- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1407 มันแปลกๆ นะ, ตอนที่ 1408 หวัง เสี่ยวฉุย... นี่มึงป่วยหรือเปล่า?
ตอนที่ 1407 มันแปลกๆ นะ, ตอนที่ 1408 หวัง เสี่ยวฉุย... นี่มึงป่วยหรือเปล่า?
ตอนที่ 1407 มันแปลกๆ นะ, ตอนที่ 1408 หวัง เสี่ยวฉุย... นี่มึงป่วยหรือเปล่า?
ตอนที่ 1407 มันแปลกๆ นะ
อ้อมกอดที่รวบเข้ามาอย่างกะทันหันในพื้นที่อันจำกัด... ส่งผลให้ฝ่ามือหนาของ เจียงเฉิง ทาบทับลงบน ‘ทรวงอก’ อวบหยุ่นของเธอเข้าเต็มรัก
“อื้อ...”
อากาศในห้องเก็บของคล้ายจะหยุดหมุนชั่วขณะ หลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวผิดจังหวะของคนสองคนที่สอดประสานกันอย่างรุนแรง
จง ฉู่ซี หน้าแดงก่ำจนแทบจะคั้นเลือดออกมาได้ เธอกระซิบตอบอย่างตะกุกตะกัก: “ขะ... ขอโทษ...”
เสียงของเธอนุ่มพร่าและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน มือบางเผลอกำชายเสื้อตัวเองไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวจัด ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม สัมผัสแนบชิดระดับที่ไร้ช่องว่างนี้ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมานอกอก แววตาที่จ้องมองเขาเต็มไปด้วยความเขินอายปนกระวนกระวายใจ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ... นายห้ามส่งเสียงนะ...” น้ำเสียงของเธอเจือแววอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
เธอพยายามจะขยับตัวถอยหนี แต่อุปสรรคคือพื้นที่ที่คับแคบเกินไป ขืนขยับสุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะไปชนข้าวของจนเกิดเสียงดังให้คนข้างนอกจับได้
“โจวอิ่งกำลังตามหาคุณอยู่นะ...” เสียงของ เจียงเฉิง แหบพร่าและสั่นพร่าอย่างที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน มันฟังดูอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
“แต่สภาพเราตอนนี้... ถ้าโจวอิ่งมาเห็นเข้าจะทำยังไง?” จง ฉู่ซี กังวลจนเสียงสั่นเครือ
“ทำยังไงน่ะเหรอ? ก็แค่พูดความจริงไปสิว่าเราหลบเข้ามาเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าแอบฟังเรื่องชาวบ้าน เสื้อผ้าเราก็อยู่ครบ ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย จะมีอะไรน่าสงสัย...” เจียงเฉิง ก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอรัวเร็ว ทว่าสัมผัสจากทรวงอกที่นุ่มหยุ่นในมือกลับทำให้คำพูดของเขาดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย
ทันใดนั้น เสียงจากภายนอกก็ดังใกล้เข้ามาอีก: “แปลกจัง... เมื่อกี้ฉันยังเห็นเธอยืนอยู่ตรงนี้นี่นา...”
เสียง โจวอิ่ง ยังพูดไม่จบ หวง เสี่ยวลี่ ก็เดินตามมาสมทบ: “ฉู่ซีหายไปไหนนะ?”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน... มือถือก็วางทิ้งไว้บนโต๊ะ เจียงเฉิงเองก็หายไปเหมือนกัน ทั้งคู่ไม่ได้เอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยเลย” โจวอิ่ง เอ่ยพลางกวาดสายตามองหาเพื่อนรักและแฟนหนุ่มด้วยความสงสัย
เมื่อได้ยินบทสนทนาภายนอก หัวใจของ จง ฉู่ซี ยิ่งเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว มือของเธอลนลานคว้าหมับเข้าที่ต้นขาของ เจียงเฉิง บีบแน่นพลางส่งสายตาวิงวอนขอร้องให้เขาอยู่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
เธอขยับริมฝีปากพูดแบบไม่มีเสียงเน้นทีละคำ: “ไม่เอา! สภาพเราตอนนี้ ต่อให้เป็นฉันมองเข้ามาเองยังไม่เชื่อเลย! ข้างนอกเพื่อนอยู่กันตั้งเยอะ ถ้าใครมาเห็นเข้า เขาต้องคิดว่าฉันกำลัง ‘อ่อย’ แฟนเพื่อนแน่ๆ! ขืนเป็นแบบนั้นฉันคงไม่มีหน้าไปสู้หน้าใครอีก! ตายดีกว่า!”
