เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1215 จดหมายลาตาย, ตอนที่ 1216 แผ่นดินจีน... แม้แต่นิดเดียวก็เสียไม่ได้

ตอนที่ 1215 จดหมายลาตาย, ตอนที่ 1216 แผ่นดินจีน... แม้แต่นิดเดียวก็เสียไม่ได้

ตอนที่ 1215 จดหมายลาตาย, ตอนที่ 1216 แผ่นดินจีน... แม้แต่นิดเดียวก็เสียไม่ได้


ตอนที่ 1215 จดหมายลาตาย

น้ำตาของลูกผู้ชาย... ไหลรินอาบแก้ม เจียง เจี้ยนหมิง อย่างไม่อาจกลั้น

เจียงเฉิง หันไปมองแม่... หลี่ย่าน ที่ปกติเข้มแข็งดั่งหินผา ตอนนี้หน้าซีดเผือด น้ำตาไหลพรากเหมือนทำนบแตก สะอื้นจนตัวโยน หายใจแทบไม่ทัน เธอตกใจจนลืมปลอบสามีที่กำลังยืนโศกเศร้าอยู่ข้างๆ

ไม่ใช่แค่พวกเขา... แม้แต่ ชิวเจิ้ง บนรถเข็น ก็ร้องไห้จนตัวสั่นเทิ้ม น้ำตาไหลพรูออกมาเหมือนเขื่อนแตก แต่ใบหน้าที่นองน้ำตานั้น กลับฉีกยิ้มกว้าง... สายตาจับจ้องไปที่เพื่อนรักไม่วางตา เสียงหัวเราะแห่งความปีติที่ได้พบหน้า ผสมปนเปกับเสียงร้องไห้แห่งความขมขื่นจากความทุกข์ทรมานที่แบกรับมานานปี ราวกับต้องการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมาในคราวเดียว

ไม่มีใครเอ่ยคำพูดใด… สองเพื่อนรักยืนจ้องตากันผ่านม่านน้ำตา ระยะห่างเพียงไม่กี่เมตร แต่เหมือนถูกกั้นด้วยกำแพงแห่งความเจ็บปวด

บนใบหน้าบิดเบี้ยวจากแผลไฟไหม้ของ ชิวเจิ้ง... ความรู้สึกที่แสดงออกมามันช่างดูน่าเวทนาและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อ เจียงเฉิง มองเห็นน้ำตาของพ่อกับแม่... และร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์บนตัวคุณลุง ขอบตาของเขาก็ร้อนผ่าว น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาด้วยความสงสารจับใจ

ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่า... ชายคนนี้คือ ชิวเจิ้ง เพื่อนรักของพ่อจริงๆ และเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อกี้พ่อถึงหยุดยืนลังเลอยู่ที่หน้าปากซอย พ่อไม่ได้แค่รำลึกความหลัง... แต่พ่อ ‘กลัว’ กลัวที่จะต้องมารับรู้ความจริงที่โหดร้ายแบบนี้...

………………………………………

ชิว อี้เหอ ยืนมองผู้เป็นพ่อที่กำลังร้องไห้ปานจะขาดใจ เมื่อตั้งสติได้เธอก็รีบปราดเข้าไปหาด้วยสีหน้ากังวลปนเวทนา ทว่ามือที่เอื้อมไปลูบหลังปลอบโยนนั้นกลับดูเกร็งค้างและแฝงไปด้วยระยะห่างที่ผิดธรรมชาติ: “คุณพ่อคะ... อย่าร้องไห้เลย... หมอกำชับไว้แล้วนะว่าห้ามคุณพ่อตื่นเต้นเกินไป”

เจียงเฉิง ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางนั้น แปลกแฮะ... ปฏิกิริยาระหว่างพ่อลูกคู่นี้มันดูขัดๆ เขินๆ พิกล ดูมีความเกรงใจและห่างเหิน ไม่เหมือนความสัมพันธ์พ่อลูกทั่วไปที่สนิทสนมกัน

คำเตือนของลูกสาวเพื่อนทำให้ เจียง เจี้ยนหมิง ได้สติ หน้าเขาซีดลงด้วยความตกใจ รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ บังคับตัวเองให้หยุดร้องไห้ เขาพุ่งตัวเข้าไปกอดร่างผอมบางของเพื่อนรักไว้แน่น เสียงสั่นเครือด้วยความห่วงใย: “เหล่าชิว... ทำไมถึงเป็นแบบนี้... ไม่ต้องร้องแล้ว... เราต้องเข้มแข็ง... นายต้องฟังหมอนะ!”

