- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1071 แฟนของเธอเหรอ?, ตอนที่ 1072 ลูกชายคนเดียวคือของดี
ตอนที่ 1071 แฟนของเธอเหรอ?, ตอนที่ 1072 ลูกชายคนเดียวคือของดี
ตอนที่ 1071 แฟนของเธอเหรอ?, ตอนที่ 1072 ลูกชายคนเดียวคือของดี
ตอนที่ 1071 แฟนของเธอเหรอ?
คุณย่าหวัง เบิกตาโต ขึ้นเสียงสูงเถียงคอเป็นเอ็น: “ฉันจะจำคนผิดได้ยังไง?? ...ฉันยังสติดีอยู่นะยะ! จะบอกให้นะ ถ้าปีนี้แกยังไม่แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ฉันจะไม่นับแกเป็นลูกสาวอีกต่อไปแล้ว!”
จ้าว หลิงเอ๋อร์ พยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าว: “ค่าๆๆ... หนูทราบแล้วค่ะคุณแม่ (ย่า) อย่าเพิ่งโกรธสิคะ... งั้นเรากลับบ้านกันก่อนดีไหม? คุณแม่ไม่ได้กลับบ้านตั้งหลายวันแล้วนะ”
แต่คุณย่าหวังยังคงดื้อดึง ส่ายหน้าดิก กอดอกทำแก้มป่องเหมือนเด็กเอาแต่ใจ: “กลับบ้านอะไรกัน! ฉันไม่กลับ! ...ขืนกลับไปก็มีแต่จะอกแตกตาย... ดูลูกสาวบ้านอื่นสิ มีใครเหมือนแกบ้าง อายุปาเข้าไป 30 กว่าแล้วยังหาผัวไม่ได้สักคน!”
บ่นเสร็จ คุณย่าหวังก็เหลือบไปเห็น เจียงเฉิง ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ เธอกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสนใจ: “แล้วนี่ใคร??”
จ้าว หลิงเอ๋อร์ เห็นช่องทางรอด จึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที เธอหันไปขยิบตาให้ เจียงเฉิง ด้วยดวงตากลมโตที่ชุ่มฉ่ำ แล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พูดเสียงอ้อนกับหญิงชราผมขาวท่าทางใจดีข้างๆ: “คุณแม่ (ย่า) คะ... นี่แฟนหนูเองค่ะ”
ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ เจียงเฉิง ก็สวมบทบาททันควัน เขาโอบไหล่บางของ จ้าว หลิงเอ๋อร์ อย่างเป็นธรรมชาติ แล้วก้มศีรษะทักทายอย่างสุภาพนอบน้อม: “สวัสดีครับคุณป้า (ย่า)... ผมชื่อเจียงเฉิงครับ เป็นแฟนของเธอ... ยินดีที่ได้พบนะครับ”
คุณย่าหวังสวมชุดกี่เพ้าลวดลายวิจิตร ดูมีสง่าราศีแบบผู้ดีเก่า แม้บทสนทนาก่อนหน้าจะบ่งบอกถึงอาการอัลไซเมอร์ แต่กิริยาท่าทางที่สุภาพเรียบร้อย การพูดจาฉะฉานชัดเจน บวกกับสภาพแวดล้อมของบ้านพักคนชราที่ดูหรูหราสะดวกสบาย ทำให้พอเดาได้ว่า ฐานะทางบ้านของ จ้าว หลิงเอ๋อร์ น่าจะไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็น่าจะเป็นชนชั้นกลาง
ก็แหงล่ะ... บ้านที่ส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอกได้ ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
จู่ๆ โดน เจียงเฉิง โอบไหล่เข้าให้ แก้มของ จ้าว หลิงเอ๋อร์ ก็แดงซ่านขึ้นมาทันที ราวกับมีกระแสไฟวิ่งผ่านร่าง หัวใจเจ้ากรรมก็เต้นแรงผิดจังหวะโดยไม่รู้ตัว
คุณย่าหวังได้ยินคำตอบก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นจะลุกโชนขึ้นมาราวกับคบเพลิงที่ถูกจุดไฟ ใบหน้าเหี่ยวย่นเปล่งประกายด้วยความปิติยินดี
เธอหันขวับไปหาคุณยายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นเต้น: “ได้ยินไหม?? ...ได้ยินหรือเปล่า?? นังหนูของฉันหาแฟนได้แล้วนะ!”
