- หน้าแรก
- ไหงท่านอาจารย์จักรพรรดินีก็เกิดใหม่มาด้วยล่ะเนี่ย
- บทที่ 18 หลิงเซียนอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
บทที่ 18 หลิงเซียนอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
บทที่ 18 หลิงเซียนอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
บทที่ 18 หลิงเซียนอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ในชาติก่อนความสัมพันธ์ของพวกเขาคุ้นเคยกันมากกว่า หากเขาแหย่เจียงหลิงเซียนผู้เป็นอาจารย์จักรพรรดินี ย่อมต้องถูกไล่ทุบตีเป็นแน่
แต่ในยามนี้ เขาแสร้งทำเป็นไม่คุ้นเคย จึงกล้ากำเริบเสิบสานอย่างเปิดเผย ส่วนเจียงหลิงเซียนกลับไม่กล้าลงไม้ลงมือ เพราะเกรงว่าเขาจะเตลิดหนีไป
เมื่อเห็นเจียงหลิงเซียนยกอาหารออกมา หวังเฉินจึงเลิกหยอกเย้าแล้วนั่งลง
"นับเป็นวาสนาของข้ายิ่งนัก ที่ได้ลิ้มรสฝีมือปลายจวักของพี่สาวนางฟ้า"
"เฮ้อ ข้าคาดว่าหลังจากมื้อนี้ไป คงไม่มีโอกาสได้กินอีกแล้วกระมัง"
หวังเฉินนั่งลงบนเก้าอี้ จ้องมองสีสันปกติของอาหารและกลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยแตะจมูก พลางเอ่ยขึ้น
"เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนั้น?"
เจียงหลิงเซียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามใจหายวาบ จิตใจที่อ่อนไหวจินตนาการไปไกลถึงภาพแผ่นหลังของหวังเฉินที่กำลังเดินจากไป
"เพราะครั้งหน้าพี่สาวนางฟ้าอาจจะไม่ทำให้ข้ากินอีกแล้วนะสิ"
กล่าวจบ หวังเฉินก็ยกมือซ้ายหยิบตะเกียบที่เจียงหลิงเซียนวางไว้บนโต๊ะ คีบผักกาดขาวชิ้นโตเข้าปาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจที่ตึงเครียดของเจียงหลิงเซียนก็ผ่อนคลายลง นางเข้าใจนัยหยอกล้อในคำพูดของหวังเฉินแล้ว
ทว่าในขณะที่นางวางใจ หวังเฉินที่เคี้ยวผักกาดขาวอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างประหลาด
"แค่ก แค่ก!"
หวังเฉินกลั้นไม่ไหว ไอออกมาอย่างรุนแรงสองครั้ง ก่อนจะรีบวางตะเกียบแล้วยกมือปิดปาก
เจียงหลิงเซียนที่นั่งอยู่ตรงข้ามตกตะลึงกับภาพตรงหน้าและเริ่มร้อนใจ
"อาการบาดเจ็บกำเริบหรือ?"
นางเอ่ยถาม ทำท่าจะลุกเดินมาหาหวังเฉิน แต่เขายกมือห้ามไว้เสียก่อน
เคี้ยวๆ กรุบๆ! อึก!
หวังเฉินทนฝืนรสชาติเค็มปี๋ของผักกาดขาวในปาก กัดฟันเคี้ยวไม่กี่ทีแล้วสูดหายใจลึกก่อนจะกลืนลงคอ
"เปล่า ข้าไม่เป็นไร แค่สำลักแกนผักกาดขาวเท่านั้น"
หวังเฉินไม่ได้พูดความจริง แต่เม้มริมฝีปากเบาๆ ราวกับอาหารอร่อยจนต้องลิ้มรสชาติที่ยังติดปลายลิ้น
บ้าเอ๊ย! สีสันและกลิ่นหอมก็ดูปกติแท้ๆ แต่ทำไมพอกินเข้าไปถึงเค็มขนาดนี้!?
วินาทีนี้ หวังเฉินเชื่อคำพูดของเจียงหลิงเซียนในชาติก่อนอย่างสนิทใจที่ว่านางทำอาหารไม่เป็นจริงๆ
"อร่อยมากเลย พี่สาวนางฟ้า ท่านต้องลองชิมดู!"