จง ฉู่ซี หารู้ไม่ว่า... การขยับตัวยุกยิกด้วยความร้อนรนของเธอ มันคือการ ‘บดเบียด’ ที่แสนยั่วยวน เจียงเฉิง สูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มกลั้นอารมณ์ดิบที่พุ่งพล่าน: “แม่คุณ... ผมจะอั้นจนระเบิดอยู่แล้วนะ...”
“ขะ... ขอโทษ... ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ...” จง ฉู่ซี น้ำตาคลอเบ้า รู้สึกผิดและทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่สัมผัสได้จากร่างกายของเขา
“งั้น... มีอะไรที่ฉันพอจะช่วยให้นาย... ‘ผ่อนคลาย’ ลงได้บ้างไหม?” คำถามนี้หลุดออกมาด้วยความสิ้นหวัง เธอไม่รู้จะแก้สถานการณ์ยังไงจริงๆ ระยะห่างที่ริมฝีปากแทบจะแตะกัน แถมผู้ชายตรงหน้าก็หล่อเหลาจนใจสั่น หน้าท้องของเธอสัมผัสได้ถึง ‘ความแข็งขึง’ ที่ร้อนจัดทะลุเนื้อผ้า... พูดตามตรง ในส่วนลึกของใจเธอก็เริ่มจะโหยหาสัมผัสจากเขาเช่นกัน
“คุณหนูครับ... คุณมันไร้ประสบการณ์ ผมไม่โทษหรอก...” เจียงเฉิง กัดฟันพูด: “ทางเดียวที่จะช่วยได้คือรีบแยกย้าย ก่อนที่ผมจะคุมตัวเองไม่อยู่แล้วคว้าคุณมา ‘กิน’ เสียตรงนี้!”
ท่ามกลางความเงียบงัดที่น่าอึดอัด... ในขณะที่ เจียงเฉิง กำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างหนัก จู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็พุ่งพล่านขึ้นในใจของ จง ฉู่ซี ราวกับมี ‘แรงดึงดูดลึกลับ’ บงการให้เธอสูญเสียการควบคุม หญิงสาวตัดสินใจยื่นใบหน้าเข้าไป... แล้วประทับริมฝีปากลงบนปรางแก้มของ เจียงเฉิง แผ่วเบาหนึ่งที
สัมผัสนุ่มละมุนนั้นเปรียบเสมือนการพังทลายของทำนบกั้นน้ำ ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้ ทั้งความตื่นเต้น ความหวาดกลัว และแรงปรารถนา... ต่างพรั่งพรูออกมาพร้อมกันในคราวเดียว หัวใจของ จง ฉู่ซี เต้นรัวโครมครามจนแทบทะลุอก ใบหน้าและใบหูร้อนผ่าวแดงซ่านราวกับจะติดไฟ
ฝ่ามือของ เจียงเฉิง ที่กุมอยู่บนทรวงอกนุ่ม... เผลอบีบเค้นเน้นหนักตามสัญชาตญาณดิบที่ถูกจุดติด
เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆ โน้มเข้ามาใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน จง ฉู่ซี ก็หลับตาลงปี๋ด้วยใจที่สั่นระริก กระซิบเสียงเบาหวิวที่ข้างหูเขา: “เปิดประตูออกไปตอนนี้... ไม่ได้แน่ๆ ตราบใดที่นาย... ไม่ถอดกระโปรงฉัน... อย่างอื่น... ก็ตามใจนายเถอะ...”
“ถือซะว่าฉันติดค้างนาย... แต่มีข้อแม้แค่เรื่องเดียว คือห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด...”