ชิวเจิ้ง ใช้มือข้างเดียวที่เหลืออยู่ กอดตอบเพื่อนรัก เสียงแหบพร่าสะอื้นไห้: “ฉันไม่นึกเลยว่าชาตินี้จะมีวาสนาได้เจอนายอีก... แค่นี้ฉันก็ตายตาหลับแล้ว...”

เจียง เจี้ยนหมิง ตบไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน แล้วลุกขึ้นไปเข็นรถวีลแชร์พาเพื่อนเข้าไปในห้องรับแขกที่อบอุ่น

เมื่อได้มานั่งคุยกันดีๆ... เจียง เจี้ยนหมิง ก็ได้เห็นสภาพเพื่อนชัดๆ อีกครั้ง ศีรษะล้านเลี่ยนไร้ผม... เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นตะปุ่มตะป่ำจากไฟคลอกที่น่าสยดสยอง เห็นแล้วหัวใจ เจียง เจี้ยนหมิง ก็บีบตัวแน่นด้วยความเจ็บปวดและโกรธแค้น แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ดุร้ายดั่งเสือที่พร้อมจะขย้ำศัตรู

เขากัดฟันถามเสียงเข้ม: “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?! ...ในจดหมายนายบอกแค่ว่า ‘บาดเจ็บจนต้องปลดประจำการ’ ไม่ใช่เหรอ? ...ทำไมถึงได้สาหัสสากรรจ์ขนาดนี้?!”

เห็นแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้นของเพื่อนรัก... ชิวเจิ้ง ก็พยายามข่มอารมณ์ตัวเอง เขาสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้สงบนิ่ง แล้วผายมือเชิญ: “ใจเย็นๆ ก่อนเหล่าเจียง... นั่งลงก่อน... พี่สะใภ้ เชิญนั่งครับ... หลานเจียงก็นั่งด้วยสิ”

เจียงเฉิง โค้งศีรษะให้เล็กน้อย: “ขอบคุณครับคุณลุงชิว”

พอนั่งลงปุ๊บ... เจียง เจี้ยนหมิง ก็ถามย้ำทันที เหมือนปืนกลที่รัวกระสุน: “เล่ามาสิ! ...ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่?”

ชิวเจิ้ง ก้มหน้าลงเงียบไปครู่หนึ่ง... เหมือนกำลังรวบรวมความกล้าที่จะขุดคุ้ยบาดแผลในอดีต เขากระแอมเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้น แววตาเหม่อลอยคล้ายกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น:

“หลังจากนายออกจากปักกิ่ง... ฉันก็ได้เป็นนักบินสมใจ... และตอนอายุ 36 ฉันก็ได้เลื่อนขั้นเป็นนักบินระดับเอซ(1)

“จริงๆ แล้ว... เมื่อ 16 ปีก่อน ฉันเคยเขียนจดหมายหานายฉบับหนึ่ง... แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ส่ง”

เจียง เจี้ยนหมิง ขมวดคิ้ว: “จดหมายอะไร?”

ชิวเจิ้ง ตอบเสียงเรียบ: “จดหมายลาตาย (พินัยกรรม)”

สมองของ เจียง เจี้ยนหมิง ประมวลผลอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นตกตะลึง: “จดหมายลาตาย? ...เมื่อ 16 ปีก่อน? ...หรือว่านายบาดเจ็บจากภารกิจ ‘วิกฤตการณ์ทางทะเล’ ครั้งนั้น?!”

