- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1526 ความแตกต่างคืออะไร?
ตอนที่ 1526 ความแตกต่างคืออะไร?
ตอนที่ 1526 ความแตกต่างคืออะไร?
ตอนที่ 1526 ความแตกต่างคืออะไร?
เสียงสะท้อนจากการเคาะกระจกตู้จัดแสดงของ เจียงเฉิง ยังคงสั่นไหวระริกอยู่ในอากาศ เขายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสว่างวาบดุจคบเพลิงจ้องมองไปที่ อัน จิ่งเซิ่ง แล้วเอ่ยอย่างเนิบนาบ
“อำนาจบารมีของท่านประธานอันในประเทศรัสเซีย... ยิ่งใหญ่เหนือความคาดหมายของผมจริงๆ ครับ” น้ำเสียงของเจียงเฉิงราบเรียบและนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำสาบที่กลายเป็นน้ำแข็ง เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“แต่ทว่า... ลมหนาวจากไซบีเรียต่อให้จะพัดโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน... สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่มีวันพัดทำลาย ‘กำแพงสีแดงแห่งพระราชวังต้องห้าม’ ให้พังทลายลงได้หรอกครับ”
ประโยคนี้ถูกเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา คล้ายสายลมพัดผ่าน แต่ทว่า... ความหมายที่ซ่อนอยู่ กลับทำเอาม่านตาของ อัน จิ่งเซิ่ง หดเกร็งลงอย่างรุนแรง!
กำแพงสีแดงแห่งพระราชวังต้องห้าม? อัน จิ่งเซิ่ง ย่อมรู้ดีว่าสถานที่แห่งนั้นหมายถึงอะไร... มันคือสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันชอบธรรมและอาญาสิทธิ์เด็ดขาด! คือตัวแทนของสถานะอันสูงสุดและพลังอำนาจที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ในประเทศนี้!
การที่ เจียงเฉิง กล้ายกเอาสิ่งนี้มาเปรียบเปรย... แสดงว่าเขาไม่ได้แค่ขู่หรือสร้างภาพสร้างกระแสแน่นอน!
หลังจากเคาะกระจกไปสองสามที เจียงเฉิง ก็หยุดมือ ออร่าจากสกิล ‘นั่งนิ่งดั่งระฆัง’ ทำให้มวลอากาศรอบตัวเขาคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เขาค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมอง แววตาขี้เล่นและหยอกล้อเมื่อครู่จางหายไปจนหมดสิ้น... เหลือเพียงความสงบนิ่งที่ลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง ราวกับว่า... ไพ่ตายอันน่าสะพรึงกลัวที่ อัน จิ่งเซิ่ง เพิ่งหงายออกมาเพื่อข่มขวัญเมื่อกี้... ในสายตาของ เจียงเฉิง มันก็เป็นแค่ ‘ของจัดแสดง’ ธรรมดาๆ ชิ้นหนึ่งในตู้กระจกเท่านั้น
เจียงเฉิง รู้ดีว่า... สัตว์ประหลาดยิ่งตัวใหญ่ ก็ยิ่งควบคุมได้ยาก แต่ในทางกลับกัน... หากสามารถดึงมาเป็นพันธมิตรได้ พลังขับเคลื่อนที่ได้มาก็จะมหาศาลจนแทบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นกัน!
การที่ อัน จิ่งเซิ่ง งัดไพ่ตายออกมาโชว์... มันเป็นทั้งการ ‘ข่มขวัญ’ และการ ‘ทดสอบ’ เขาแค่อยากจะรู้ว่า... เจียงเฉิง มีคุณสมบัติและบารมีมากพอที่จะเจรจาอย่างเท่าเทียมกับ อันเซิ่ง กรุ๊ป ได้หรือไม่?