“คุณ... พูดจริงนะ?” เสียงของ เจียงเฉิง ทุ้มต่ำและแหบพร่าเต็มไปด้วยความต้องการ
จง ฉู่ซี ไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เธอใช้มือน้อยๆ จับมือหนาของเขาที่วางอยู่บนหน้าอก... แล้วกดให้แนบชิดยิ่งขึ้นเพื่อส่งสัญญาณยินยอม ก่อนจะเป็นฝ่ายเขย่งเท้าขึ้นประกบจูบเขาอย่างเงอะงะทว่าเต็มไปด้วยความเร่าร้อน
ภายในห้องเก็บของอันคับแคบ อุณหภูมิพลันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย จง ฉู่ซี ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังสนั่นราวกับเสียงกลองศึก เธอหลุบตาลง ขนตางอนยาวสั่นระริกประดุจปีกผีเสื้อที่กำลังล้อเล่นกับไฟ...
…………………………………………
สิบนาทีต่อมา…
เสียงของ เจียงเฉิง กลับมาสงบนิ่งและเยือกเย็นดังเดิม เขาเอื้อมมือไปทัดปอยผมที่ยุ่งเหยิงของหญิงสาวไว้ที่หลังใบหู ปลายนิ้วสัมผัสปรางแก้มที่ยังร้อนผ่าวของเธออย่างแผ่วเบา: “เรียบร้อยแล้วครับ”
ขอบตาของ จง ฉู่ซี แดงระเรื่อและดูชื้นแฉะ เธอพยักหน้าตอบเบาๆ “ข้างนอกเงียบแล้ว... นายรีบออกไปก่อนเถอะ” สายตาของเธอก้มลงมองพื้น หลบวูบไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตูมเหมือนลูกกวางน้อยของเธอ เจียงเฉิง ก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งแหย่ เขาก้มลงไปกระซิบชิดใบหูขณะจัดระเบียบกางเกงให้เข้าที่: “รับทราบครับ... ครั้งหน้าถ้าจะหาที่หลบ ช่วยหาที่ที่มันกว้างกว่านี้หน่อยนะ จะได้ไม่ต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก... แต่ผมบอกไว้ก่อนนะ ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนจะควบคุมตัวเองได้ดีเหมือนผมหรอก…”
จง ฉู่ซี ก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเถียงสักคำ แม้จะเป็นฤดูหนาว... แต่หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพรายตามไรผมก็บ่งบอกได้ดีว่าเมื่อครู่เธอต้องใช้แรงกายแรงใจไปมากขนาดไหน ใบหูของเธอกลายเป็นสีแดงจัดจนแทบจะหยดเลือด หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างแน่น มือบางบิดชายเสื้อจนยับยู่ยี่ด้วยความสับสน
“อื้อ... รู้แล้วน่า... ขอโทษ...”
เจียงเฉิง ผลักประตูเดินออกไปก่อน ทิ้งให้ จง ฉู่ซี ยืนเอามือกุมแก้มที่ร้อนจัดอยู่เพียงลำพังในความมืด
พอประตูปิดลง... จง ฉู่ซี ถึงเพิ่งจะเริ่มได้สติ เดี๋ยวนะ! นี่ฉันโง่หรือเปล่าเนี่ย?! ดูจากท่าทางนิ่งสนิทของเขา... ก็ไม่เห็นจะดูอึดอัดทรมานอะไรขนาดนั้นสักนิด แถมยังทำหน้าตาสดชื่นอิ่มเอมเหมือนคนเพิ่งได้ระบายออกจนหมด! เจียงเฉิง!!! ไอ้คนเจ้าเล่ห์...