ชิวเจิ้ง พยักหน้าช้าๆ แววตาหม่นหมอง: “ใช่... ตอนนั้นอเมริกาขน กองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ พร้อมเครื่องบินรบ 150 ลำ, เรือลาดตระเวน 5 ลำ, เรือพิฆาต 7 ลำ และเรือส่งกำลังบำรุงอีก 1 ลำ... มาประชิดแนวชายฝั่งของเรา”

“ใต้ทะเลยังมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์โจมตีอีกหลายลำ... ข่าวกรองบอกว่าพวกมันขู่จะยึดเกาะของเรา และขู่จะใช้ขีปนาวุธถล่มสนามบินชายฝั่ง... ห่างออกไป 300 ไมล์ทะเล ยังมีเรือยกพลขึ้นบกพร้อมนาวิกโยธินอีก 3,000 นาย เตรียมบุก”

เจียง เจี้ยนหมิง พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด: “ฉันรู้... นั่นมันเป็นการเผชิญหน้าทางทหารที่ใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย... ตอนนั้นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของเรายังสร้างไม่เสร็จ ส่วนลำที่ซื้อมาดัดแปลงก็ยังไม่พร้อมรบ... กองทัพเรืออเมริกานี่มันเบอร์ 1 ของโลก... ต่อให้สู้ในบ้านเรา โอกาสชนะก็น้อยมาก”

ชิวเจิ้ง กำมือที่เหลืออยู่แน่น... ความทรงจำอันตึงเครียดไหลย้อนกลับมา: “ตอนนั้น... ประเทศเราระดมกำลังทางทหารทั้งหมดที่มี... เรียกได้ว่าเรือรบแทบทุกลำในประเทศ ถูกสั่งให้มารวมตัวกันที่แนวหน้า”

เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความภาคภูมิใจระคนเจ็บปวด: “เราเตรียมใจสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด... กองทัพส่งพลเรือเอก 4 ท่านไปบัญชาการที่แนวหน้าด้วยตัวเอง... ทุกคนเตรียมตัวที่จะไปแล้วไม่ได้กลับ...”

“เมื่อชาติต้องการ... ไม่มีทหารคนไหนถอยหนี... แม้แต่ทหารที่ปลดประจำการไปแล้ว พอได้รับหมายเรียกตัว... พวกเขาก็รีบกลับมารายงานตัวทันทีโดยไม่ลังเล”

“ตอนได้รับภารกิจ... ทหารทุกนายถูกสั่งให้ ‘เขียนจดหมายลาตาย’ ...และได้รับแจก ‘ถุงห่อศพ’ คนละใบ... เตรียมพร้อมสละชีพเพื่อชาติได้ทุกวินาที”

………………………………………

(1)[นักบินระดับ Ace (王牌飛行員) – โดยทั่วไปจะใช้เรียกนักบินที่สามารถยิงเครื่องบินศัตรูตกได้อย่างน้อย 5 ลำขึ้นไป ในที่นี้สื่อถึง ชิวเจิ้ง ที่เป็น ‘สมบัติล้ำค่า’ ของกองทัพในขณะนั้น]

………………………………………

ตอนที่ 1216 แผ่นดินจีน... แม้แต่นิดเดียวก็เสียไม่ได้

เมื่อได้ฟังเรื่องราว... จมูกของ เจียงเฉิง ก็แสบร้อนขึ้นมาดื้อๆ เขาเคยอ่านเจอข่าวนี้ผ่านตาในอินเทอร์เน็ตมาบ้าง…

จำได้ว่าในวันนั้น... สถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศยังคงฉายการ์ตูนเรื่อง ‘Boonie Bears’ ตามปกติ ประชาชนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข โดยไม่รู้เลยว่า… ณ ท้องทะเลอันไกลโพ้น คลื่นลมแห่งสงครามกำลังโหมกระหน่ำจนแทบจะกลืนกินแผ่นดิน!