สายตาของ เจียงเฉิง กวาดมองไปที่ ‘ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูล’ สีทองหม่นบนปลายแขนเสื้อของ อัน จิ่งเซิ่ง ลายมังกรพาดกลอน (อิทธิพลจีน) ที่พันธนาการอยู่บนไม้กางเขนออร์โธดอกซ์ (อิทธิพลรัสเซีย)... ลำพังแค่ลวดลายนี้... ก็สะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งและตึงเครียดของขั้วอำนาจได้อย่างชัดเจนแล้ว
อัน จิ่งเซิ่ง... ชายผู้มีรากฐานฝังลึกอยู่ในแผ่นดินจีน แต่กลับมีความผูกพันลึกซึ้งกับอำนาจในต่างแดน!
มุมปากของ เจียงเฉิง ยกยิ้มบางๆ... แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา ทำให้ไม่มีใครสามารถคาดเดาความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของเขาได้ เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“เรือของตระกูลอัน... อาจจะสามารถแล่นฉิวไปมาบนแม่น้ำโวลก้า (รัสเซีย) ได้อย่างอิสระเสรี ไร้ผู้ต่อต้าน...”
“แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่แล่นเข้าสู่แม่น้ำแยงซี (จีน)... สถานการณ์มันจะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ แม่น้ำแยงซี... ก็มีกฎเกณฑ์ของแม่น้ำแยงซี!”
เจียงเฉิง เน้นเสียงหนักแน่น: “ตราบใดที่เรือลำนี้ยังทอดสมออยู่บนผืนแผ่นดินจีน... ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือยิ่งใหญ่มาจากไหน... คุณก็ต้องเงยหน้าดูว่า ‘แสงจากประภาคาร’ บนฝั่ง... มันสาดส่องมาคุ้มครองคุณหรือเปล่า!”
“ถึงเวลาที่พายุมาและต้องหาคน ‘คัดท้ายเรือ’ ...ท่านประธานอันคิดว่า... ระหว่าง ‘คนที่คุ้นเคยกับร่องน้ำและโขดหินใต้น้ำในท้องถิ่น’ กับ ‘คนที่ถือแผนที่เดินเรือของต่างประเทศ’ ...ใครจะมีประโยชน์มากกว่ากันล่ะครับ?”
ม่านตาของ อัน จิ่งเซิ่ง หดเกร็งลงอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น... แต่ก็ไม่พ้นสายตาอันเฉียบคมของ เจียงเฉิง
เห็นได้ชัดว่า... คำพูดเปรียบเปรยของ เจียงเฉิง ได้แทงทะลุเข้ากลาง ‘จุดอ่อน’ ของเขาอย่างจัง! ไม่ว่าเขาจะยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลในต่างประเทศมากแค่ไหน... แต่รากเหง้าและชีวิตของเขาก็ยังฝังลึกอยู่ในแผ่นดินจีน และกฎเกณฑ์การเอาชีวิตรอดบนแผ่นดินนี้... ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถใช้กำลังอำนาจ (เงินและอิทธิพล) เข้าควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จเสมอไป!
อัน จิ่งเซิ่ง นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลงกว่าเดิม: “คุณกำลังจะบอกว่า... คุณคือคนที่ ‘คุ้นเคยกับร่องน้ำ’ ในประเทศนี้งั้นสิ?”
ปลายนิ้วของเขาเผลอลูบคลำจี้เขี้ยวหมาป่าไซบีเรียโดยไม่รู้ตัว... ราวกับต้องการแสวงหาความสงบและที่พึ่งพิงทางใจ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
“เจียงเฉิง... ฉันยอมรับนะว่าคุณไม่ธรรมดาจริงๆ... ไอ้พวกเด็กเล่นขายของอย่างเฉิงกุ้ย เมื่อมาอยู่ต่อหน้าคุณ... มันก็เป็นได้แค่ฝุ่นผง ไม่มีค่าพอจะให้คุณชายตามองด้วยซ้ำ”
“แต่คุณต้องเข้าใจนะว่า... หากวันใดที่ ‘อันเซิ่ง’ ต้องเผชิญกับวิกฤตจริงๆ... มันจะไม่มีทางจบลงแค่การทะเลาะเบาะแว้งแย่งผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แน่... แต่มันจะเป็น ‘คลื่นสึนามิ’ ขนาดยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินและพลิกคว่ำเส้นทางเดินเรือทั้งหมดให้พังพินาศ!”
