- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1575 ความรู้สึกที่ฝาดเฝื่อน
ตอนที่ 1575 ความรู้สึกที่ฝาดเฝื่อน
ตอนที่ 1575 ความรู้สึกที่ฝาดเฝื่อน
ตอนที่ 1575 ความรู้สึกที่ฝาดเฝื่อน
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเขาและเธอมีความสัมพันธ์พิเศษอะไรกันสักอย่าง... จะมาโรงอาหารทั้งที ยังต้องรายงานตัวกับเธอด้วยงั้นเหรอ?
หวังเจี้ยน, อู๋คุนและลู่ชวน ได้ยินแบบนั้น ต่างก็หันมามอง เจียงเฉิง ด้วยสายตามีเลศนัย ถ้าเป็นผู้หญิงหน้าตาธรรมดาๆ พูดแบบนี้ เจียงเฉิง คงจะสวนกลับไปแล้วว่า: ‘คุณเป็นเต้ารับรุ่นไหนครับ? ถ้าเป็นรุ่นใหม่ไซซ์เล็กน่าพกพา ผมถึงจะรับไว้พิจารณาสักหน่อย’
ทว่าเขากลับทำเพียงยื่นมือไปบีบแก้มเธอเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้พลางกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์: “มุมปากเลอะเม็ดข้าวหมดแล้วเนี่ย กินให้มันดีๆ หน่อย”
เมื่อถูก เจียงเฉิง ทักต่อหน้าเพื่อนฝูงแบบนี้ หวง อีอี ก็เริ่มแสดงอาการขัดเขินออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบหยิบทิชชู่ออกจากกระเป๋ามาเช็ดปากแบบลวกๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่ออีกสองสามคำเพื่อแก้เก้อ
เพียงแต่... ท่านั่งกินอันแสนเป็นธรรมชาติของเธอก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน กินไปได้ไม่กี่คำ ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อก็กลับมาเคลือบไปด้วยคราบน้ำมันจากอาหารอีกครั้ง ทั่วทั้งเรียวปากดูมันวาวชุ่มฉ่ำสะท้อนแสงไฟ ราวกับถูกเคลือบไว้ด้วยฟิล์มบางๆ ที่นุ่มนวล ภาพนั้นมันดูเย้ายวนจน เจียงเฉิง นึกอยากจะก้มลงไป ‘ชิม’ ให้รู้แล้วรู้รอด
สิ้นเสียงของ เจียงเฉิง, อู๋คุน ก็เอ่ยปากแซวขึ้นมาบ้าง: “หวง อีอี... ฉันก็นึกว่าเธอไม่เห็นหัวพวกเราซะแล้ว ที่แท้ในสายตาเธอก็มีแต่พี่เฉิงนี่เอง”
เมื่อได้ยินคำพูดของ อู๋คุน, หวง อีอี ไม่ได้รู้สึกกระดากอายเลยสักนิด เธอยกมือป้องปากหัวเราะคิกคัก แล้วตอบกลับอย่างหน้าตายว่า: “ก็แน่อยู่แล้ว นายก็ไม่ได้เพิ่งรู้วันแรกซะหน่อย”
เจอสวนกลับแบบนี้ อู๋คุน แกล้งทำท่ากุมอกเหมือนหัวใจสลาย: “เธอพูดแบบนี้มันแทงใจดำกันเกินไปแล้ว... จริงสิ แล้วทำไมเพื่อนร่วมห้องของเธอสองสามคนนั้น ช่วงนี้ถึงไม่ยอมตอบแชตฉันเลยล่ะ?”
ปากเล็กๆ ที่มันวาวของ หวง อีอี ตอบกลับไปตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม: “ก็พวกหล่อนบอกว่านายเป็นผู้ชายเฮงซวยน่ะสิ”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงกลางกบาล อู๋คุน จนหน้าซีดเผือด! เขาเบิกตากว้าง จ้องมอง หวง อีอี อย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วพูดตะกุกตะกัก
“ยะ... อย่ามาพูดมั่วๆ นะ! ฉันยังเป็นหนุ่มโสดซิงๆ อยู่นะเว้ย จะไปเป็นผู้ชายเฮงซวยได้ยังไง? โดยเฉพาะเสี่ยวเซี่ย เมื่อก่อนยังคุยกับฉันดีๆ อยู่เลย แต่สองวันมานี้ฉันทักไปทวงการบ้าน เธอกลับไม่ยอมตอบข้อความฉันเลย ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?”