ชิวเจิ้ง เล่าต่อด้วยแววตาที่เป็นประกาย แม้ร่างกายจะพิการ:

“ตอนที่ฉันขับเครื่องบินรบ บินโฉบเข้าไปเหนือเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาเพื่อเก็บข้อมูล... พูดตามตรงนะ มือฉันสั่นไปหมด... แต่ฉันก็ไม่หยุดบิน”

“ฉันจำประโยคหนึ่งที่เราเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ตอนเด็กๆ ได้แม่น... ‘มีชาติจึงมีบ้าน’”

“เมื่อมองลงไปเห็นฝูงเครื่องบินรบนับร้อยลำบนดาดฟ้าเรือพวกมัน... ในหัวฉันมีแค่ความคิดเดียว ‘ประเทศต้องการฉัน... บ้านของฉันต้องการฉัน... ลูกผู้ชายตายที่ไหนก็ฝังที่นั่นได้เหมือนกัน’

“ต่อให้ร่างฉันต้องแหลกเหลวกลางอากาศ หรือจมดิ่งลงสู่ก้นมหาสมุทร... เลือดเนื้อของฉันก็จะกลายเป็นกำแพงปกป้องมาตุภูมิ... สำหรับฉัน มันคือความตายที่มีความหมายที่สุด”

เสียงของเขาหนักแน่นดุจหินผา: “ลูกผู้ชายชาวจีนไม่มีวันถอย! ...แผ่นดินจีน... แม้แต่นิดเดียวก็เสียให้ใครไม่ได้!”

สิ้นเสียงคำปฏิญาณอันห้าวหาญ… ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน แม้แต่ ชิว อี้เหอ ที่ปกติดื้อรั้นและเข้มแข็ง ก็ก้มหน้าลงซ่อนน้ำตา

เจียง เจี้ยนหมิง สะอื้นไห้ เสียงสั่นเครือ: “ความสงบสุขจอมปลอมที่เราเสพสุขกันอยู่ทุกวันนี้... ล้วนแลกมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของพวกนายทั้งนั้น...”

ชิวเจิ้ง ก้มมองมือขวาที่เหลือเพียงครึ่งท่อน แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อน แล้วยิ้มบางๆ: “อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิเหล่าเจียง... ฉันไม่เคยเสียใจเลยสักนิด”

“เรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นข่าว... แต่วันนั้นมีนักบินที่ประสบเหตุเหมือนฉันอีกหลายคน... คนที่อายุน้อยที่สุดเพิ่งจะ 23 ปีเอง... ฐานะทางบ้านเขาสูงส่งกว่าฉันมาก เป็นถึงลูกหลานตระกูลใหญ่... แต่เขาก็แลกชีวิตเพื่อชาติเหมือนกัน... ในสนามรบ พวกเราเท่าเทียมกันหมด เพราะเราสู้เพื่อธงชาติผืนเดียวกัน!”

เจียง เจี้ยนหมิง ส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด: “ฉันเถียงนายไม่ชนะหรอก... ฉันเข้าใจอุดมการณ์ของนายดี... แต่พอเห็นสภาพนายแบบนี้... ใจฉันมันเจ็บว่ะเพื่อน”

ชิวเจิ้ง ยิ้มปลอบใจ: “อย่าคิดมากเลยเพื่อน... นี่เป็นทางที่ฉันเลือกเอง... รอดมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่ากำไรแล้ว จะมีก็แค่... บางทีฉันก็รู้สึกผิดต่อพ่อแม่... ตอนเขียนจดหมายลาตาย ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเขียนถึงพวกท่านด้วยซ้ำ...”

แววตาที่เคยเด็ดเดี่ยว หม่นแสงลงทันทีเมื่อพูดถึงครอบครัว เสียงของเขาแผ่วเบาและแหบพร่า: “นายก็รู้... พ่อแม่ฉันมีลูก 5 คน... ตายตอนเด็กไป 2... เหลือ 3 หน่อ... พี่ชายคนโตกับคนรองของฉัน ก็ตายในสนามรบที่ชายแดนไปหมดแล้ว...”

“ฉันจำได้ว่าตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย... คะแนนเราสองคนพอๆ กัน... นายเลือกเรียนชิงหัว ...ส่วนฉันเลือกมหาวิทยาลัยการบิน”

เจียง เจี้ยนหมิง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ: “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้... ฉันน่าจะมัดมือนาย ลากไปเรียนชิงหัวด้วยกันซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว!”

