- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 40 - บัวทมิฬเบ่งบาน
บทที่ 40 - บัวทมิฬเบ่งบาน
บทที่ 40 - บัวทมิฬเบ่งบาน
บทที่ 40 - บัวทมิฬเบ่งบาน
เจ้าหยงเฟิงพาคนมาถึงโดยไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ ก็รีบกล่าวหาว่าหลิวอวิ๋นเฟิงทำเกินหน้าที่ เจตนาชัดเจนว่าต้องการจะช่วยกู้หน้าให้พรรคอินทรีเหิน
แต่ในเมื่อหลิวอวิ๋นเฟิงตั้งใจจะเชือดไก่ให้ลิงดูแล้ว มีหรือจะเกรงกลัว เขาหัวเราะเยาะแล้วสวนกลับไปว่า "พรรคอินทรีเหินก่อคดีฆ่าคนในเขตรับผิดชอบของข้า ข้าพาคนมาจับกุมคนร้ายตามหน้าที่อย่างถูกต้อง จะเรียกว่าทำเกินหน้าที่ได้ยังไง
กลับเป็นเจ้าต่างหาก ที่ไม่คิดจะช่วยเพื่อนร่วมงานจับผู้ร้าย แถมยังพยายามขัดขวาง หรือว่าเจ้าคิดจะให้ท้ายคนร้ายกันแน่"
เจ้าหยงเฟิงกะจะหาเรื่องเขา แต่ดันโดนย้อนรอยเอาข้อหาใหญ่มาครอบหัว หน้าตาเลยเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
"หลิวอวิ๋นเฟิง อย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะ ที่เจ้าบอกว่ามาทำคดี ได้รายงานท่านหัวหน้าใหญ่หรือยัง"
"ไม่ต้องลำบากเจ้ามาห่วงหรอก เดี๋ยวข้าจัดการเสร็จจะไปรายงานเอง" หลิวอวิ๋นเฟิงตอบเสียงแข็ง
เจ้าหยงเฟิงขมวดคิ้ว พูดข่มขู่เสียงเย็น "หลิวอวิ๋นเฟิง เจ้าคิดจะงัดข้อกับพรรคอินทรีเหินจริงๆ หรือ เจ้าเป็นแค่หัวหน้ามือปราบเล็กๆ จะรับผิดชอบผลที่ตามมาไหวเรอะ"
คำพูดนี้ของเจ้าหยงเฟิงเป็นการเตือนอ้อมๆ ว่าพรรคอินทรีเหินมีแบ็คดี ถ้าไปแตะต้องเข้า เท่ากับไปกระตุกหนวดเสือ
แต่หลิวอวิ๋นเฟิงยืนกรานเสียงแข็ง กระชับดาบในมือแน่น "ข้าเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทำตามกฎหมายจะกลัวอะไร เจ้าต่างหากที่ต้องคิดให้ดี ถ้าขืนยังขัดขวางเจ้าหน้าที่ จะรับข้อหาให้ท้ายคนร้ายไหวหรือเปล่า"
เจ้าหยงเฟิงหน้า เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด โกรธจนตัวสั่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหลิวอวิ๋นเฟิงยืนยันจะทำตามกฎหมาย จะให้เขาลงมือทำร้ายเพื่อนร่วมงานก็คงไม่ได้
จังหวะนั้นเอง เสียงเย็นยะเยือกก็ลอยมาตามลม
"ข้าก็อยากจะเห็นหน้าเหมือนกัน ว่าหัวหน้ามือปราบคนไหนที่กล้าทำตัวกร่างขนาดนี้"
ผู้มาใหม่เป็นชายอายุราวสามสิบปี จมูกงุ้มเหมือนเหยี่ยว ใบหน้าดูเจ้าเล่ห์โหดเหี้ยม สวมชุดเครื่องแบบลายเมฆสีเขียวอ่อนของกองปราบเขตใต้ ที่เอวห้อยกระบี่สามชี่ ท่าทางดูมีอำนาจบารมี
"คารวะท่านโจว"
เจ้าหยงเฟิงยิ้มออก รีบเข้าไปคำนับ หลิวอวิ๋นเฟิงเองก็เก็บดาบ แล้วเข้าไปประสานมือคารวะเช่นกัน
พวกเจ้าหน้าที่ที่จำหน้าเขาได้ ต่างก็รีบก้มหัวทำความเคารพกันพรึ่บพรับ
เฉินเฉิงไม่รู้จักขุนนางท่านนี้ เลยยืนงงอยู่คนเดียว