หวังเฉินฉีกยิ้มกว้าง คีบผักกาดขาวชิ้นใหญ่ที่สุดในจานยื่นไปที่ปากของเจียงหลิงเซียน
"ข้าไม่กิน หากอร่อยเจ้าก็กินให้มากหน่อย ของพวกนี้ข้าตั้งใจทำให้เจ้า"
เจียงหลิงเซียนขมวดคิ้วเรียว ใบหน้างามเอนไปด้านหลังเล็กน้อย ดูเหมือนไม่ต้องการใช้ตะเกียบร่วมกับหวังเฉิน
ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะความสัมพันธ์ในตอนนี้ยังไม่สนิทสนมถึงขั้นนั้น
สีหน้าของหวังเฉินแข็งค้าง ก้มหน้าลงเล็กน้อยราวกับถูกรังเกียจ แววตาดูตัดพ้อ
"แต่... แต่มันอร่อยจริงๆ นะ พี่สาวนางฟ้า ลองชิมสักคำเถอะนะ..."
เสียงของหวังเฉินอู้อี้เล็กน้อยขณะค่อยๆ นั่งลง คีบผักกาดขาวกลับมาใส่ชามตัวเองอย่างขมขื่น
เจียงหลิงเซียนเงียบไปเมื่อเห็นดังนั้น บรรยากาศในห้องเงียบลงอย่างน่าประหลาด...
จนกระทั่ง... ตะเกียบคู่หนึ่งค่อยๆ ยื่นเข้ามาในครรลองสายตาที่ก้มต่ำของหวังเฉิน คีบผักกาดขาวชิ้นนั้นไปจากชามของเขา
เจียงหลิงเซียนถนอมน้ำใจของหวังเฉินมาก แทนที่จะคีบผักใหม่จากจาน นางเลือกที่จะคีบชิ้นที่เขาคีบใส่ชามตัวเองแล้ว
เวลานี้ ดวงตาลึกซึ้งของหวังเฉินดูเหมือนจะเปล่งประกายขึ้นมาทันที เขารีบเงยหน้ามองนางพร้อมรอยยิ้ม
หากสังเกตให้ดี รอยยิ้มของหวังเฉินในยามนี้แฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้
เจียงหลิงเซียนกินอย่างสง่างาม มือซ้ายทัดปอยผมไปที่หลังใบหู ก่อนจะค่อยๆ ส่งผักกาดขาวเข้าสู่ริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อย
วินาทีถัดมา... คิ้วของเจียงหลิงเซียนก็ขมวดมุ่น
ไม่ใช่แล้ว! ผิดพลาดไปเก้าสิบเก้าจุดเก้าเปอร์เซ็นต์!
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหวังเฉินบอกว่าอร่อยเหลือเกิน นางจึงกัดฟันเคี้ยวต่ออีกหลายคำ
จากนั้น... นางก็ก้มหน้างามลงเงียบๆ ข่มความพะอืดพะอม แล้วค่อยๆ คายผักกาดขาวลงบนโต๊ะ
"เจ้าหลอกข้า!"
เจียงหลิงเซียนเงยหน้าขึ้น คิ้วเรียวขมวดแน่น จ้องมองหวังเฉินด้วยความอับอายระคนโกรธ
โดยเฉพาะหลังจากถูกความเค็มเล่นงาน ใบหน้างามย่นยับเล็กน้อย ดูราวกับได้รับความอยุติธรรม ซึ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
หวังเฉินมองเจียงหลิงเซียนในสภาพนี้แล้วอดตะลึงไม่ได้ แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
"พี่สาวนางฟ้า นี่ฝีมือท่านนะ! ตอนทำท่านไม่ได้ชิมรสชาติหรือ เอาแต่เติมเกลืออย่างเดียวเลยใช่ไหม?"
"หรือว่าท่านหยิบผักขึ้นมาชิมคำหนึ่ง พบว่าจืด ก็เลยเติมเกลือลงหม้อไปช้อนหนึ่ง?"
"จากนั้นก็ชิมผักในมืออีกคำ พบว่ายังจืดอยู่ ก็เติมเกลือลงหม้อไปอีกช้อน?"
"ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนผักในมือหมด แล้วเห็นว่าผักในหม้อเกือบไหม้ ก็เลยตักใส่จาน?"
เจียงหลิงเซียนชะงักกึกเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใบหน้างามแดงระเรื่อด้วยความอับอาย
"ข้า... ข้า..."
เจียงหลิงเซียนลนลานจนพูดไม่ออก อยากจะมุดดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
เพราะเมื่อหวังเฉินพูดเช่นนั้น นางก็นึกย้อนกลับไปและพบว่าตนเองทำเช่นนั้นจริงๆ
เดิมทีนางก็ไม่ถนัดการพูดจาอยู่แล้ว ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับหวังเฉินในเวลานี้ จึงได้แต่อึกอักอยู่นาน ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร
ต่อเมื่อถูกทักท้วงและนึกขึ้นได้ เจียงหลิงเซียนจึงแอบตำหนิตนเองในใจ ว่าตอนนั้นสติสตางค์คงเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ
"เฮ้อ ช่างเถอะ ลองชิมเนื้อนี่ดู ท่านคงไม่ทำผิดซ้ำสองหรอกกระมัง?"
หวังเฉินหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง คีบเนื้อจากอีกจานหนึ่งใส่ปากอย่างช้าๆ
สุดท้าย...
ณ ภายนอกตำหนักเทพธิดาไท่ซู
ซู่~
ตูม!
อาหารหลายจานถูกเจียงหลิงเซียนเทลงในสระแปลงสภาพน้ำใสเบื้องหน้า ทันทีที่ตกลงสู่น้ำ มันก็ถูกกลืนหายไป
เจียงหลิงเซียนมองดูจานอาหารที่จมลงไปในน้ำ เม้มริมฝีปากอย่างไม่สบอารมณ์ รู้สึกขุ่นเคืองตัวเองเล็กน้อย
ลำพังแค่ศิษย์ในชาตินี้ไม่ยอมเรียกนางว่า 'อาจารย์จักรพรรดินี' ก็แย่พอแล้ว ตอนนี้ความประทับใจที่มีต่อนางคงยิ่งติดลบลงไปอีก
ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาจะหนีไปฝากตัวเป็นศิษย์กับพวกผู้อาวุโสฝ่ายในคนอื่นหรือไม่นะ...?
เจียงหลิงเซียนยืนอยู่หน้าตำหนักเทพธิดาไท่ซูที่เงียบเหงา จินตนาการภาพหวังเฉินเดินจากไปพร้อมกับผู้อาวุโสฝ่ายในคนหนึ่งขึ้นมาดื้อๆ
ไม่! ไม่ได้เด็ดขาด!
ใบหน้าที่มักเย็นชาของเจียงหลิงเซียนพลันปรากฏโทสะพวยพุ่ง เมื่อรู้ตัวอีกทีนางก็สะดุ้งโหยง
นับตั้งแต่ศิษย์ของนางตายจากไปในชาติก่อนและนางฆ่าตัวตายเพื่อมาเกิดใหม่ เจียงหลิงเซียนพบว่าจิตใจของตนอ่อนไหวขึ้นเรื่อยๆ
เจียงหลิงเซียนมั่นใจว่า หากศิษย์ในชาตินี้ทิ้งนางไปอีก นางจะต้องธาตุไฟเข้าแทรกอย่างแน่นอน
ต่อให้ศิษย์ในชาตินี้ไม่ตาย แต่หนีไปสู่อ้อมอกของหญิงอื่น นางก็คงธาตุไฟเข้าแทรกไม่ต่างกัน
ยิ่งคิด หัวใจของเจียงหลิงเซียนก็ยิ่งเต้นรัวแรง เมื่อตั้งสติได้ นางรีบนั่งขัดสมาธิริมสระน้ำ เริ่มโคจรเคล็ดวิชาเพื่อสงบจิตใจที่สั่นไหว
ในขณะเดียวกัน ภายในตำหนักเทพธิดาไท่ซู หวังเฉินกำลังจัดระเบียบอาวุธและทรัพยากรต่างๆ ในแหวนมิติอย่างมีความสุข
เวลานี้ หวังเฉินยังคงไม่รู้ตัวเลยว่า อาจารย์จักรพรรดินีจากชาติก่อน ได้ก่อเกิดความรู้สึกหวงแหนในตัวเขาอย่างรุนแรงในชาตินี้เสียแล้ว