เจียงเฉิง เบิกตากว้าง โห... พ่อเราเป็นเด็กเทพเหรอเนี่ย? สอบติดชิงหัว! แต่ก็นะ... ถ้าพ่อมีทะเบียนบ้านปักกิ่ง การสอบเข้าชิงหัวก็ง่ายกว่าเด็กต่างจังหวัดอย่างเสฉวนเยอะ ทรัพยากรมันต่างกัน

ชิวเจิ้ง ส่ายหน้า: “ฉันไม่เหมือนนาย... นายเกิดมาเพื่อเป็นนักปกครอง เป็นผู้นำ... ส่วนฉัน... หัวสมองฉันมันคิดเรื่องซับซ้อนไม่เก่ง... ถ้าย้อนกลับไปได้ ฉันก็คงเลือกเป็นนักบินเหมือนเดิม”

“ตอนนั้นพ่อแม่คัดค้านหัวชนฝา... แม้แต่นายเอง พอรู้ว่าฉันได้ใบตอบรับเข้าเรียนการบิน... นายก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แทบจะตัดเพื่อนกับฉัน”

นึกถึงอดีต... ขอบตา ชิวเจิ้ง ก็แดงก่ำอีกครั้ง เจียง เจี้ยนหมิง ทนฟังไม่ไหว น้ำตาไหลพรากออกมาอีกรอบ: “ก็ตอนนั้น... พ่อแม่นายบอกว่าเหลือลูกชายแค่คนเดียวแล้ว... ไม่อยากให้ไปเสี่ยงตายอีก... พวกท่านแค่อยากให้อยู่สืบสกุล... แล้วดูสิ... ฉันมีหน้าไปเจอพวกท่านไหม?”

“ฉันรู้สึกผิดต่อพ่อแม่... จนป่านนี้พวกท่านยังไม่รู้เลยว่าฉันเคยไปรบ... และฉันก็รู้สึกผิดต่อเสี่ยวเหอ... แกยังเด็กแท้ๆ แม่ก็ไม่มี... ยังต้องมาดูแลคนพิการแบบฉันอีก...”

เจียงเฉิง ที่ปกติใจแข็ง พอได้ยินประโยคนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะปาดน้ำตา ชิว อี้เหอ ที่ยืนฟังอยู่ พยายามจะพูดปลอบพ่อ แต่ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออกสักคำ

หลี่ย่าน เห็นท่าทางน่าสงสารของหลานสาว เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อทำลายบรรยากาศโศกเศร้า: “เสี่ยวเหอ... ไม่ต้องชงชาแล้วลูก... มานี่มา... มานั่งข้างๆ ป้าเร็ว”

“ตอนหนูยังแบเบาะ ป้าเคยอุ้มหนูด้วยนะ... เสียดายที่หนูย้ายมาเซี่ยงไฮ้ซะก่อน... เผลอแป๊บเดียว โตเป็นสาวสวยขนาดนี้แล้ว”

เจียงเฉิง เพิ่งเคยได้ยินแม่ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนขนาดนี้เป็นครั้งแรก ปกติแม่เสียงดังฟังชัดตลอด

ชิว อี้เหอ ยิ้มตอบอย่างมารยาทงาม: “ไม่เป็นไรค่ะคุณป้าหลี่... หนูเพิ่งชงชาให้คุณพ่อพอดี มันยังร้อนอยู่เลยค่ะ”

หลี่ย่าน ชมเปาะ: “เด็กดีจริงๆ... หน้าตาก็สวย... ตาแก่นี่พูดถูกจริงๆ หนูหน้าเหมือนพ่อเปี๊ยบเลย”

ชิวเจิ้ง มองลูกสาวด้วยความภาคภูมิใจ แล้วหันมามอง เจียงเฉิง บ้าง: “เห็นเจ้าหนูเจียงเฉิง... ก็เหมือนเห็นนายตอนหนุ่มๆ เลยนะเหล่าเจียง... ดีจริงๆ”

สองเพื่อนรักตบไหล่ให้กำลังใจกัน ชิวเจิ้ง หันไปทักทาย หลี่ย่าน: “พี่สะใภ้ครับ... ผ่านไปตั้งหลายปีพี่ยังดูไม่เปลี่ยนเลยนะ”

หลี่ย่าน ที่กำลังซับน้ำตาด้วยทิชชู ยิ้มรับทั้งน้ำตา ชิว อี้เหอ รีบยกน้ำชามาเสิร์ฟ วางลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล แล้วมานั่งลงข้างๆ หลี่ย่าน อย่างว่าง่าย

แต่ทว่า… ทันทีที่นั่งลง... สายตาของเธอก็เผลอเหลือบไปมอง เจียงเฉิง โดยสัญชาตญาณ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านในใจ ทำไมบรรยากาศมันเหมือน... พาแฟนมาเปิดตัวกับผู้ใหญ่ยังไงก็ไม่รู้?