“ถ้านายไม่ใช่ผู้ชายเฮงซวย... แล้วทำไมนายถึงไปขลุกอยู่ที่ห้องสมุดทุกวันล่ะ?”
เมื่อมองดูดวงตากลมโตแป๋วแหววของ หวง อีอี, เจียงเฉิง ก็บรรลุแจ้งถึงต้นสายปลายเหตุในทันที: “ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย อู๋คุน... ร้ายไม่เบานะเรา”
ในฐานะผู้ชายแสนดีอย่างเขา มีหรือจะไม่รู้ว่า อู๋คุน ไปสิงสถิตอยู่ที่ห้องสมุดเพื่ออะไร? แน่นอนว่าต้องไปเพื่อแอบเนียนตีสนิทกับสาวๆ น่ะสิ!
เมื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา อู๋คุน ก็ยังไม่ยอมรับความจริง: “หมายความว่าไง?”
เขาถลึงตา ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้: “ฉันไปห้องสมุดแล้วมันทำไมวะ? นี่มันเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลยนะว่าฉันเป็นคนมีความรู้และขยันหมั่นเพียร!”
หวง อีอี ยกยิ้มมุมปาก เอ่ยต่อด้วยสีหน้ายิ้มๆ กึ่งล้อเลียน: “แต่พวกเสี่ยวเซี่ย ไม่ได้พูดแบบนั้นนะ... พวกเธอบอกว่านายชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่แถวชั้นวางหนังสือ แถมยังเห็นนายคอยเสนอหน้าไปช่วยหยิบหนังสือบนชั้นวางสูงๆ ให้ผู้หญิงตั้งหลายคน... ดูปราดเดียวก็รู้แล้ว ว่านายตั้งใจไปหม้อสาวที่นั่นชัดๆ”
อู๋คุน รีบแก้ตัวพัลวัน: “ฟ้าดินเป็นพยาน! ฉันเป็นคนมีน้ำใจจริงๆ นะเว้ย! ก็แค่เห็นผู้หญิงเขาเอื้อมหยิบหนังสือไม่ถึง ฉันก็แค่ช่วยหยิบให้... แบบนี้มันผิดตรงไหนวะ? อีกอย่างนะ... ถึงฉันจะช่วยพวกเธอหยิบหนังสือ แต่ฉันก็ไม่ได้ขอวีแชทพวกเธอมาสักหน่อย!”
“อะไรนะ?” หวง อีอี ร้องอุทานเสียงหลง ราวกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อที่สุดในโลก: “ฉันได้ยินพวกเธอเม้าท์กันว่า เทอมนี้นายไปสิงอยู่ห้องสมุดช่วงเย็นตลอด... แต่นานขนาดนี้แล้ว นายยังขอวีแชทสาวไม่ได้สักคนเลยเหรอ? นี่มันจะ ‘กาก’ เกินไปแล้วมั้งอู๋คุน!”
คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดที่เสียบทะลุหัวใจของเขา! ระดับความเจ็บปวดนั้น รุนแรงไม่แพ้ประโยคที่ว่า ‘อายุยี่สิบกว่าแล้ว นายยังไม่เคยจับมือผู้หญิงเลยเหรอ’ เลยทีเดียว!
ชั่วพริบตาเดียว เจียงเฉิง, หวังเจี้ยนและลู่ชวน ต่างก็ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกันจนข้าวแทบพุ่ง!
ในขณะที่ อู๋คุน กำลังจะอ้าปากกอบกู้ศักดิ์ศรีของตัวเอง เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของ หวง อีอี ก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
หวง อีอี ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เจียงเฉิง เหลือบไปเห็นหน้าจอโชว์ชื่อว่า ‘คุณพ่อ’
พอเห็นชื่อสายเรียกเข้า ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย รีบกดรับสายทันที น้ำเสียงของเธอร่าเริงแจ่มใสราวกับนกน้อย: “คุณพ่อคะ! ทำไมวันนี้โทรมาเวลานี้ได้ล่ะคะ?”
หลังจากคุยไปได้ไม่กี่ประโยค คิ้วของ หวง อีอี ก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน: “คุณพ่อเป็นอะไรรึเปล่าคะ? ทำไมเสียงดูเหนื่อยๆ จัง”
เดิมที เจียงเฉิง ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่พอได้ยิน หวง อีอี ทักขึ้นมาแบบนั้น ความสนใจของเขาก็ถูกดึงดูดไปทันที เขาเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังลอดออกมาจากปลายสายโดยสัญชาตญาณ
ปลายสายแว่วเสียงที่ดูเหนื่อยล้าของพ่อ หวง อีอี ดังตอบกลับมา: “ไม่มีอะไรหรอกลูก... ตั้งแต่เปิดเทอมมาพ่อยุ่งจนไม่มีเวลาโทรหาลูกเลย ลูกอยู่ที่มหาลัยสบายดีไหม?”
น้ำเสียงของ หวง อีอี แฝงไปด้วยความออดอ้อนฉอเลาะ เธอตอบกลับเสียงหวาน: “หนูอยู่ที่นี่สบายดีค่ะ... จริงสิคุณพ่อคะ ค่าขนมเดือนนี้คุณพ่อยังไม่โอนให้หนูเลยนะ หนูต้องควักเงินอั่งเปาตรุษจีนออกมาใช้ก่อนแล้วเนี่ย คุณพ่อลืมโอนให้หนูใช่ไหมเนี่ย?”
สิ้นประโยคของ หวง อีอี... สกิล ‘อ่านใจ’ ของ เจียงเฉิง ก็จับสัญญาณความรู้สึกขมขื่นและฝาดเฝื่อนจางๆ ได้ทันที ความรู้สึกนั้นเหมือนกับการกลืนลูกพลัมดิบที่ยังไม่สุกดีลงคอ…
รสฝาดเฝื่อนนั้นทำให้ลิ้นชาหนึบ ความรู้สึกนี้ชัดเจนว่าไม่ได้มาจากตัว หวง อีอี และไม่ใช่ของพวกหวังเจี้ยนแน่นอน งั้นก็แสดงว่า... เป็นความรู้สึกของพ่อ หวง อีอี งั้นเหรอ?
เจียงเฉิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย เผลอหันไปมอง หวง อีอี โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของเธอยังคงเปื้อนยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเธอไม่รับรู้ถึงความผิดปกตินั้นเลย
ปลายสาย พ่อของ หวง อีอี เงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงฟังดูอึกอักเล็กน้อย: “ไม่ลืมๆ... พ่อไม่ลืมหรอกลูก... พอดีสองสามวันนี้พ่อยุ่งมาก งานรัดตัวก็เลยล่าช้าไปหน่อย เดี๋ยววางสายแล้วพ่อจะรีบโอนไปให้เลยนะ ลูกไม่ต้องกลัวไม่มีเงินใช้นะ”
“รับทราบค่า!” หวง อีอี ฟังไม่ออกถึงความผิดปกติ เธอชวนพ่อคุยเรื่องสัพเพเหระในมหาวิทยาลัยต่ออีกสองสามประโยค จากนั้นถึงได้วางสายไป
เจียงเฉิง รู้ดีว่าฐานะทางบ้านของ หวง อีอี เป็นยังไง อาจจะไม่ได้ถึงขั้นมหาเศรษฐีระดับท็อป แต่ก็จัดว่าเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยและมีกินมีใช้แน่นอน ดูจากกระเป๋าที่เธอถือหรือเสื้อผ้าที่เธอใส่ ไม่มีชิ้นไหนที่ไม่ใช่ของแบรนด์เนมราคาแพง
ตามหลักแล้ว ครอบครัวฐานะดีแบบนี้... ทำไมถึงได้มีความรู้สึกขมขื่นและอับจนหนทางแผ่ออกมา เพียงแค่เพราะเรื่องโอนค่าขนมล่ะ?
เจียงเฉิง เคาะปลายนิ้วลงบนขอบถาดอาหารเบาๆ หรือว่า... ช่วงนี้บ้านตระกูลหวงจะเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น?