- หน้าแรก
- ระบบวินัยพิชิตใจตนเอง
- 126 - แดนซ์ยกโลง
126 - แดนซ์ยกโลง
126 - แดนซ์ยกโลง
126 - แดนซ์ยกโลง
“ข้าเคยบอกท่านแล้วว่า วังดาราของเราแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนของวิชาดนตรีนั้นมีปรมาจารย์สิบคนเป็นผู้ดูแล อาจารย์ของข้าคือหนึ่งในนั้น ส่วนฝั่งตรงข้ามที่เห็นนั่น... คือคู่ปรับตลอดกาลของอาจารย์ นามว่าอู๋หม่าเอี้ยน”
หลี่ต้านร้องอ๋อออกมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็หยิบแท่งถ่านกับกระดาษวาดเขียนขึ้นมา สะบัดมือวาดภาพอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วครู่ เขาก็ยื่นภาพสเก็ตช์นั้นให้ลู่เอี้ยนหยาดู “คนนี้ใช่ไหม?”
เมื่อเห็นภาพวาดอู๋หม่าเอี้ยนที่เหมือนตัวจริงราวกับแกะ ลู่เอี้ยนหยาถึงกับตาค้าง
ในแง่หนึ่งคือนางไม่เคยเห็นวิธีการวาดภาพที่สมจริงเช่นนี้มาก่อน และอีกแง่หนึ่งคือหลี่ต้านรู้ได้อย่างไร
“ทะ... ท่านรู้จักนางมาก่อนหรือ?”
หลี่ต้านเห็นปฏิกิริยาของนางก็มั่นใจทันที เขาหัวเราะแหะๆ พลางเก็บภาพวาดเข้าที่
“ดูท่านพูดเข้า ข้าเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก จะไปรู้จักนางได้อย่างไร แต่ว่านะ...” หลี่ต้านหัวเราะร่า
“ข้าแค่สมมตินะ สมมติว่าคู่ปรับคนนี้จู่ๆ เกิดตายขึ้นมาล่ะ?”
ลู่เอี้ยนหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “อะไรกัน ท่านคิดจะไปลอบสังหารนางหรืออย่างไร?”
“ปรมาจารย์อู๋หม่าเอี้ยนผู้นี้ แม้จะเป็นคู่ปรับกับอาจารย์ แต่ถ้านับตามลำดับอาวุโสนางอยู่มานานกว่าอาจารย์มาก เรียกได้ว่าอาจารย์เป็นรุ่นหลังที่ก้าวหน้าขึ้นมาทัดเทียม”
“แต่คนผู้นั้นมักจะถือตัวว่าเป็นผู้อาวุโส อาศัยว่าอยู่วังดารามานานกว่า คอยข่มเหงสายของพวกเราเสมอมา อาจารย์เองก็ใจกว้างไม่ถือสา แต่ข้ากลับรู้สึกว่า การลอบสังหารในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกนางก็เป็นได้”
“เพราะในวันที่สองหลังการลอบสังหาร นางก็มาหาทันที พร้อมกับพวกผู้อาวุโสสายอื่นๆ ที่แก่ใกล้ตายพวกนั้น บีบบังคับให้อาจารย์แบ่งปันของที่นำออกมาจากหุบเขาเทียนอินให้ทุกคนเท่าๆ กัน”
“ถึงขั้นอ้างว่าเป็นสมบัติส่วนรวมของวงการดนตรี อยากจะฮุบไว้คนเดียวระวังจะท้องแตกตายเสียก่อน”
“นางไม่สนกฎเกณฑ์ของสำนักเลยแม้แต่น้อย วาจาที่พ่นออกมาล้วนข่มขู่ทั้งสิ้น ตอนนั้นข้าทนไม่ไหวจึงเถียงแทนไปไม่กี่คำ นางก็ตบหน้าข้าทันที พร้อมด่าว่าพวกผู้อาวุโสคุยกัน นังเด็กชั้นต่ำอย่างข้ามีสิทธิ์อะไรมาสอดปาก”
เมื่อลู่เอี้ยนหยาพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของนางจ้องมองไปยังฝั่งตรงข้ามด้วยความโกรธแค้น มือข้างหนึ่งลูบแก้มตัวเองเบาๆ ราวกับยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้
หลี่ต้านนึกไม่ถึงว่าอู๋หม่าเอี้ยนผู้นี้จะร้ายกาจขนาดนี้ ไม่ใช่ว่ามรดกของหุบเขาเทียนอิน ใครเป็นคนเปิดได้ คนนั้นก็เป็นเจ้าของหรอกหรือ
อีกอย่าง ทรัพยากรเหล่านั้นมีส่วนของข้าอยู่ด้วยนะ
หลี่ต้านรู้สึกไม่สบอารมณ์กับหญิงชราที่ยังไม่เคยเห็นหน้าผู้นี้ทันที
อายุขัยจะสิ้นอยู่รำไรแล้ว ยังจะมาคิดเรื่องหยุมหยิมละโมบโลภมากอยู่ได้
ไม่เจียมตัวบ้างเลยหรืออย่างไร?
หลี่ต้านหยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง เขียนคำว่า[สมุดบัญชีหนังหมา Death Note] ตัวโตๆ แล้วเติมชื่ออู๋หม่าเอี้ยนลงไป พร้อมแนบภาพสเก็ตช์ประกอบ
เห็นท่าทางเหมือนเด็กของหลี่ต้าน ลู่เอี้ยนหยาก็อดขำไม่ได้
ดูไร้เดียงสาดีนะ แต่ก็น่าจะช่วยระบายอารมณ์ได้บ้าง
ปกติข้าก็ได้แต่แอบวาดวงกลมสาปแช่งนางบนพื้นนั่นแหละ
แต่เมื่อมองแผ่นหลังที่ดูตั้งอกตั้งใจของหลี่ต้าน ลู่เอี้ยนหยากลับรู้สึกว่าเขาดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
แม้ความคิดความอ่านอาจจะดูไม่โตนัก แต่เขานี่แหละที่ดูจะเข้ากับศิษย์น้องเล็กได้ดีที่สุด
เหมือนเด็กที่ไม่ยอมโตด้วยกันทั้งคู่
ส่วนหลี่ต้านทำท่าทางขึงขังจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ ก่อนจะยื่น [สมุดบัญชีหนังหมา] ให้ลู่เอี้ยนหยาดู
“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว อย่างมากไม่เกินสองวัน นางแก่นั่นได้ไปเข้าเฝ้ายมบาลแน่ ต่อให้เจ้าสำหนักดาราของพวกท่านมาเองก็รั้งไว้ไม่อยู่ ข้าพูดเอง!”
ลู่เอี้ยนหยาได้แต่หัวเราะตามน้ำ “จ้าๆ อีกสองวันนางแก่หนังเหี่ยวคนนั้นจะไปลงนรก หลี่ต้าน... ขอบคุณนะที่ช่วยข้าระบายอารมณ์ และขอบคุณที่ช่วยชีวิตศิษย์น้องเล็กด้วย”
หลี่ต้านโบกมือปัดไปมา ก่อนจะส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในหน้าต่างภารกิจฝึกฝนวินัย แล้วมองไปทางฝั่งตรงข้าม
แถบสีเขียวนั่นนับถอยหลังใกล้จะจบลงแล้ว
ตอนนี้เขาไม่สนอะไรทั้งนั้น รีบกำปี่โซว่น่า (ปี่จีน) ในมือแน่น
ไม่มีบทเพลงใดที่ปี่โซว่น่าจะเป่าไม่ได้ และไม่มีคนตายคนไหนที่ปี่โซว่น่าจะส่งไปไม่ถึง
เห็นหลี่ต้านทำท่าทางเช่นนั้น ลู่เอี้ยนหยาก็ไม่แน่ใจว่าควรจะเล่นสนุกตามเขาไปดีไหม กลัวแต่ว่าฝั่งตรงข้ามจะสังเกตเห็นเข้า
“คุณชายหลี่ ให้ข้าพาท่านไปเดินเล่นที่อื่นดีไหม?”
ทว่าหลี่ต้านกลับถือปี่โซว่น่าพลางนึกถึงคำคมในโลกก่อน เขาหาโขดหินแถวนั้นแล้วเหยียบลงไปข้างหนึ่ง ปล่อยให้สายลมพัดเส้นผมปลิวไสว เขาเอียงหน้าคุยกับลู่เอี้ยนหยาว่า
“อีกร้อยปีข้างหน้า หากมีศัตรูร้ายบุกรุกมา โปรดช่วยมาเป่าเพลงนี้ที่หน้าหลุมศพข้าด้วย... ข้าจะมุดดินขึ้นมาปกป้องสำนักและขับไล่ศัตรูให้เอง!!!”
“จำไว้ว่าอย่าใช้คอนกรีตนะ ข้ากลัวหัวจะโหม่งไม่ทะลุ!”
ลู่เอี้ยนหยา “...”
เห็นสีหน้าของนาง หลี่ต้านก็ระเบิดหัวเราะออกมา “ล้อเล่นน่า ล้อเล่น วันนี้ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น จะอยู่ตรงนี้แหละ”
ลู่เอี้ยนหยาเห็นเขาดูจะเล่นสนุกจริงๆ ก็ไม่รู้จะห้ามอย่างไรดี แต่อาจารย์สั่งไว้ว่าต้องอยู่ข้างกายเขาตลอดเพื่อปกป้องความปลอดภัย
หลี่ต้านเช็ดปากปี่โซว่น่า พลางมองเวลานับถอยหลังฝั่งตรงข้าม แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “เมื่อแรกฟังไม่ซึ้งใจในปี่โซว่น่า เมื่อรู้ซึ้งอีกคราตัวข้าก็ไปนอนในโลงเสียแล้ว สองหูหาได้ยินเรื่องนอกโลงไม่ ใจมุ่งมั่นเพียงจะไปเต้นแดนซ์หน้าบัลลังก์ยมบาล มันให้สุดเหวี่ยงบนถนนสู่ปรโลก จากนี้ไปไม่อาลัยอาวรณ์โลกมนุษย์อีก”
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว มีชีวิตรุ่งโรจน์เพียงใด ลมหายใจนี้... ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ!”