พูดจบ อัน จิ่งเซิ่ง ก็จ้องมอง เจียงเฉิง ตาไม่กะพริบ ราวกับพญาเหยี่ยวที่จ้องตะครุบเหยื่อ เขาตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดในใจออกมา: “งั้นฉันขอถามคุณหน่อย... หากวันหนึ่งที่อันเซิ่งเข้าตาจน และต้องการความช่วยเหลือจากคุณจริงๆ...”
“คุณจะสามารถ ‘คุ้มครอง’ ฉันได้ถึงระดับไหน? อย่าลืมนะ... ว่ามือของคุณ... เอื้อมไม่ถึงกรุงมอสโกหรอกนะ!”
คำถามนี้... เหมือนมีดน้ำแข็งที่แทงทะลุเข้าสู่แก่นกลางของปัญหา อัน จิ่งเซิ่ง รู้ว่า เจียงเฉิง มีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง... ถึงขนาดสามารถป่วนเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ตามใจชอบ สามารถบีบให้เจ้าพ่ออสังหาฯ อย่างเฉิงกุ้ยต้องยอมก้มหัว และสามารถทำให้ลูกสาวที่แสนเย่อหยิ่งของเขาต้องมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... แถมยังกล้ามาต่อรองเงื่อนไขกับเขาแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
แต่เขาเดาไม่ออกเลยว่า... ‘ภูมิหลัง’ ที่ว่านั้น มันลึกล้ำและยิ่งใหญ่แค่ไหน? และที่สำคัญที่สุด... เขาไม่แน่ใจว่า เจียงเฉิง จะมีอำนาจมากพอที่จะปกป้อง ‘จุดตาย’ ของตระกูลอันได้หรือไม่!
เจียงเฉิง สบตา อัน จิ่งเซิ่ง ตรงๆ โดยไม่หลบเลี่ยง เขารู้ดีว่า... ในสถานการณ์เช่นนี้ การตอบแบบกำกวมหรืออ้อมค้อม จะถูกมองว่าเป็นอาการกินปูนร้อนท้องและไม่มั่นใจในตัวเองทันที
“ท่านประธานอัน... ผมขอพูดกันตามตรงเลยนะครับ” น้ำเสียงของ เจียงเฉิง ไม่ดังนัก... แต่กลับแฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ไม่อาจปฏิเสธ: “เรื่องในประเทศรัสเซีย... ผมยอมรับว่าผมสอดมือเข้าไปยุ่งไม่ได้จริงๆ ที่นั่นคือถิ่นของคุณ คุณย่อมรู้ดีกว่าผมว่าจะรับมือกับปัญหายังไง”
คิ้วของ อัน จิ่งเซิ่ง ขมวดเข้าหากันทันที... แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไร เจียงเฉิง ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงพลิกผัน: “แต่... ตราบใดที่คุณยังยืนหยัดอยู่ในเขตแดนของประเทศจีน... ตราบใดที่รากฐานของคุณยังฝังลึกอยู่บนผืนแผ่นดินนี้...”
“สิ่งอำนวยความสะดวกและความคุ้มครองที่ผมสามารถมอบให้คุณได้... มันจะยิ่งใหญ่และครอบคลุมมากกว่าที่คุณจินตนาการไว้หลายเท่านักครับ!”
