะดีกว่า

"ขอบคุณใต้เท้าเสิ่นที่ชุบเลี้ยง เฉินเฉิงจะทุ่มเทสุดความสามารถ" เฉินเฉิงประสานมือ กล่าวด้วยความจริงใจ

เสิ่นชิงซวงรู้ดีว่า โลกที่วัดกันด้วยวรยุทธ์ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง ถ้าอยากให้เฉินเฉิงยอมสยบอย่างแท้จริง ต้องแสดงพลังให้เห็น

นางพยักหน้าเบาๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม กล่าวต่อว่า "เจ้าสังหารโจวฟาง สังหารสิบสามโจรเมืองใต้ พลังฝีมือที่แท้จริงน่าจะเหนือกว่าขอบเขตขัดเกลาผิวหนังขั้นความสำเร็จสูง และเพลงดาบขั้นความสำเร็จสูงไปมาก

แต่มีฝีมือแค่นี้ ห้ามลำพองใจ จงรู้ไว้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน พลังยุทธ์ของเจ้าเมื่อเทียบกับลูกหลานสายตรงของสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นในแล้ว ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก

ไม่ต้องพูดถึงสายตรง แม้แต่ลูกหลานสายรองที่เก่งๆ ก็ยังเก่งกว่าเจ้ามาก"

ข้อนี้เฉินเฉิงไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะฝีมือปัจจุบันของเขา ไม่ด้อยไปกว่าขอบเขตขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ และทักษะขั้นสมบูรณ์เลย

ฝึกอีกสักสองสามเดือน แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นความสำเร็จสูง เขาก็พอจะสู้ไหว ลูกหลานสี่ตระกูลใหญ่จะเก่งแค่ไหนกันเชียว จะเป็นขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นความสำเร็จสูงกันทุกคนเลยหรือ

เฉินเฉิงไม่ดูถูกตัวเอง แต่ก็ไม่หลงตัวเอง ประสานมือกล่าวว่า "ผู้น้อยไม่กล้าลำพอง"

นี่ก็พูดจริง ยังไม่โตเต็มที่ ก็ต้องทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวไว้ก่อน

"อืม เจ้ารู้จักถ่อมตน ข้าพอใจมาก แต่ยังไงก็ต้องให้เจ้าได้เห็นโลกกว้างว่ายอดฝีมือที่แท้จริงเป็นเช่นไร"

พูดจบ เสิ่นชิงซวงก็ชักกระบี่ยาวออกมา เดินไปกลางลาน กลิ่นอายรอบตัวเปลี่ยนไปทันที เย็นยะเยือกและดุดัน แฝงด้วยพลังกดดันมหาศาล

"เฉินเฉิง ดูให้ดี ข้าคือขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสมบูรณ์ และเข้าถึงสภาวะแห่งกระบี่แล้ว สามารถต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมกระดูกได้!"

สิ้นเสียง นางก็ร่ายรำกระบี่กลางลาน ทุกท่วงท่าลึกล้ำพิสดาร เป็นเพลงกระบี่ขั้นสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ขณะร่ายรำ ร่างกายของนางเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เพลงกระบี่ยิ่งดุดันรวดเร็ว บนกระบี่สามศอกแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่ไม่อาจต้านทาน

อากาศรอบๆ ถูกพลังนี้กระตุ้น จนเกิดเสียงหวีดหวิวฉีกขาด ปั่นป่วนบ้าคลั่ง

เฉินเฉิงยืนห่างออกไปหลายวา ผิวหนังยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บแปลบและแรงกดดันจางๆ จากอากาศที่ปั่นป่วน รีบถอยหลังไปหลายก้าว ถึงจะหลุดพ้นจากแรงกดดันนั้น

หางตาเหลือบไปเห็นสาวใช้เสี่ยวชิงถอยไปยืนไกลลิบตั้งนานแล้ว แถมยังขยิบตาให้อย่างทะเล้น

เฉินเฉิงไม่สนใจนาง ตั้งใจดูเพลงกระบี่ของเสิ่นชิงซวง

เห็นนางพลิ้วไหวประดุจนางหงส์ เลื้อยไหลประดุจมังกร ท่วงท่าสง่างาม กระบี่ดั่งเกล็ดน้ำค้าง!