หลี่ต้านพึมพำจบ ก็เริ่มเป่าเพลง[Astronomia](เพลงประกอบมีมแดนซ์ยกโลง) ด้วยจังหวะที่รวดเร็ว ท่วงทำนองที่แหลมสูงและดังกังวาน ผสมผสานกับเสียงที่ดูรื่นเริงอย่างประหลาด ทำเอาลู่เอี้ยนหยาอึ้งไปเลย
เขาก็เล่นดนตรีเป็นด้วยหรือนี่?
แต่ว่านะ เพลงนี้ชื่ออะไรกัน ทำไมฟังดูเร้าใจแบบแปลกๆ
ลู่เอี้ยนหยาฟังไปพลางเคาะจังหวะตามอยู่ข้างหลัง เคาะไปเคาะมานางก็หลุดขำออกมา
ลองคิดดูสิ ถ้าอู๋หม่าเอี้ยนรู้ว่าพวกเราสองคนกำลังยืนสาปแช่งนางอยู่ที่นี่ จะมีสีหน้าอย่างไรกันนะ แต่อย่าให้นางรู้เชียวล่ะ
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางเทือกเขาฝั่งตรงข้าม ภายในกลุ่มอาคารที่หรูหรา หญิงชราที่มีกระฝ้าขึ้นเต็มใบหน้านั่งอยู่ในศาลา พลางทอดมองออกไปยังฝั่งตรงข้าม
เบื้องหน้านางมีกู่เจิงที่มีฝีมือประณีตยิ่งวางอยู่ นางหลับตาลง ปล่อยให้สาวใช้สี่นางค่อยๆ โบกพัดให้เบาๆ
ไม่รู้ทำไม ช่วงนี้หัวใจนางดูไม่ค่อยสงบ นอนไม่ค่อยหลับ รู้สึกวูบโหวงเหมือนจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
นางรู้สึกถวิลหาอดีต สถานที่แห่งนี้ปกติไม่ค่อยได้มา แม้แต่กู่เจิงตัวนี้ก็เป็นของเก่าที่เคยดีดมาตั้งแต่สมัยยังเป็นดรุณี
วันนี้ นางแค่อยากจะดีดมัน อยากจะสัมผัสมันอีกสักครั้ง
ดวงตาที่ขุ่นมัวเล็กน้อยค่อยๆ ลืมขึ้น มองไปยังขุนเขาและสายน้ำที่เขียวขจีเบื้องหน้า
“คนสองคนตรงนั้นเป็นใครกัน?”
อู๋หม่าเอี้ยนชี้ไปยังจุดสีแดงเล็กๆ ท่ามกลางป่าเขาไกลๆ
ศิษย์สืบทอดคนหนึ่งรีบยกน้ำชาเข้ามาหา “เรียนอาจารย์ ดูเหมือน... ดูเหมือนจะเป็นศิษย์สองคนของปรมาจารย์มู่ ไม่ทราบว่าไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น”
อู๋หม่าเอี้ยนหัวเราะหยันทันที “นางปากจัดนั่นตอนนี้ยังเอาตัวแทบไม่รอด ยังจะมีหน้าส่งคนมาเฝ้าดูข้าอีก ช่างน่าขันนัก โบราณว่าไว้ใจคนไม่รู้จักพอเหมือนงูหวังกลืนช้าง มรดกของหุบเขาเทียนอินถูกค้นพบมาเป็นพันปีแล้ว นางยังคิดว่าจะฮุบของดีไว้คนเดียวได้จริงๆ หรือ ช่วงนี้ทางนั้นมีข่าวคราวอะไรบ้างไหม?”
“เรียนอาจารย์ ได้รับข่าวที่แน่นอนมาว่า โอวหยางหลิงศิษย์คนเล็กของปรมาจารย์มู่อาการร่อแร่แล้ว นอกจากนี้ ในการลอบสังหารคราวก่อน ยังมีศิษย์ฝ่ายในเสียชีวิตไปสิบกว่าคนด้วย” ศิษย์คนนั้นรายงาน
อู๋หม่าเอี้ยนหัวเราะร่าสะใจ “สมควรแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะนางทำตัวเองแท้ๆ หากยอมส่งมอบออกมาตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องไปแล้ว... เอาเถอะๆ มานวดไหล่ให้ข้าหน่อย ช่วงนี้ข้ารู้สึกอ่อนล้าพิกล ทำอะไรก็ดูไร้เรี่ยวแรงไปหมด คงเป็นเพราะนางปากจัดนั่นทำเอาข้าประสาทเสียแท้ๆ”
“ทราบแล้ว อาจารย์!”
………………….