เลี่ยวซานที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบกระตุกแขนเสื้อเขา กระซิบด่วนจี๋ "นี่คือท่านโจวซวี่ รองหัวหน้ากองปราบเขตใต้"
เฉินเฉิงถึงบางอ้อ รีบก้มหัวทำความเคารพตามคนอื่น
ตำแหน่งรองหัวหน้ากองปราบเขตใต้ ถือว่าเป็นรองแค่หัวหน้าใหญ่ประจำเขต ใหญ่กว่าหัวหน้ามือปราบประจำย่านอย่างพวกหลิวอวิ๋นเฟิงอยู่ครึ่งขั้น
เฉาเฟยรีบสั่งให้ลูกน้องเก็บอาวุธ แล้วก้มตัวต่ำเข้าไปประจบสอพลอ
โจวซวี่แค่โบกมือไล่ส่งๆ ไม่ได้สนใจเฉาเฟย หันมาจ้องหลิวอวิ๋นเฟิงด้วยสายตาอำมหิต
"หัวหน้าหลิว ยกพวกมาเอิกเกริกขนาดนี้ กะจะถล่มพรรคอินทรีเหินให้ราบคาบเลยรึไง"
โจวซวี่เป็นถึงรองหัวหน้ากองปราบเขตใต้ แต่กลับถ่อสังขารมาถึงรังโจรด้วยตัวเองแบบนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาคือแบ็คใหญ่ที่คอยหนุนหลังพรรคอินทรีเหินอยู่
หลิวอวิ๋นเฟิงตีหน้าขรึมตอบกลับ "ข้าน้อยมิกล้า คนของพรรคอินทรีเหินก่อคดีบุกรุกเคหสถานยามวิกาลและฆ่าชิงทรัพย์ ข้าน้อยแค่มาทำคดีตามกฎหมายขอรับ"
ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่มันไม่มีหลักฐาน หลิวอวิ๋นเฟิงเอามาใช้ข่มเฉาเฟยได้ แต่จะเอามาใช้ต่อหน้าโจวซวี่คงไม่เหมาะ
"อ้อ งั้นรึ" โจวซวี่ลากเสียง "แล้วหัวหน้าหลิวทำคดีไปถึงไหนแล้วล่ะ"
"คดีกระจ่างแล้วขอรับ คนร้ายที่บุกรุกบ้านชาวบ้านถูกลงโทษตามกฎหมายแล้ว"
"งั้นก็ดี หัวหน้าหลิวกลับไปรายงานผลได้แล้ว" โจวซวี่ตัดบท
"ขอรับ" หลิวอวิ๋นเฟิงรับคำ แล้วโบกมือเรียกพาพวกเจ้าหน้าที่เดินออกจากรังโจร
......
ที่ทำการกองปราบย่านหรูอี้
ห้องทำงานหลิวอวิ๋นเฟิง
"วันนี้ขอบคุณหัวหน้าหลิวมากที่ช่วยออกหน้าให้ข้า" เฉินเฉิงประสานมือขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ
หลิวอวิ๋นเฟิงทำท่าสบายๆ ยิ้มตอบ "อาเฉิง เจ้าเป็นคนของกองปราบ แถมยังเป็นลูกน้องข้า พรรคอินทรีเหินกล้ามายุ่งกับเจ้า ก็เท่ากับหาเรื่องข้า จะให้ข้าอยู่เฉยได้ยังไงต้องสั่งสอนให้เข็ด
ถ้าแค่ลูกน้องคนเดียวยังปกป้องไม่ได้ ข้าหลิวอวิ๋นเฟิงก็ไม่สมควรเป็นหัวหน้าคนแล้ว"
เฉินเฉิงทำหน้ากังวล "หัวหน้าหลิว ท่านออกหน้าแทนข้าจนไปล่วงเกินท่านโจวซวี่เข้า เกรงว่าวันหน้าเขาจะหาเรื่องเล่นงานท่านเอานะขอรับ"
หลิวอวิ๋นเฟิงหัวเราะร่า ไม่ยี่หระ "โจวซวี่ถึงจะเป็นรองหัวหน้าเขตใต้ แต่เขาก็ไม่ได้คุมย่านหรูอี้โดยตรง จะมาเล่นงานข้ามันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก"
ตอนนั้นเอง หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดเขียว เหน็บกระบี่ยาวที่เอวก็มายืนอยู่ที่หน้าประตู
เสี่ยวชิง สาวใช้คนสนิทของเสิ่นชิงซวงนั่นเอง
"แม่นางเสี่ยวชิง มีธุระอะไรรึ"
หลิวอวิ๋นเฟิงรีบออกไปต้อนรับ
"หัวหน้าหลิว ท่านช่างกล้ามากนะ พาคนทั้งหน่วยออกไปทำคดี ไม่เห็นรายงานท่านหัวหน้าใหญ่สักคำ!"
เสี่ยวชิงทำหน้าดุ ตั้งท่าจะเอาเรื่อง
ในฐานะสาวใช้คนโปรดของเสิ่นชิงซวง นางเปรียบเสมือนตัวแทนของเจ้านาย จะดุด่าว่ากล่าวพวกหัวหน้ามือปราบยังไงก็ได้ ไม่มีใครกล้าหือ
หลิวอวิ๋นเฟิงดูจะชินกับนิสัยนางแล้ว ตอบกลับอย่างใจเย็น "คดีมันด่วน ข้าเลยมารายงานไม่ทัน"
"ท่านหัวหน้าใหญ่สั่งให้ท่านไปรายงานตัวเดี๋ยวนี้" เสี่ยวชิงยังคงปั้นหน้ายักษ์
"อาเฉิง เจ้าไปทำงานเถอะ มีอะไรก็มาหาข้าได้ตลอด" หลิวอวิ๋นเฟิงหันมาสั่งเฉินเฉิง แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวไปทางเรือนพักของเสิ่นชิงซวง
เฉินเฉิงกำลังจะเดินเลี่ยงไป แต่เห็นเสี่ยวชิงจ้องเขาเขม็ง สายตาดูมีเลศนัย
เฉินเฉิงไม่กล้าตอแย รีบหันหลังจะเดินหนี
แต่เสี่ยวชิงกลับเรียกไว้ "หยุดก่อน"
"แม่นางเสี่ยวชิงมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือ" เฉินเฉิงหยุดเดิน
เสี่ยวชิงหน้าแดงระเรื่อ ทำท่าอึกอักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "ตอนที่เจ้าเป็นผู้คุม เจ้าเคยเรียนวิชาอะไรจากนักบวชซิ่วเฉินบ้างไหม"
เฉินเฉิงกลัวที่สุดคือคนมาถามเรื่องนักบวชซิ่วเฉิน หัวใจกระตุกวูบ เกือบจะหลุดปากปฏิเสธไปแล้ว
แต่พอลองตรองดู เสี่ยวชิงคงไม่ถามลอยๆ แน่
สมองแล่นจี๋ นึกแผนออกทันที เขาแกล้งทำหน้าโกรธแค้น กัดฟันกรอด "เจ้าหมายถึงไอ้โล้นซิ่วเฉินน่ะรึ เจ้านั่นมันสิบแปดมงกุฎชัดๆ หลอกเอาวิชาเกราะเหล็กเก๊ๆ มาขายข้า หลอกแดกเหล้าแดกเนื้อข้าไปตั้งเยอะ
ข้าหลงฝึกตามมัน เกือบจะพิการแน่ะ
ดีนะที่ข้าไหวตัวทัน รู้ว่าเป็นวิชาปลอมเลยเลิกฝึก ไม่งั้นป่านนี้คงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงแล้ว"
คำพูดนี้จริงครึ่งเท็จครึ่ง แต่ในหูของเสี่ยวชิง มันดันไปตรงกับข้อมูลที่นางได้ยินมาจากเสิ่นชิงซวงพอดีเป๊ะ นางเลยปักใจเชื่อสนิท
สีหน้าของเสี่ยวชิงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทันที แววตาฉายความสงสาร นางถอนหายใจเบาๆ
"เจ้าฝึกวิชาปลอม คงเจ็บหนักน่าดูเลยสินะ"
เฉินเฉิงทำตาโต ใส่สีตีไข่เพิ่ม "โอ๊ย ยิ่งกว่าเจ็บอีก ข้ากระอักเลือดออกมาตั้งสามถัง นอนซมอยู่บนเตียงตั้งครึ่งเดือนกว่าจะลุกไหว
ไอ้เจ้าซิ่วเฉินมันเลวชาติจริงๆ แต่ข้าก็ไม่ได้ปล่อยมันลอยนวลหรอก พอหายดีข้าก็จัดหนัก เอาเหล็กนาบมันทุกวันจนตัวลายพร้อย แก้แค้นให้สาสม"
ท่าทางเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบโอเวอร์ของเฉินเฉิงทำเอาเสี่ยวชิงหลุดขำ นางรีบเอามือปิดปาก
"เอาล่ะๆ เจ้าไปทำงานเถอะ"
โดยไม่รู้ตัว ทัศนคติที่นางมีต่อเฉินเฉิงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปแล้ว
พอมองส่งเฉินเฉิงเดินลับสายตาไป นางก็เดินกลับไปที่เรือนพักของเสิ่นชิงซวง พลางพึมพำกับตัวเอง "ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าตานี่ก็น่าสงสารเหมือนกัน"
......
ในลานเรือนพัก เสิ่นชิงซวงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม เมฆดำก่อตัวเป็นรูปดอกบัว นางพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา
"ดอกบัวทมิฬเบ่งบาน สรรพสิ่งล้วนเป็นอิสระ..."
[จบแล้ว]