หลี่ย่าน จับมือ ชิว อี้เหอ ไว้ ถามไถ่อย่างเอ็นดู: “หนูอายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ?”

ชิว อี้เหอ ยิ้มหวานตอบ: “หนู 20 ค่ะ... หลังปีใหม่นี้ก็ 21 แล้วค่ะ”

“อ๋อ... งั้นก็แก่กว่าเจียงเฉิงนิดหน่อย” หลี่ย่าน พยักหน้า

แล้วจู่ๆ เธอก็ขมวดคิ้ว สงสัย: “เอ๊ะ? ...เดี๋ยวนะ... หนูเพิ่ง 21 เองเหรอ? ...ทำไมเรียนจบเร็วจัง?”

รอยยิ้มบนหน้า ชิว อี้เหอ แข็งค้างไปชั่วขณะ ดูเหมือนเธอจะไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ ก็ได้แต่ตอบเสียงอ้อมแอ้ม: “เอ่อ... คือหนูเรียนจบแล้วค่ะคุณป้า”

ชิวเจิ้ง รีบช่วยอธิบายแทนลูกสาว: “ยัยหนูนี่ดื้อครับ... จบ ม.ต้น แล้วไม่ยอมต่อ ม.ปลาย... ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน ปู่ย่าก็ตามใจหลาน... แกเลยแอบไปสอบเข้าโรงเรียนตำรวจ (หลักสูตร 3+2) ...เรียน 5 ปี จบมาได้วุฒิอนุปริญญา... เพิ่งจบเมื่อปีที่แล้วนี่เองครับ”

ได้ยินคำว่า ‘โรงเรียนตำรวจ’ สีหน้าของ หลี่ย่าน ก็ฉายแววกังวล เธอบีบมือ ชิว อี้เหอ เบาๆ เตือนด้วยความหวังดี: “ตายจริง... เป็นตำรวจงานหนักและอันตรายนะลูก... เวลาออกปฏิบัติหน้าที่ต้องระวังตัวให้มากๆ นะ รู้ไหม?”

ชิว อี้เหอ ยิ้มเจื่อนๆ พยักหน้ารับ: “ขอบคุณค่ะคุณป้าที่เป็นห่วง”

แต่ทว่า… ชิวเจิ้ง กลับทำหน้าแปลกๆ รีบแย้งขึ้นมาทันควัน: “ไม่ใช่ครับพี่สะใภ้! ...เสี่ยวเหอไม่ได้เป็นตำรวจครับ! ...ผมไม่ยอมให้แกทำงานเสี่ยงอันตรายแบบนั้นหรอก... ผมบังคับให้แกไปสอบราชการ... ตอนนี้แกทำงานนั่งโต๊ะอยู่ที่กรมสรรพากรครับ!”

ขวับ! สิ้นเสียง ชิวเจิ้ง… สายตาของ เจียง เจี้ยนหมิง, หลี่ย่านและเจียงเฉิง ต่างหันขวับมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย!

สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยคำถาม อ้าวเฮ้ย... ก็เมื่อวาน… พวกเราเห็นยัยหนูนี่ใส่ชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ… ยืนจูงหมาบีเกิ้ล ‘เอ้อร์โก่ว’ ดมกลิ่นหาระเบิดอยู่ที่สนามบินไม่ใช่เหรอ?!

ทำงานสรรพากรบ้านไหนไปจูงหมาดมระเบิดวะ?

เจียงเฉิง เลิกคิ้วสูง ริมฝีปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เขามอง ชิว อี้เหอ ด้วยสายตาจับผิดแบบจะจะ…

จบบทที่ ตอนที่ 1215 จดหมายลาตาย, ตอนที่ 1216 แผ่นดินจีน... แม้แต่นิดเดียวก็เสียไม่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว