- หน้าแรก
- โต้หลัว การกดขี่บีบีตงในคุกสวรรค์ตลอดร้อยปี
- บทที่ 13 พลังรบระดับทำลายสำนัก ไม่อาจสั่นคลอนประตูคุกสวรรค์
บทที่ 13 พลังรบระดับทำลายสำนัก ไม่อาจสั่นคลอนประตูคุกสวรรค์
บทที่ 13 พลังรบระดับทำลายสำนัก ไม่อาจสั่นคลอนประตูคุกสวรรค์
องค์สังฆราชปิปิตงกรีธาทัพด้วยตนเอง นำเหล่ายอดฝีมือแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์เข้าปิดล้อมคุกสวรรค์ ร่างเงานับร้อยปรากฏกายอย่างเกรียงไกร ทำให้ทั่วทั้งเมืองวิญญาณยุทธ์แทบจะลุกเป็นไฟด้วยความโกลาหล
ครั้งนี้ปิปิตงมิได้ปิดบังการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด!
นางต้องการใช้โอกาสนี้ประกาศก้องให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่า ผู้ใดกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับนาง ย่อมมีเพียงความตายเป็นจุดจบ
พรหมยุทธ์เบญจมาศนำทางปิปิตงกลับมายังคุกสวรรค์อย่างรวดเร็ว
ปิปิตงทอดพระเนตรคุกสวรรค์อันโอ่อ่าตระการตาเบื้องหน้า ใบหน้างดงามพลันฉายแววเย็นชาออกมาอย่างมิอาจหักห้าม
"ซูอวี่ผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ที่สามารถสร้างคุกอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ได้"
"กำแพงสูงตระหง่านเพียงนี้ นักโทษที่ถูกขังอยู่ข้างในคงยากที่จะหลบหนีออกมาได้ชั่วชีวิต"
"แต่ซูอวี่ไม่ควรมาแตะต้องคนของข้า ปิปิตง หากคิดจะลบหลู่บารมีของสังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ ก็ต้องดูว่าเขามีความสามารถพอหรือไม่"
"ผู้เฒ่าเบญจมาศ ผู้เฒ่าหมีปีศาจ ผู้เฒ่าเสือดาวภูต พังคุกสวรรค์นี้ให้ราบคาบเสีย!"
วิธีการของปิปิตงนั้นเด็ดขาดและทรงอำนาจ นางออกคำสั่งให้ทำลายคุกสวรรค์ทิ้งในทันที
ก่อนหน้านี้ นางส่งพรหมยุทธ์เบญจมาศและพรหมยุทธ์มารอสูรมาเพื่อทวงตัวหูเลี่ยน่า ซึ่งถือเป็นการมอบโอกาสให้ซูอวี่ได้เจรจาอย่างสันติ
แต่ซูอวี่กลับไม่เห็นคุณค่า ไม่เพียงแต่ทำร้ายพรหมยุทธ์เบญจมาศจนบาดเจ็บสาหัส แต่ยังกักขังพรหมยุทธ์มารอสูรไว้อีกด้วย
ในฐานะสังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ ปิปิตงจะกล้ำกลืนความอัปยศนี้ลงได้อย่างไร?
นางต้องการใช้พลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ซูอวี่รู้สำนึกว่าการล่วงเกินนางมีแต่ทางตายเท่านั้น
ราชทินนามพรหมยุทธ์สามท่านผนึกกำลังโจมตี พร้อมด้วยยอดฝีมือนับร้อยจากสำนักวิญญาณยุทธ์ กองกำลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ อย่าว่าแต่โจมตีคุกสวรรค์นิรนามแห่งนี้เลย ต่อให้เป็นการพิชิตสำนักราชามังกรสายฟ้าหรือสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ ก็ยังนับว่าเกินพอ
ครั้งนี้ปิปิตงนำทัพมาด้วยตัวเอง นางไม่เชื่อว่าจะเกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นอีก
"น้อมรับบัญชา องค์สังฆราช"
ประกายความแค้นพาดผ่านดวงตาของพรหมยุทธ์เบญจมาศ เขายังไม่หายเจ็บใจที่ถูกซูอวี่ทำร้ายจนสาหัสเมื่อครู่
ครั้งนี้มีปิปิตงหนุนหลัง พรหมยุทธ์เบญจมาศจึงมุ่งมั่นที่จะระบายความคับแค้นใจทั้งหมดออกมา
"ทักษะวิญญาณที่เก้า บุปผาร่วงโรย คมมีดโปรยปราย กลีบดอกปลิดปลิว ดวงใจสลาย!"
พรหมยุทธ์เบญจมาศเรียกวิญญาณยุทธ์ออกมา ปลดปล่อยทักษะวิญญาณที่เก้าซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในทันที
ดอกเบญจมาศสีทองพุ่งทะยานเสียดฟ้า!