พูดจบ เจียงเฉิง ก็หมุนตัวเดินไปที่หน้าตู้กระจก ยืนจ้องมองเครื่องหัวนักรบงิ้วอันวิจิตรบรรจงนั้นอย่างเงียบๆ ราวกับว่า... เขากำลังยืนรอคำตอบจาก อัน จิ่งเซิ่ง อย่างใจเย็น
“ที่คุณว่าคุ้มครองน่ะ...” อัน จิ่งเซิ่ง ถามเสียงเข้ม: “หมายถึง ‘คุ้มครองให้รากฐานธุรกิจของอันเซิ่งยังคงอยู่’ หรือแค่… ‘คุ้มครองให้คนในตระกูลอันรอดตาย’ กันล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้... เจียงเฉิง ก็หันขวับกลับมา สบตา อัน จิ่งเซิ่ง ในระดับเดียวกัน บนใบหน้าอันเยาว์วัย... ไม่หลงเหลือเค้าความหยิ่งผยองหรือจองหองเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความสุขุมลึกล้ำที่ดูขัดกับอายุเท่านั้น
เจียงเฉิง ไม่ได้ตอบคำถามในทันที... เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้วหยิบ ‘เหรียญทองแดงโบราณ’ เหรียญหนึ่งออกมาอย่างเชื่องช้า สภาพของเหรียญดูเก่าคร่ำคร่า ร่องรอยตัวอักษรเลือนรางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความประณีตของงานช่างในอดีต
เจียงเฉิง วางเหรียญทองแดงไว้บนปลายนิ้ว... แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือดีดมันขึ้นไปในอากาศ!
ติ๊ง~!
เสียงเหรียญโลหะกระทบกับอากาศดังกังวานใส เหรียญทองแดงหมุนควงสว่านวาดเป็นเส้นโค้งที่สวยงาม... ก่อนจะร่วงหล่นลงมาอยู่ในกำมือของ เจียงเฉิง อย่างแม่นยำ
เขาก้มมองเหรียญในฝ่ามือแวบหนึ่ง... ก่อนจะเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาของเขาในตอนนี้... ลึกล้ำและสงบนิ่งดุจสระน้ำไร้ก้น หยั่งไม่ถึงความรู้สึกใดๆ
“เรื่องนั้น... มันก็ขึ้นอยู่กับว่า...” เจียงเฉิง เอ่ยเสียงเรียบ: “ท่านประธานอัน... ต้องการแค่ ‘ถอยทัพอย่างปลอดภัยรักษาชีวิตรอด’ ...หรือต้องการที่จะ ‘ผงาดคืนสู่อำนาจอีกครั้ง’ ล่ะครับ?”
อัน จิ่งเซิ่ง เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ: “โอ้? ...แล้วความแตกต่างของสองทางเลือกนี้ คืออะไรล่ะ?”
เจียงเฉิง ยกยิ้มจางๆ: “ถ้าคุณเลือกทางแรก... ผมสามารถเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า... ไม่ว่าพายุมันจะบ้าคลั่งแค่ไหน ก็จะไม่มีใครกล้าแตะต้องคนของตระกูลอันแม้แต่ปลายเล็บ!”
“แต่... ถ้าคุณเลือกทางที่สอง...” เจียงเฉิง เว้นจังหวะ... แววตาสาดประกายคมปลาบดุจใบมีด: “มันก็ต้องมาดูกันว่า... ท่านประธานอัน ยินดีที่จะจ่าย ‘ค่าตอบแทน’ ให้ผมมากน้อยแค่ไหน!”
ความสนใจอย่างออกนอกหน้าในโปรเจกต์มรดกทางวัฒนธรรมก่อนหน้านี้... แท้จริงแล้วเป็นเพียง ‘ไพ่หยั่งเชิง’ ของ เจียงเฉิง ตั้งแต่แรก!
เขาจงใจใช้โปรเจกต์ที่ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอะไร... มาเป็นตัวจุดชนวน เพื่อกระตุ้นให้ อัน จิ่งเซิ่ง เผยความกังวลและความกังขาออกมา และสุดท้าย... เขาก็ได้หงาย ‘ไพ่ตาย’ ที่แท้จริงออกมาในที่สุด!
“คุณ...” อัน จิ่งเซิ่ง อ้าปากจะถามอะไรบางอย่าง... แต่แล้วก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไป เขาไม่จำเป็นต้องสืบหาตัวตนหรือภูมิหลังที่แท้จริงของ เจียงเฉิง อีกต่อไปแล้ว
เพราะเรื่องบางเรื่องบนโลกใบนี้... ยิ่งรู้ลึกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมากเท่านั้น! สิ่งที่เขาต้องการตรวจสอบมีเพียงอย่างเดียว... คือ เจียงเฉิง มีคุณสมบัติและบารมีมากพอที่จะพูดประโยคนี้ออกมาหรือเปล่า?
และในวินาทีนี้... เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาอันใสกระจ่างแต่ลึกล้ำสุดหยั่งของ เจียงเฉิง... อัน จิ่งเซิ่ง ก็ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ในใจแล้ว!
ตอนแรกเขาคิดว่า เจียงเฉิง อาจจะเป็นแค่ลูกหลานของตระกูลสีแดง(1)สักตระกูลหนึ่ง แต่จากท่าทีและคำประกาศิตเมื่อครู่... ภูมิหลังของเด็กหนุ่มคนนี้ น่าจะยิ่งใหญ่และอยู่ ‘สูง’ กว่าที่เขาประเมินไว้หลายระดับนัก!
เพราะคนที่กล้าการันตีคำว่า ‘ถอยทัพอย่างปลอดภัยรักษาชีวิตรอด’ ในสถานการณ์ที่อาจเกิดการกวาดล้างขั้วอำนาจได้นั้น... ไม่มีทางเป็นแค่ลูกหลานขุนนางธรรมดาๆ อย่างแน่นอน!
อัน จิ่งเซิ่ง นิ่งเงียบใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง... จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา: “ฮ่าๆๆ! ท่านประธานเจียง... คุณนี่เป็นคนที่น่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยนะ แต่ว่านะ... ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของฉันอัน จิ่งเซิ่งคนนี้... ไม่เคยชอบคำว่า ‘ถอย’ เลยสักครั้ง!”
เจียงเฉิง ได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะรับอย่างอารมณ์ดี: “ก็ดีเลยครับ... เพราะบังเอิญว่า... ผมก็ไม่ชอบคำนั้นเหมือนกัน!”
สองมหาบุรุษต่างวัยสบตากัน... รอยยิ้มมุมปากแฝงไว้ด้วยความหมายที่รู้กันอยู่เพียงสองคน การห้ำหั่นทางจิตวิทยาและการหยั่งเชิง... สิ้นสุดลงแล้ว ต่อจากนี้... คือการเจรจาผลประโยชน์และแลกเปลี่ยน ‘ของจริง’ ล้วนๆ!
อัน จิ่งเซิ่ง ไม่จำเป็นต้องปิดบังท่าทีอีกต่อไป เขาถามอย่างตรงไปตรงมา: “ถ้าฉันสามารถมอบ ‘ค่าตอบแทน’ ให้คุณได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ... หรืออาจจะ ‘มากกว่า’ ที่คุณคาดหวังไว้ด้วยซ้ำ… คุณมั่นใจใช่ไหม... ว่าคุณจะสามารถปกป้องพวกเราได้จริงๆ?!”
……………………………………………
(1)[ตระกูลสีแดง (红色家族) – หมายถึงกลุ่มตระกูลผู้สืบเชื้อสายมาจากกลุ่มผู้นำปฏิวัติรุ่นแรก หรือผู้มีตำแหน่งระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพจีน ตระกูลเหล่านี้กุมอำนาจทั้งทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน ถือเป็นกลุ่ม ‘ชนชั้นนำ’ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศจีน]