- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 28 - สองยอดขุนพลชิงชัย
บทที่ 28 - สองยอดขุนพลชิงชัย
บทที่ 28 - สองยอดขุนพลชิงชัย
บทที่ 28 - สองยอดขุนพลชิงชัย
เฉินเฉิงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น
ที่เขามาสมัครงานกองปราบ ก็เพื่อให้โจวเปียวแห่งพรรคอินทรีเหินเกรงใจ ให้พวกนักเลงหัวไม้ไม่กล้ามายุ่งย่าม จะได้มีเวลาฝึกวิชาอย่างสงบ
แต่สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินในวันนี้ ทำให้เขารู้แจ้งว่าโลกใบนี้ไม่มีดินแดนแห่งความสงบสุขที่แท้จริง
ถ้ามัวแต่หลบซ่อน ไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ เกรงว่ายังไม่ทันจะฝึกวิชาสำเร็จ ก็คงโดนบี้ตายไปอย่างเงียบๆ
คำพูดของหลิวอวิ๋นเฟิงที่ร้านเหล้าวันนั้นยังดังก้องในหู
"ในสายตาของพวกผู้ดีตระกูลใหญ่ในเมืองชั้นใน อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่ข้าก็พร้อมจะโดน..."
ภาพที่หลิวอวิ๋นเฟิงทำท่าปาดคอตัวเอง ยังชัดเจนในความทรงจำ
"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ข้าต้องได้เป็นมือปราบสำรองให้ได้"
ความรู้สึกถึงวิกฤตภัยคุกคามแล่นปราดเข้ามาในใจ เฉินเฉิงตั้งปณิธานแน่วแน่ แววตาค่อยๆ ฉายความเด็ดเดี่ยว
จังหวะนั้นเอง เสิ่นชิงซวงหันขวับมาสบตาเฉินเฉิงพอดี ดวงตาคู่งามของนางฉายแววประหลาดใจระคนทึ่ง
เสิ่นชิงซวงเป็นถึงหัวหน้ากองปราบสาขา พลังฝีมืออย่างน้อยต้องขอบเขตผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น ในเมื่อถูกยอดฝีมือระดับนี้จับจ้อง เฉินเฉิงในฐานะผู้น้อยย่อมไม่กล้าเสียมารยาท เขารีบประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม แล้วค่อยๆ เบนสายตาหลบอย่างเป็นธรรมชาติ
"หัวหน้าหลิว ดูท่าคนของท่านจะไม่ธรรมดาเลยนะ"
เสิ่นชิงซวงพูดทีเล่นทีจริงกับหลิวอวิ๋นเฟิงที่เดินเข้ามา
นางเกิดในตระกูลใหญ่เมืองชั้นใน ฝีมือสูงส่ง แถมยังมีอำนาจล้นมือ ปกติมักจะวางตัวสูงส่งเย็นชา คนในกองปราบฯ นอกจากพวกระดับหัวหน้าแล้ว ใครโดนนางจ้องมองก็มักจะตัวสั่นงันงก ทำตัวไม่ถูก
แต่เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางคนนี้ แม้ท่าทางจะนอบน้อม แต่กิริยาอาการกลับเป็นธรรมชาติ สงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก แค่ความหนักแน่นของจิตใจข้อนี้ ก็ทำให้นางแปลกใจมากแล้ว
จู่ๆ เสิ่นชิงซวงก็พูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หลิวอวิ๋นเฟิงงงไปวูบหนึ่ง ก่อนจะตั้งสติประสานมือตอบ "เฉินเฉิงแม้จะมาจากครอบครัวยากจน แต่ก็มีแววโดดเด่น จิตใจมั่นคง ตัดสินใจเด็ดขาด เป็นไม้ดีที่เหลาให้แหลมได้ขอรับ"