เธอได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ แต่ก็ไม่กล้าตะโกนด่า ทำได้แค่ยืนสงบสติอารมณ์อยู่ในนั้นอีกพักใหญ่ เพื่อรอให้อาการหน้าแดงจางลง
เมื่อก้าวออกมาจากห้องเก็บของ เธอเห็น เจียงเฉิง กำลังเดินออกมาจากห้องน้ำอีกฝั่งพอดี เขายิ้มร่าเดินกลับไปหา โจวอิ่งและเพื่อนๆ อย่างหน้าตาเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จง ฉู่ซี แทบจะถลึงตามองค้อนแผ่นหลังนั้นด้วยความหมั่นไส้
ขณะที่เธอกำลังจะเลี้ยวเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเอง เสียงเรียกของ โจวอิ่ง ก็ดังขึ้นเสียก่อน: “ฉู่ซี! หายไปไหนมาตั้งนาน? ฉันหาเธอตั้งนานไม่เจอเลย... เร็วเข้า มาถ่ายรูปกัน ขาดเธอคนเดียวเนี่ยแหละ”
วินาทีที่ได้ยินเสียงเพื่อนรัก ร่างของ จง ฉู่ซี พลันแข็งทื่อ เธอค่อยๆ หันกลับไปมอง โจวอิ่ง... ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจจนแทบสำลัก เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการข่มความรู้สึก ‘เหนียวเหนอะหนะ’ ที่ยังค้างคาอยู่บนฝ่ามือซึ่งซ่อนไว้ข้างหลัง ดัดเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุดแล้วแกล้งทำท่ารีบร้อน
“ระ... รอแป๊บนึงนะ! พอดีฉันปวดฉี่จะราดแล้ว... ขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ!”
เสียงของ จง ฉู่ซี สั่นเครือเล็กน้อยเหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ที่คอหอย เธอรีบวิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำ ล็อกประตูอย่างแน่นหนา แล้วยืนพิงบานประตูหอบหายใจอย่างหนักหน่วงด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ…
……………………………………………
ตอนที่ 1408 หวัง เสี่ยวฉุย... นี่มึงป่วยหรือเปล่า?
หลังจากพยายามสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ จง ฉู่ซี กลับยิ่งรู้สึกหงุดหงิดตัวเองอย่างบอกไม่ถูก เธอนั่งอยู่บนฝาชักโครกด้วยความรู้สึกคับแค้นใจในความเสียเปรียบ เจียงเฉิง น่ะ ‘ปลดปล่อย’ จนสบายตัวไปเรียบร้อยแล้ว แต่เธอนี่สิ... กลับถูกทิ้งให้ตกอยู่ในภาวะ ‘ค้างคา’ จนอึดอัดไปทั้งร่าง มันเป็นความรู้สึกที่พลุ่งพล่านและเรียกร้องอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต
เฮ้อ... เมื่อกี้ไม่น่าใจอ่อนยอมให้คนเจ้าเล่ห์แบบนั้นรังแกเลยจริงๆ!
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่... จง ฉู่ซี จ้องมองนิ้วมือของตัวเองที่ยังหลงเหลือร่องรอยแห่งความหรรษาซึ่งเธอเพิ่งจะมอบให้ตัวเองไปหยกๆ หยาดน้ำใสที่เปื้อนปลายนิ้วทำให้เธอต้องรีบหลบสายตาด้วยความเขินอายปนสมเพชตัวเองที่พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณดิบ
เธอรีบเดินไปที่อ่างล้างหน้า เปิดก๊อกน้ำให้แรงที่สุดแล้วลงมือฟอกสบู่ล้างมืออย่างพิถีพิถันทุกซอกทุกมุม ราวกับจะล้างความรู้สึกผิดบาปที่เพิ่งก่อขึ้นทิ้งไปพร้อมกับสายน้ำ ก่อนจะหันมาส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยของตัวเองอีกครั้ง
…………………………………………
เมื่อเดินกลับออกมาที่สวน... พลุหลากสีกำลังเบ่งบานประชันกันบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แสงไฟสว่างวาบสะท้อนไปทั่วลานบ้าน สาวๆ ต่างพากันกรี๊ดกร๊าดตื่นเต้น ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพกันยกใหญ่ ส่วน หวงเฉิงและหวัง เสี่ยวฉุย ก็อาศัยจังหวะชุลมุนนี้ แยกย้ายกันไปโชว์ ‘สกิลจีบสาว’ ตามสไตล์ตัวเอง
หวงเฉิง ล็อกเป้าหมายไว้นานแล้ว นั่นคือ ‘หลิน เสี่ยวอวี่’ คณะกรรมการฝ่ายศิลป์สาวน้อยสวมแว่นตากลมโตที่มีลักยิ้มพิมพ์ใจดูเป็นสาวหวานรักครอบครัว
“เสี่ยวอวี่! ยืนตรงนี้สิ... มุมนี้ถ่ายติดดอกไม้ไฟสวยที่สุดเลยนะ!” หวงเฉิง สวมวิญญาณมือโปร จัดแจงหามุมให้เธออย่างกระตือรือร้น ก่อนจะเนียนเข้าไปยืนซ้อนข้างหลัง
หลิน เสี่ยวอวี่ ชูโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างงงๆ: “จริงเหรอ? ไหนขอดูหน่อยสิ”
“แน่นอนสิ ฝีมือถ่ายรูปฉันน่ะระดับเทพ ฉายา ‘มือหนึ่งเรื่องสตอรี่’ เชียวนะ” หวงเฉิง โม้ด้วยความมั่นใจ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้จนแทบชิด: “แต่จะว่าไป... ต่อให้หามุมดีแค่ไหน ก็สู้รอยยิ้มของเธอไม่ได้หรอก”
หลิน เสี่ยวอวี่ หน้าแดงระเรื่อ เธอสัมผัสได้ว่า หวงเฉิง ขยับเข้ามาใกล้จนไหล่แทบเกยกัน แต่เธอก็เพียงแค่ผลักเขาเบาๆ ด้วยความเขิน: “แหม... ปากหวานจังนะ สมัยเรียนไม่เห็นจะพูดเก่งแบบนี้เลย”
หวงเฉิง แสร้งทำหน้าจริงจังพลางถอนหายใจ: “เฮ้อ... ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไปครับ เลยแยกไม่ออกว่าอะไรคือความสวยงาม... แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว สายตาผมเฉียบคมขึ้นเยอะ”
หลิน เสี่ยวอวี่ ช้อนตามองอย่างสงสัย: “เหรอ? แล้วตอนนี้สายตานายมองว่าแบบไหนสวยล่ะ?”
หวงเฉิง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม: “ก็แบบคุณนี่ไงครับ”
เจอความตรงไปตรงมาแบบนี้เข้าไป หลิน เสี่ยวอวี่ ถึงกับเขินจนหลุดขำออกมา แต่เธอก็ไม่ได้ขยับตัวหนี ซ้ำยังยอมปล่อยให้ไหล่ของ หวงเฉิง เบียดชิดอยู่อย่างนั้น ดูท่าว่าภารกิจนี้จะไปได้สวย…
เมื่อเห็นเพื่อนรักกำลังจะทำภารกิจสำเร็จ... หวัง เสี่ยวฉุย ที่ยืนอิจฉาตาร้อนอยู่คนเดียวก็เริ่มสแกนหาเป้าหมายบ้าง ในที่สุดเขาก็เล็งไปที่ ‘เฉินเย่ว์’ คณะกรรมการฝ่ายกีฬาที่เป็นสาวห้าว นิสัยตรงไปตรงมา กำลังยืนปลีกวิเวกอยู่คนเดียว
“เจ้เย่ว์! พลุสวยเนอะ?” หวัง เสี่ยวฉุย เดินเข้าไปทักด้วยท่าทางประหม่า
เฉินเย่ว์ ตอบโดยไม่หันมามอง: “อืม... ก็งั้นๆ”
“เอ่อ... แล้วที่มหาลัย เจ้ยังเล่นบาสอยู่ไหม?”
“เล่นสิ... ทำไม?”
“เปล่าครับ... แค่รู้สึกว่าเวลาเจ้ในสนามบาส มันดูเท่สุดๆ ไปเลย!” หวัง เสี่ยวฉุย เกาหัวพลางหัวเราะแห้งๆ
เฉินเย่ว์ หันขวับมามองเขา ยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์นัย: “หวัง เสี่ยวฉุย... นายคงไม่ได้คิดจะจีบฉันหรอกใช่มั้ย?”
หวัง เสี่ยวฉุย ลนลานทำตัวไม่ถูกทันที: “หา? ผม... คือผมแค่...”
เฉินเย่ว์ หัวเราะลั่นอย่างสะใจ: “พอเถอะๆ เจ้จะบอกอะไรให้นะ... หุ่นกุ้งแห้งอย่างนายน่ะไม่ใช่สเปกเจ้หรอก ไปหาคนอื่นเถอะไป๊!”