กลีบดอกไม้แปรเปลี่ยนเป็นคมมีดแหลมคม โปรยปรายลงมาราวกับพายุฝน
แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นของราชทินนามพรหมยุทธ์หวีดหวิวฝ่าอากาศ
พรหมยุทธ์เบญจมาศหมายมั่นปั้นมือว่าจะทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปกลับคืนมาให้จงได้!
เคร้ง เคร้ง เคร้ง...
กลีบดอกไม้ปะทะเข้ากับประตูคุกสวรรค์ แต่กลับถูกสกัดกั้นด้วยม่านพลังที่มองไม่เห็น
สีหน้าของพรหมยุทธ์เบญจมาศเปลี่ยนไป เขารีบกวาดตามองไปรอบๆ คิดว่าซูอวี่เป็นผู้ลงมือสกัดกั้นการโจมตี
ทว่าหลังจากมองไปรอบทิศ พรหมยุทธ์เบญจมาศกลับไม่พบร่างของซูอวี่ เขาจึงตระหนักได้ด้วยความตื่นตระหนกว่า รอบคุกสวรรค์แห่งนี้มีค่ายกลป้องกันอันทรงพลังกางกั้นอยู่
"นี่มันวิชาอะไรกัน ถึงสามารถป้องกันการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ?"
พรหมยุทธ์เบญจมาศตกตะลึง!
ครั้งที่แล้วที่มาเยือน ซูอวี่เป็นคนเปิดประตูคุกต้อนรับ เขาจึงไม่ทันสังเกตว่ามีสิ่งอันตรายเช่นนี้รายล้อมคุกสวรรค์อยู่
ปิปิตงขมวดคิ้วเรียวงาม พลังจิตอันกล้าแข็งพุ่งเข้าตรวจสอบค่ายกลที่มองไม่เห็นรอบคุกสวรรค์ นางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา "ช่างเป็นวิธีการที่แปลกประหลาดนัก ถึงกับสามารถต้านทานราชทินนามพรหมยุทธ์ได้อย่างสมบูรณ์"
"ทุกคนฟังคำสั่งข้า ทุ่มสุดกำลังพังประตูคุกสวรรค์ให้จงได้"
น้ำเสียงของปิปิตงเย็นเยียบลง!
หากราชทินนามพรหมยุทธ์คนเดียวยังไม่พอ เช่นนั้นก็เพิ่มพรหมยุทธ์หมีปีศาจและพรหมยุทธ์เสือดาวภูตเข้าไปด้วย
ด้วยยอดฝีมือมากมายภายใต้บังคับบัญชา เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่สามารถพังประตูคุกสวรรค์เพียงบานเดียวได้
"ฆ่า!"
เหยียน พร้อมด้วยผู้คุมกฎชุดแดงคนอื่นๆ ระดมโจมตีประตูอย่างบ้าคลั่ง
แม้จะรู้ว่าหูเลี่ยน่าถูกจับเพราะถังซาน และทรยศต่อสำนักวิญญาณยุทธ์
แต่ในฐานะผู้หลงรักอย่างสุดหัวใจ แม้จะรู้ว่าเทพธิดาในดวงใจมีใจให้ศัตรูคู่อาฆาต เหยียนก็ไม่มีวันยอมแพ้
เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ตราบใดที่ไม่ละความพยายาม เขาจะต้องใช้ความรักชนะใจหูเลี่ยน่าได้สักวัน
ในเวลานี้ เหยียนทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดในการโจมตีประตูคุกสวรรค์ เขาต้องการให้หูเลี่ยน่ารู้ว่าเขาคือผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุดของนางเสมอ
พรหมยุทธ์หมีปีศาจและพรหมยุทธ์เสือดาวภูตต่างก็ลงมือโจมตีพร้อมกัน!
ภายใต้การระดมยิงของเหล่ายอดฝีมือแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ ประตูคุกสวรรค์ยังคงตั้งตระหง่านไร้รอยขีดข่วน
ค่ายกลพิทักษ์ประตูอันทรงพลังปรากฏขึ้นซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า สกัดกั้นทุกการโจมตีได้อย่างมั่นคง
ซูอวี่ที่อยู่ภายในคุกปฐพีสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของปิปิตงนานแล้ว
เขาไม่ได้รีบร้อนออกไป แต่กลับนั่งละเลียดทานอาหารรสเลิศเต็มโต๊ะตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์จนหมดเกลี้ยง
ท้องไส้ของหูเลี่ยน่าร้องประท้วงด้วยความหิวโหย ความปวดเกร็งแล่นริ้วขึ้นมาในช่องท้อง
หากซูอวี่ไม่จงใจมายั่วยวนนางต่อหน้า หูเลี่ยน่าอาจพอทนไหว
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้นางหันหลังหนี ก็ไม่อาจหยุดยั้งสัญชาตญาณความต้องการของร่างกายได้
"หูเลี่ยน่า น่องไก่นี้ข้ากินไปครึ่งหนึ่งแล้ว ยกให้เจ้าเป็นรางวัลก็แล้วกัน"
ซูอวี่โยนน่องไก่ที่กินเหลือลงที่เท้าของหูเลี่ยน่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หูเลี่ยน่าก็โกรธจนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย "สารเลว! เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร เป็นขอทานงั้นหรือ?"
"ต่อให้ข้าต้องอดตาย ข้าก็ไม่มีวันกินของเหลือเดนแบบนี้!"
หูเลี่ยน่ากำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น หากสู้ซูอวี่ได้ นางคงจะพุ่งเข้าไปชกหน้าเขาให้หายแค้นไปแล้ว
นี่มันหยามเกียรติกันชัดๆ!
นางที่เป็นถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้สูงส่ง จะยอมรับความอัปยศเช่นนี้ได้อย่างไร?
"หึ ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะทนไปได้อีกสักกี่น้ำ!"
ซูอวี่แสยะยิ้มอย่างดูแคลน บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ "ผู้คุมอู๋ ลากตัวนางออกไปข้างนอก"
"วันนี้ข้าจะให้นางได้เห็นกับตาว่า สังฆราชแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์ถูกสยบอย่างไร"
เมื่อกินอิ่มนอนหลับสบายแล้ว ซูอวี่ก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่นเสียหน่อย
ปิปิตงและพรรคพวกโจมตีอยู่ด้านนอกตั้งนาน แต่กลับเปิดประตูไม่ได้แม้แต่บานเดียว
หากซูอวี่ไม่ออกไป เกรงว่าพวกนั้นคงจะโจมตีกันจนมืดค่ำโดยไม่มีอะไรคืบหน้า
หูเลี่ยน่าถูกผู้คุมอู๋คว้าคอราวกับลูกไก่ แล้วลากถูลู่ถูกังออกไปทันที
โซ่ตรวนสีเลือดพุ่งออกมาจากความว่างเปล่ารัดตัวหูเลี่ยน่าไว้แน่นหนา
พรหมยุทธ์มารอสูรร้องตะโกนด้วยความร้อนรน "พวกเจ้าจะทำอะไร? อยากทำอะไรก็มาลงที่ข้า อย่าทำร้ายนาน่า"
พรหมยุทธ์มารอสูรกลัวว่าซูอวี่จะทรมานหูเลี่ยน่าอีก!
ซูอวี่ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาเดินก้าวออกไปอย่างมั่นคงทีละก้าว
"หุบปากซะ ท่านพัศดีแค่จะพานางไปดูเรื่องสนุก"
"ขืนเจ้าขัดความสำราญของท่านพัศดี ข้าจะกระชากวิญญาณเจ้าออกมาทรมานทั่งวันทั้งคืน"
ผู้คุมอู๋ข่มขู่พรหมยุทธ์มารอสูรด้วยสีหน้าอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมแล้วลากหูเลี่ยน่าตรงไปยังลานฝึกด้านนอก
เหงื่อเย็นไหลซึมเต็มแผ่นหลังพรหมยุทธ์มารอสูร เมื่อถูกผู้คุมอู๋ข่มขู่ เขาก็สิ้นความกล้าที่จะเอ่ยปากต่อ
ต่อหน้าผู้คุมอู๋ เขาที่เป็นถึงพรหมยุทธ์มารอสูรผู้ขึ้นชื่อเรื่องความชั่วร้าย กลับกลายเป็นเพียงมดปลวกไร้ค่า
อีกฝ่ายชั่วร้ายกว่าเขาหลายเท่าตัวนัก!
และวิธีการก็โหดเหี้ยมยิ่งกว่าสำนักวิญญาณยุทธ์เสียอีก!
เอะอะก็ขู่จะทรมานวิญญาณ!
เพียงแต่คนอ่อนแออย่างหูเลี่ยน่าไม่อาจทนรับการทรมานวิญญาณไหว มิฉะนั้นผู้คุมอู๋คงเพิ่มระดับความโหดเหี้ยมกับนางไปนานแล้ว
ทว่าพรหมยุทธ์มารอสูรนั้นต่างออกไป ในฐานะราชทินนามพรหมยุทธ์ แม้จะเป็นมดปลวกเมื่อเทียบกับหูเลี่ยน่า แต่เขาก็เป็นมดปลวกที่แข็งแรงกว่าเล็กน้อย และไม่ตายง่ายๆ จากการหยอกล้อเพียงเล็กน้อย