"มีแววโดดเด่น! หัวหน้าหลิวคงหมายถึงตัวเองกระมัง" เสิ่นชิงซวงหน้าตึงขึ้นมาทันที
หลิวอวิ๋นเฟิงยิ้มแห้ง "ข้าน้อยมิบังอาจ"
เสิ่นชิงซวงพูดเสียงเรียบ "หัวหน้าหลิวพูดอ้อมค้อมไปมา แต่ไม่พูดถึงฝีมือวรยุทธ์ของเฉินเฉิงสักคำ เป็นเพราะอะไร หรือว่าฝีมือของเฉินเฉิงนั้น ไม่คู่ควรแก่การเอ่ยถึง"
หลิวอวิ๋นเฟิงรู้อยู่เต็มอกว่าเฉินเฉิงไม่ได้เก่งกาจอะไร จึงตอบเลี่ยงๆ "เรียนท่านหัวหน้าเสิ่น เฉินเฉิงฝึกวิทยายุทธ์ประจำตระกูล ข้าน้อยจึงไม่ค่อยรู้รายละเอียดขอรับ"
"วิทยายุทธ์ประจำตระกูล ช่างกล้าพูด!" เจ้าหยงเฟิงเดินเข้ามาพอดี สีหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "ความสามารถในการพูดจาเหลวไหลของหัวหน้าหลิว ข้านับถือจริงๆ"
หลิวอวิ๋นเฟิงหน้าบึ้ง "หัวหน้าเจ้า ท่านหมายความว่ายังไง"
เจ้าหยงเฟิงยิ้มมุมปาก แสดงความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง "ผู้คุมกระจอกๆ คนหนึ่ง ไม่เคยเข้าสำนักยุทธ์ น่าจะรู้แค่ท่ามวยวัดงูๆ ปลาๆ วิชากระจอกงอกง่อยแบบนั้น ดันกล้าโม้ว่าเป็นวิทยายุทธ์ประจำตระกูล
อยากจะยัดคนของตัวเองเข้ามานั่งกินเงินหลวงฟรีๆ ก็บอกมาตรงๆ เถอะ ไม่เห็นต้องใช้วิทยายุทธ์ประจำตระกูลมาเป็นข้ออ้างหลอกท่านหัวหน้าเสิ่นเลย
ท่านหัวหน้าเสิ่นสายตาเฉียบคม ดั่งคบเพลิงส่องสว่าง มีหรือจะโดนท่านตบตาได้"
"เจ้าหยงเฟิง หุบปากเน่าๆ ของเจ้าซะ อย่ามาใส่ร้ายข้า!" หลิวอวิ๋นเฟิงโกรธจัด
เจ้าหยงเฟิงสะบัดแขนเสื้อ "ใส่ร้ายหรือไม่ เดี๋ยวประลองก็รู้ ถึงตอนนั้น ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าหัวหน้าหลิวจะยังปากดีอยู่อีกไหม"
"พอได้แล้ว!" เสิ่นชิงซวงโบกมือห้ามทัพ "ท่านโจวกับอาจารย์หยางก็อยู่ด้วย พวกท่านเป็นถึงหัวหน้ามือปราบ อย่าทำตัวให้น่าขายหน้าไปมากกว่านี้เลย"
โจวปิ่งเหลียงเจ้าสำนักพยัคฆ์คำราม กับหยางไท่ครูฝึกสำนักหกประสาน หันมามองหน้ากัน แล้วรีบประสานมือบอกว่าไม่กล้า
สองหัวหน้ามือปราบที่เก่งที่สุดในย่านหรูอี้ หลิวอวิ๋นเฟิงกับเจ้าหยงเฟิง ไม่ถูกกันมานาน จนได้รับฉายาว่า "สองยอดขุนพลชิงชัย" ทางสำนักยุทธ์ก็มีวิถีของตัวเอง โจวปิ่งเหลียงกับหยางไท่เป็นคนในวงการยุทธ์ ยึดหลักบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ไม่เข้าข้างฝ่ายใด
ถ้าไม่ใช่เพราะลูกศิษย์ตัวเองจะเข้าทำงาน แล้วไม่อยากเสียโควต้า พวกเขาคงไม่มาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้แน่
การส่งศิษย์มาแย่งตำแหน่ง ก็ถือว่าล่วงเกินหลิวอวิ๋นเฟิงไปบ้างแล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่กล้าสุมไฟให้แรงขึ้นไปอีก
โจวปิ่งเหลียงรีบพูดแทรก "ท่านหัวหน้าเสิ่น ในเมื่อคนมาครบแล้ว เริ่มการทดสอบเลยดีไหมขอรับ"
หยางไท่รีบเสริม "ท่านโจวพูดถูกต้องขอรับ"
สองคนนี้อยากจะรีบๆ ไปให้พ้นจากกองปราบเต็มทน
"อืม" เสิ่นชิงซวงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะทำท่าครุ่นคิด "การประลองคัดออกหนึ่งคนจากหกคน จะใช้วิธีไหนถึงจะเหมาะสมที่สุด"
โจวปิ่งเหลียงกับหยางไท่ไม่กล้าออกความเห็น ได้แต่ก้มหน้าทำท่าคิดหนัก แต่จริงๆ แอบรอให้หลิวอวิ๋นเฟิงกับเจ้าหยงเฟิงพูด
เสิ่นชิงซวงมองหลิวอวิ๋นเฟิง เห็นเขาเงียบ จึงหันไปหาเจ้าหยงเฟิง "หัวหน้าเจ้า ท่านว่าการประลองรอบนี้ควรจัดยังไง"
เจ้าหยงเฟิงเตรียมแผนไว้แล้ว เขาเพิ่งไปเตี๊ยมกับศิษย์สำนักยุทธ์ทั้งห้าคน สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ถ้าช่วยสั่งสอนเฉินเฉิงให้หลิวอวิ๋นเฟิงเสียหน้า
จึงรีบเสนอ "ง่ายนิดเดียว ศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรามกับสำนักหกประสาน ต่างก็ร่ำเรียนวิชามาอย่างดี ฝีมือไม่ด้อยไปกว่ามือปราบตัวจริง ไม่จำเป็นต้องทดสอบอะไรมาก
กลับกัน คนที่หัวหน้าหลิวเสนอชื่อมาอย่างเฉินเฉิง ที่อ้างว่ารู้วิทยายุทธ์ประจำตระกูล ดูยังไงก็แค่ราคาคุย สู้ให้เลือกคนที่อ่อนที่สุดในกลุ่มศิษย์สำนักยุทธ์ออกมาประลองกับเฉินเฉิงสักตา
ใครชนะได้อยู่ต่อ ใครแพ้ก็ตกรอบไป วิธีนี้ง่ายและเร็วที่สุด"
พูดจบก็ไม่วายแขวะหลิวอวิ๋นเฟิงทั้งทางตรงทางอ้อม
"อืม วิธีนี้ก็ดูสมเหตุสมผล" เสิ่นชิงซวงพยักหน้า หันไปถามหลิวอวิ๋นเฟิง "หัวหน้าหลิว ท่านเห็นว่าอย่างไร"
หลิวอวิ๋นเฟิงคิดครู่หนึ่ง "การเลือกคนที่อ่อนที่สุดออกมาสู้ ก็เป็นวิธีที่ดี แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่หัวหน้าเจ้าเลือกมา คือคนที่อ่อนที่สุดในกลุ่มจริงๆ
ถ้าเกิดแกล้งเลือกคนที่เก่งที่สุดออกมา แล้วเฉินเฉิงแพ้ขึ้นมา จะไม่กลายเป็นความไม่ยุติธรรมหรือ"
เสิ่นชิงซวงพยักหน้า "ที่หัวหน้าหลิวพูดมาก็มีเหตุผล
หัวหน้าเจ้า ท่านลองบอกซิว่า ในห้าคนนั้น จะรู้ได้ยังไงว่าใครอ่อนที่สุด"
เจ้าหยงเฟิงชะงัก ตอบไม่ได้ทันที
เสิ่นชิงซวงหันไปถามโจวปิ่งเหลียงกับหยางไท่ "ทั้งสองท่านมีความเห็นอย่างไร"
ทั้งสองสบตากัน โจวปิ่งเหลียงจำใจต้องพูด "ท่านหัวหน้าเสิ่น ห้าคนนี้แบ่งเป็นศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรามสามคน สำนักหกประสานสองคน
ศิษย์สำนักหกประสานสองคนนี้ ฝึกเพลงดาบหกประสานจนเกือบถึงขั้นสมบูรณ์ เรื่องเพลงดาบศิษย์สำนักข้าคงเทียบไม่ติด
ส่วนศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรามสามคน ข้ารู้ฝีมือดี หลี่หลินเพิ่งเข้าสำนักทีหลังสุด เวลาฝึกน้อยสุด ฝีมือก็อ่อนที่สุด ให้เขาประลองกับเฉินเฉิง น่าจะยุติธรรมที่สุดแล้วขอรับ"
[จบแล้ว]