โดนปฏิเสธแบบขวานผ่าซากทำเอา หวัง เสี่ยวฉุย หน้าชา เจียงเฉิง ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนเบาๆ: “อย่าเสียใจไปเลยเพื่อน... เฉินเย่ว์พูดถูกแล้ว หุ่นบอบบางอย่างมึงน่ะ อย่าว่าแต่ปกป้องเธอเลย เวลาจะ ‘รุก’ จริงๆ มึงคงโดนเธอจับทุ่มลงเตียงมากกว่ามั้ง”
แทนที่จะสลด หวัง เสี่ยวฉุย กลับทำตาเป็นประกายเยิ้ม: “พี่เจียง... เธอดุมากเลยอะ... โคตรเท่... ผมชักจะชอบแบบนี้เข้าแล้วสิ”
“เชี่ย...” เจียงเฉิง หุบปากฉับทันที: “หวัง เสี่ยวฉุย... นี่มึงป่วยหรือเปล่า? ...หรือว่าเป็นพวกมาโซคิสต์? ...รสนิยมมึงนี่มัน... จิ๊ๆๆ~”
หวัง เสี่ยวฉุย ไม่สนใจคำแซว เขายืนเคลิ้มมองดู เฉินเย่ว์ ที่กำลังแบกเพื่อนผู้หญิงซ้อนหลังถ่ายรูปอย่างแข็งแรง
………………………………………
ในขณะเดียวกัน... จง ฉู่ซี ก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เธอถอดเสื้อแจ็คเก็ตชุดนักเรียนออกมาผูกไว้ที่เอวเพื่อปิดบังช่วงสะโพกและต้นขาเอาไว้ โดยปกติกิริยาของหญิงสาวในชุดกระโปรงควรจะเดินขาชิดดูสุภาพ ทว่าท่าเดินของเธอในตอนนี้กลับดูแปลกพิกล ขาของเธอถ่างออกเล็กน้อยคล้ายกับ ‘เป็ดเดิน’ ซึ่งดูไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย
เธอค่อยๆ พาร่างที่อ่อนเปลี้ยเดินออกมาที่ลาน... ภาพแรกที่เห็นคือ เจียงเฉิง กับโจวอิ่ง กำลังยืนจิบแชมเปญคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่ริมสระน้ำ แววตาของ จง ฉู่ซี ฉายแววขุ่นเคืองและหมั่นไส้อยู่ลึกๆ เธอแอบบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ: “มีความสุขกันเหลือเกินนะ...”
บ่นเสร็จเธอก็ตั้งใจจะเดินเลี่ยงไปอีกทางเงียบๆ ทว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์บวกกับความเจ็บระบมจากการเสียดสีที่บริเวณขาหนีบยังไม่จางหาย ทำให้ขาทั้งสองข้างของเธอสั่นระริกจนควบคุมไม่อยู่
จังหวะที่ต้องเดินผ่านหลัง เจียงเฉิง เธอเกิดเสียหลักเซนิดหน่อยส่งผลให้ต้นขาด้านในเสียดสีกันอย่างรุนแรง “ซี้ดดด!” หญิงสาวเผลอสูดปากครางออกมาด้วยความเสียวแปลบปนเจ็บ
แม้เสียงจะแผ่วเบา แต่ก็เรียกความสนใจจาก เจียงเฉิงและโจวอิ่ง ได้ เขาหันมามองด้วยมุมปากที่ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สายตาคมกริบกวาดมองท่าเดินที่ผิดปกติของเธอ ก่อนจะแกล้งทักขึ้นเสียงดัง: “อ้าว? เป็นอะไรไป? ทำไมเดินกะเผลกๆ ขาถ่างแบบนั้นล่ะ?”
จง ฉู่ซี โกรธจนควันแทบออกหู เธอรัวคำด่าใส่ เจียงเฉิง ในใจเป็นชุด ‘ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ! ถึงฉันจะเป็นคนเสนอเอง... แต่นายมันก็ตัวต้นเหตุไม่ใช่หรือไง? รู้งี้ปล่อยให้อกแตกตายไปซะก็ดี! ไอ้คนหน้าด้าน!’