เงากระบี่ปลิวว่อน อากาศร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนพลันเย็นเยือก จากนั้นบนตัวกระบี่ก็มีเกล็ดน้ำแข็งสีขาวเกาะตัว เกล็ดน้ำแข็งค่อยๆ ก่อตัวรวมกันที่ปลายกระบี่ พลังนั้นหนักแน่นลึกล้ำ เย็นยะเยือกและคมกริบ แฝงอานุภาพทำลายล้าง

กระบี่ยาวของเสิ่นชิงซวงรวดเร็วดุจสายฟ้า แทงออกไปฉับพลัน ปะทะเข้ากับหินก้อนใหญ่สูงครึ่งวาใจกลางสวน หินก้อนนั้นระเบิดออกเป็นจุณ

เฉินเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเคร่งเครียด

สภาวะกระบี่ของเสิ่นชิงซวง รวมปราณเป็นน้ำแข็ง เพิ่มความหนักหน่วงให้กระบี่ พละกำลังและความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่า ทำลายล้างทุกสิ่ง สมคำร่ำลือจริงๆ!

แต่อานุภาพสภาวะกระบี่ของนาง ดูเหมือนจะยังห่างชั้นกับสภาวะกระบี่ของกงซุนโหรวที่เฉินเฉิงเคยเห็นอยู่หลายขุม

สภาวะกระบี่ของกงซุนโหรวนั้นรวดเร็วพลิ้วไหว ไร้ร่องรอย เฉินเฉิงมองตามแทบไม่ทัน

ส่วนสภาวะกระบี่ของเสิ่นชิงซวง เฉินเฉิงยังมองเห็นชัดเจน

"เป็นสภาวะกระบี่เหมือนกัน ของกงซุนโหรวละเอียดอ่อนลึกล้ำ ส่วนของเสิ่นชิงซวงดุดันแข็งกร้าว จะบอกว่าใครดีกว่าใครก็พูดยาก

คงเป็นเพราะกงซุนโหรวอยู่ขอบเขตหลอมรวมกระดูกขั้นสมบูรณ์ ส่วนเสิ่นชิงซวงเพิ่งขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสมบูรณ์ ระดับวรยุทธ์ต่างกัน"

หลังจากครุ่นคิด เฉินเฉิงก็สรุปในใจ

เสิ่นชิงซวงเก็บกระบี่ เห็นเฉินเฉิงยืนเหม่อ แววตาเหมือนยังตกตะลึง ใบหน้างดงามก็ปรากฏรอยยิ้มสดใส

"นั่นไง ผู้ฝึกยุทธ์ยังไงก็วัดกันที่ฝีมือ ข้าแสดงพลังขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นขั้นสมบูรณ์ แถมยังโชว์สภาวะกระบี่เกล็ดหิมะต่อหน้า เฉินเฉิงตอนนี้ จะยังหลงเหลือความทรนงอยู่อีกหรือ

ในใจเขาตอนนี้ คงยอมสยบให้ข้าเหมือนเหยียนเจี้ยนแล้วกระมัง

เฮ้อ... ข้าเป็นอะไรไปเนี่ย เฉินเฉิงก็แค่หัวหน้ามือปราบตัวเล็กๆ เทียบไม่ได้กับอัจฉริยะตระกูลรองของตระกูลเสิ่นด้วยซ้ำ เอาชนะใจเขาได้ ทำไมข้าถึงดีใจขนาดนี้

ตอนทำให้เหยียนเจี้ยนยอมสยบ ข้ายังไม่เห็นดีใจขนาดนี้เลย!

บางทีอาจเป็นเพราะในสายตาข้า เฉินเฉิงทรนงกว่าเหยียนเจี้ยนมาก การทำให้เขายอมสยบ ย่อมรู้สึกถึงชัยชนะมากกว่า

ใครๆ ก็บอกว่า ดื่มเหล้าที่แรงที่สุด ฝึกม้าที่พยศที่สุด มักจะทำให้คนรู้สึกสะใจ นึกไม่ถึงว่าข้าที่มุ่งมั่นแต่การฝึกยุทธ์ ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องพรรค์นี้

ช่างเถอะ เฉินเฉิงมีพรสวรรค์ ให้เขาเอาข้าเป็นเป้าหมาย ขยันหมั่นเพียรฝึกฝน วันหน้าจะเป็นผลดีต่อตระกูลเสิ่น และต่อตัวข้าเอง"

เฉินเฉิงได้สติ เห็นเสิ่นชิงซวงมองมาด้วยรอยยิ้ม แววตาไม่ปิดบังความภาคภูมิใจ

ท่านหัวหน้ากองปราบคงไม่ได้โชว์วรยุทธ์เล่นๆ คงกำลังรอคำชมอยู่ คิดได้ดังนั้น เฉินเฉิงรีบประสานมือ "ใต้เท้าเสิ่นวรยุทธ์ล้ำเลิศ เฉินเฉิงได้เปิดหูเปิดตาแล้ว"

"เจ้าไปติดนิสัยชอบประจบสอพลอเหมือนเหยียนเจี้ยนตั้งแต่เมื่อไหร่ ประจบก็ช่างเถอะ แต่คำว่าวรยุทธ์ล้ำเลิศ ข้าคงรับไว้ไม่ไหว!"

เสิ่นชิงซวงแกล้งปั้นหน้าดุ น้ำเสียงเจือแววตำหนิ แต่ฟังดูอ่อนโยน จะมีความหมายตำหนิจริงๆ ได้ยังไง เห็นชัดๆ ว่าในใจกำลังฟินสุดๆ

เฉินเฉิงยิ้ม กล่าวอย่างจริงจัง "เพลงกระบี่ใต้เท้าเสิ่นลึกล้ำพิสดาร เกรงว่าถ้าสู้กัน ข้าคงรับไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว"

นี่ไม่ใช่คำประจบ ต่อหน้ายอดฝีมืออย่างเสิ่นชิงซวง เฉินเฉิงรู้ตัวเองดี เสิ่นชิงซวงฝึกยุทธ์ตั้งแต่อายุสิบสี่ จนป่านนี้เจ็ดแปดปีแล้ว เฉินเฉิงเพิ่งฝึกได้ครึ่งปี จะไปเทียบได้ยังไง

ส่วนอนาคตจะเป็นยังไง นั่นก็พูดยาก

"จะให้เจ้ามาเทียบชั้นกับข้า ก็ดูจะกดดันเจ้าเกินไป" เสิ่นชิงซวงอารมณ์ดี ยิ้มหวานหยด "เจ้าแค่ขยันฝึกฝน ตามเสี่ยวชิงให้ทัน ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

เจ้าอย่าเห็นว่าเสี่ยวชิงเป็นสาวใช้ของข้า นางติดตามข้ามาตั้งแต่เด็ก ขยันฝึกวรยุทธ์ ตอนนี้ขอบเขตขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ เพลงกระบี่ขั้นสมบูรณ์แล้ว

ต่อให้เป็นเหยียนเจี้ยนก็ใช่ว่าจะชนะนางได้ อย่าว่าแต่เหยียนเจี้ยนเลย แม้แต่อัจฉริยะตระกูลรองของตระกูลเสิ่น ก็ยังไม่แน่ว่าจะเทียบชั้นกับนางได้"

พอเสิ่นชิงซวงชม เสี่ยวชิงก็หัวใจพองโต ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

"คุณหนู เสี่ยวชิงไม่ได้เก่งขนาดนั้นเสียหน่อยเจ้าค่ะ"

เสิ่นชิงซวงหัวเราะ หึหึ "เฉินเฉิงไม่ใช่คนอื่นคนไกล เจ้าไม่ต้องถ่อมตัวหรอก เอาอย่างนี้ เจ้าลองประมือกับเฉินเฉิงสักสองสามท่า แสดงฝีมือให้ดูหน่อย"

"เจ้าค่ะ!" เสี่ยวชิงอยากลองของอยู่แล้ว รีบรับคำ เดินไปยืนกลางลาน ยิ้มให้เฉินเฉิง "หัวหน้าเฉิน เรามาประมือกันหน่อยไหมเจ้าคะ"

พูดตามตรง ถ้าได้สู้เต็มที่กับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ เพลงกระบี่ขั้นสมบูรณ์ เฉินเฉิงย่อมต้องการอยู่แล้ว

แต่เขาเปิดเผยฝีมือจริงไม่ได้ การประลองครั้งนี้ต้องออมมือ คงจะอึดอัดน่าดู

"ทำไม หัวหน้าเฉินฆ่าสิบสามโจรเมืองใต้ได้ แต่กลับกลัวสาวใช้อย่างข้ารึเจ้าคะ"

เห็นเฉินเฉิงลังเล เสี่ยวชิงก็ยิ้มเย้า

นางเป็นสาวใช้ก็จริง แต่หน้าตาสะสวยน่ารัก ติดตามเสิ่นชิงซวงฝึกยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก รูปร่างสมส่วนแข็งแรง เทียบกับคุณหนูตระกูลเศรษฐีในเมืองชั้นนอกแล้ว นางดูดีกว่าเยอะ

แถมนางยังมีนิสัยถือตัว หนุ่มเจ้าสำราญทั่วไปไม่อยู่ในสายตานางหรอก

หัวหน้ามือปราบหนุ่มวัยสิบแปดตรงหน้า แม้วรยุทธ์จะด้อยกว่านาง แต่หน้าตาหล่อเหลา จิตใจซื่อตรง แถมคุณหนูยังให้ความสำคัญ เป็นหนุ่มน้อยอนาคตไกล เป็นคนส่วนน้อยที่ทำให้นางรู้สึกประทับใจตั้งแต่แรกเห็น

โอกาสดีแบบนี้ นางต้องโชว์ฝีมือให้ประจักษ์สักหน่อย

"ขอน้อมรับคำชี้แนะ" เฉินเฉิงรับคำสั้นๆ ถือดาบเดินออกไป

ถึงจะเปิดเผยฝีมือจริงไม่ได้ แต่ได้เห็นพลังการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตขัดเกลาผิวหนังขั้นสมบูรณ์ เพลงกระบี่ขั้นสมบูรณ์ ก็ไม่เสียหาย

"หัวหน้าเฉิน ระวังตัว!"

เสี่ยวชิงถือกระบี่ บุคลิกเปลี่ยนไปทันที แทงกระบี่ใส่เฉินเฉิง

ท่าเท้าของนางรวดเร็วปราดเปรียว เพลงกระบี่ก็ละเอียดแม่นยำ สมกับเป็นเพลงกระบี่ขั้นสมบูรณ์

เฉินเฉิงดวงตาหดเกร็ง ดูออกทันทีว่าเสี่ยวชิงเอาจริงตั้งแต่ท่าแรก ไม่มีการออมมือ ถ้าใช้แค่ดาบขั้นความสำเร็จสูงรับมือ เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะกันอยู่

"แม่สาวใช้นี่ ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเลย ช่างเถอะ สู้ไม่ได้!"

คิดได้ดังนั้น เฉินเฉิงยืนนิ่งไม่ไหวติง

กระบี่ของเสี่ยวชิงพุ่งมาจ่อตรงหน้าเฉินเฉิงอย่างรวดเร็ว แล้วชักกลับไป

"หัวหน้าเฉิน ทำไมท่านไม่ลงมือ" นางแกล้งถามทั้งที่รู้

เฉินเฉิงประสานมือ ตอบตามตรง "แม่นางเสี่ยวชิงเพลงกระบี่ลึกล้ำ ข้าใช้ดาบขั้นความสำเร็จสูง คงรับไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว"

คำพูดนี้ไม่มีข้อผิดพลาด เขาบอกว่าใช้ดาบขั้นความสำเร็จสูง แต่ถ้าใช้ดาบขั้นสมบูรณ์รับมือ แพ้ชนะยังไม่รู้

เสี่ยวชิงนึกไม่ถึงว่าเฉินเฉิงจะมีความนัยแฝง คิดว่าเฉินเฉิงรู้ประมาณตน

นางหัวเราะคิกคัก "หัวหน้าเฉินสายตาเฉียบแหลม หาได้ยากยิ่ง อีกไม่นานคงฝึกเพลงดาบจนถึงขั้นสมบูรณ์ได้แน่เจ้าค่ะ"

"พอแล้ว" เห็นเสี่ยวชิงแสดงฝีมือจนเฉินเฉิงยอมรับแล้ว เสิ่นชิงซวงก็โบกมือ แล้วพูดกับเฉินเฉิงต่อว่า "เฉินเฉิง เจ้าได้เลื่อนเป็นว่าที่หัวหน้ามือปราบ เงินเดือนและสวัสดิการเท่ากับหัวหน้ามือปราบ สวมเครื่องแบบหัวหน้ามือปราบลายเมฆพื้นดำ เงินเดือนสิบตำลึงต่อเดือน

เดี๋ยวเจ้าไปเบิกเครื่องแบบและป้ายประจำตัวที่กองงานได้เลย

กองปราบสาขาย่านหรูอี้ไม่มีตำแหน่งว่าง เจ้าไม่ต้องคุมลูกน้องชั่วคราว... อืม... ไม่คุมเลยก็ไม่ได้ เอาอย่างนี้ เจ้าไปเลือกมือปราบสำรองสักคนมาเป็นลูกน้อง ไว้คอยตามตัวเจ้าเวลาเกิดเรื่อง

ส่วนเวลาอื่น เจ้าก็เหมือนหัวหน้ามือปราบคนอื่นๆ มาเช็กชื่อแล้วก็ไปทำธุระของตัวเองได้เลย

ถ้ามีงาน ข้าจะส่งคนไปตามเจ้าเอง

อีกอย่าง เจ้าไม่ต้องคุมทีมลาดตระเวน แต่ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา ห้ามไปไหนไกลจากที่ทำการกองปราบสาขาย่านหรูอี้ ถ้ากลุ่มไหนต้องการกำลังเสริม เจ้าก็พิจารณาไปช่วยตามความเหมาะสม"

อิสระเหมือนหัวหน้ามือปราบคนอื่นๆ แถมไม่ต้องคุมลูกน้อง งานดีแบบนี้ เฉินเฉิงตาลุกวาว รีบประสานมือ "รับคำสั่งขอรับ!"

"อืม" เสิ่นชิงซวงพยักหน้าเบาๆ แล้วโบกมือ "เจ้าไปเถอะ เลือกมือปราบสำรองได้แล้ว ก็ให้เขามารายงานตัวกับข้า"

พอเฉินเฉิงเดินยิ้มร่าออกไป เสี่ยวชิงก็หัวเราะ "คุณหนู ท่านดีกับเฉินเฉิงเกินไปแล้วนะเจ้าคะ"

"เฉินเฉิงมีพรสวรรค์สูง ถ้าขยันฝึกฝน อนาคตไม่ด้อยไปกว่าเหยียนเจี้ยนหรอก"

เสิ่นชิงซวงพูดเสียงเรียบ แล้วมองเสี่ยวชิงอย่างมีความหมาย "ถ้าให้เจ้าเลือกคู่ครอง เจ้าจะเลือกเหยียนเจี้ยนหรือเฉินเฉิง"

"หา..." เสี่ยวชิงหน้าแดงระเรื่อ ครุ่นคิดอยู่นานถึงตอบว่า "เสี่ยวชิงเชื่อฟังคุณหนูเจ้าค่ะ"

เสิ่นชิงซวงส่งเสียง หึ ในลำคอ "พูดความจริง"

เสี่ยวชิงคิดอีกรอบ แล้วตอบเสียงเบาหวิว "เฉินเฉิงวรยุทธ์อ่อนกว่า แต่จิตใจซื่อตรง ไม่น่าจะมีใจเอนเอียงไปจากคุณหนู แถมยังเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงาน

เหยียนเจี้ยนวรยุทธ์เก่งกว่า ซื่อสัตย์ต่อคุณหนู แต่ในหมู่หัวหน้ามือปราบและเจ้าหน้าที่ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีใครชอบหน้า"

เสิ่นชิงซวงยิ้มบางๆ "ข้ารู้ใจเจ้าแล้ว"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 80 - งานดีแบบนี้

คัดลอกลิงก์แล้ว