เธอพยายามปั้นหน้ายิ้มแห้งๆ กลบเกลื่อน: “อ๋อ... เมื่อกี้ฉันเห็นแมวหลังบ้านน่ารักดีเลยวิ่งตามไปดูน่ะ แต่พื้นมันลื่นไปหน่อยเลยล้มก้นกระแทก เจ็บขานิดหน่อยจ้ะ”
พูดจบเธอก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปที่เป้ากางเกงของ เจียงเฉิง แวบหนึ่งด้วยความแค้นเคือง
เจียงเฉิง เห็นสายตานั้นก็ยิ่งยิ้มกว้าง: “แมวเหรอ? แมวตัวนั้นคงไม่ใช่ ‘แมวเป้า(1)’ หรอกนะ?”
ตอนแรก จง ฉู่ซี ยังตามมุกไม่ทัน แต่พอเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายที่ส่งมา สมองเธอก็ประมวลผลได้ทันทีว่ามันต้องสื่อถึงเรื่องลามกแน่ๆ เธอหน้าแดงแปร๊ดจนถึงหู กระทืบเท้าด้วยความโมโห: “เจียงเฉิง! นายมัน...!”
“ซี้ดดด!” พอกระทืบเท้าลงไป ความเจ็บปวดก็แล่นพล่านขึ้นมาอีกรอบจนต้องสูดปากน้ำตาคลอ
โจวอิ่ง ที่เห็นทั้งคู่ชอบกัดกันเป็นปกติไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอเห็นเพื่อนเจ็บจริงก็ขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง: “ตายจริง... เป็นอะไรมากไหมฉู่ซี? ฉันว่าแล้วเชียวทำไมเธอเดินแปลกๆ... มานี่มา ขอฉันดูหน่อยสิว่าเจ็บตรงไหน”
โจวอิ่ง ก้มลงจะสำรวจขาเพื่อน จง ฉู่ซี สะดุ้งโหยงรีบเอามือตะปบปิดต้นขาตัวเองไว้ทันที โชคดีที่เธอใส่ถุงน่องสีดำไว้ ไม่งั้นรอยแดงจ้ำคงปรากฏแก่สายตาเพื่อนรักแน่ๆ แต่เพราะความรัดของถุงน่องนี่แหละที่ยิ่งทำให้เธอเจ็บแสบกว่าเดิม
“ไม่เป็นไรจริงๆ! แค่นั่งพักแป๊บเดียวก็หายแล้ว!”
“เอ๊ะ? ทำไมถุงน่องตรงนี้มันดู ‘เปียกชื้น’ ล่ะ?” โจวอิ่ง ตาไวสังเกตเห็นรอยชื้นที่ต้นขาด้านใน
จง ฉู่ซี หันขวับไปถลึงตามอง เจียงเฉิง ตัวดี ตัวต้นเหตุ ก่อนจะรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ: “อ๋อ... สงสัยตอนล้มคงไปโดนน้ำขังตรงแปลงดอกไม้น่ะ ไม่มีอะไรหรอก!”
“งั้นเหรอ? เอาไดร์เป่าผมไหม เดี๋ยวฉันไปเอามาเป่าให้แห้งนะ?”
“ไม่ต้องๆ! นิดเดียวเอง เดี๋ยวเดินไปเดินมาก็แห้งแล้ว!” จง ฉู่ซี โบกมือพัลวัน ใจข้างในสั่นรัวจนแทบจะระเบิดออกมา
……………………………………….
(1)[แมวเป้า (ติงตังเมา - 叮噹貓) – หรือคือ ‘โดราเอมอน (多啦A夢)’ ในบริบทนี้เป็นการเล่นคำของ เจียงเฉิง คำว่า ‘ติงตัง’ แปลว่า เสียงกระดิ่ง หรือเสียงกรุ๊งกริ๊ง ซึ่งมักใช้เป็นสแลงหมายถึงอวัยวะเพศชาย (คล้ายกับคำว่า ‘ไข่’ หรือ ‘กระดิ่ง’ ที่ห้อยอยู่) การที่ เจียงเฉิง ถามว่าใช่แมวเป้าไหม จึงเป็นการยั่วล้อ จง ฉู่ซี ถึงสัมผัสที่เธอเพิ่งได้รับจากเขาในห้องเก็บของ]