คุณยายข้างๆ ก็ยิ้มแก้มปริ พลอยดีใจไปด้วย: “โห... ดีจริงๆ! ดีใจด้วยนะพี่หวัง! ...ทีนี้พี่ก็ไม่ต้องมานั่งบ่นเรื่องนี้ให้ฉันฟังทุกวันแล้วสินะ” ว่าแล้วก็ตบหลังมือคุณย่าหวังเบาๆ เป็นการแสดงความยินดี
“โธ่เอ๊ย... เธอไม่รู้หรอก ชาตินี้ฉันไม่มีห่วงอะไรแล้ว มีแต่เรื่องนังลูกคนนี้แหละที่ค้างคาใจอยู่”
คุณย่าหวังเอามือกุมอก พยายามระงับความตื่นเต้นที่เอ่อล้น จ้าว หลิงเอ๋อร์ รีบทักทายคุณยายเพื่อนบ้าน: “สวัสดีตอนเที่ยงค่ะคุณย่าจ้าว”
คุณย่าจ้าวยิ้มตาหยีอย่างเอ็นดู: “อ้าว... นังหนูหลิงเอ๋อร์ มารับคุณย่ากลับบ้านอีกแล้วเหรอจ๊ะ?”
จ้าว หลิงเอ๋อร์ ขยับเข้าไปกระซิบถามคุณย่าจ้าวเบาๆ: “ใช่ค่ะ... ช่วงนี้คุณย่าเป็นยังไงบ้างคะ? ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครใช่ไหม?”
คุณย่าจ้าวโบกมือหัวเราะร่า: “ไม่หรอกๆ... ก็เหมือนเดิมแหละจ้ะ บางทีก็หลงๆ ลืมๆ จำทิศจำทางไม่ได้บ้าง... แต่ไม่ต้องห่วงนะ เจ้าหน้าที่ที่นี่เขาดูแลดีมาก ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
พูดจบ คุณย่าจ้าวก็ขยับเข้าไปใกล้ เจียงเฉิง จ้องหน้าเขาแล้วยิ้มแป้น: “นี่แฟนหนูจริงๆ เหรอเนี่ย? ...หล่อเหลาเอาการเลยนะ พ่อหนุ่ม... ใช้ได้ๆ”
คราวนี้ จ้าว หลิงเอ๋อร์ หน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู เธออ้าปากจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ... แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะคุณย่าหวังมือไวกว่า คว้าแขนเธอดึงไปกระซิบถามเสียงเครียด: “นังลูกบ้า! ...นี่แฟนแกจริงๆ ใช่ไหม??”
จ้าว หลิงเอ๋อร์ พยักหน้าหงึกๆ ยืนยันหนักแน่น: “ใช่สิคะ... หล่อไหมล่ะคุณแม่?”
“หน้าตาก็ดีอยู่หรอก... แต่เขามาชอบคนอย่างแกได้ยังไง??”
เจอคำถามแทงใจดำ จ้าว หลิงเอ๋อร์ ก็หน้ามุ่ย เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้: “อ้าวคุณแม่! ...หนูก็หน้าตาดีเหมือนกันนะ! เขาก็ต้องชอบที่ความสวยของหนูสิคะ”
พูดจบก็สะบัดผมโชว์ความมั่นใจไปหนึ่งที แต่คุณย่าหวังกลับไม่ซื้อ เอานิ้วจิ้มหน้าผากลูกสาว (หลาน) อย่างหมั่นไส้: “ดูสารรูปตัวเองบ้าง... ผู้ชายเขาสูงร้อยกว่า ตัวใหญ่บึ้ก แถมดูยังหนุ่มยังแน่น... ส่วนแกอายุปาเข้าไป 30 กว่าจะ 40 แล้ว ยังจะมาหลงตัวเองอีก... ฉันจะบอกให้นะ เจอของดีแบบนี้ต้องรักษาไว้ให้ดีๆ เข้าใจไหม!”
จ้าว หลิงเอ๋อร์ กรอกตามองบนอย่างจนใจ: “รู้แล้วค่า... งั้นเรากลับบ้านกันก่อนได้ไหมคะ? หนูซื้อเหล้าข้าวหมักน้ำผึ้งของโปรดคุณแม่มาด้วยนะ”
“จะรีบกลับไปทำไม? ...อุตส่าห์มีแฟนทั้งที ทำไมไม่ไปเดตกัน มาขลุกอยู่กับคนแก่ทำไม? ...เดี๋ยวฉันกลับเองได้ แกไม่ต้องมายุ่ง!”
“แล้วคุณแม่จำทางกลับบ้านได้เหรอคะ??”
โดนย้อนถามแบบนี้ คุณย่าหวังก็ชะงักไป แล้วก็โวยวายกลบเกลื่อน: “พูดจาบ้าบอ! ...ทำไมฉันจะจำทางกลับบ้านตัวเองไม่ได้?”
แต่พอด่าจบ... เธอก็เงียบเสียงลง เอียงคอทำหน้าครุ่นคิด คิ้วเริ่มขมวดมุ่น สีหน้าเริ่มเครียดขึ้นเรื่อยๆ ปากก็พึมพำกับตัวเอง: “เออว่ะ... ทางกลับบ้านมันไปทางไหนนะ? ...ทำไม... ทำไมฉันนึกไม่ออก…”
เห็นท่าไม่ดี จ้าว หลิงเอ๋อร์ ก็ใจหายวาบ นึกด่าตัวเองในใจที่ปากไวไปหน่อย เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเสียงอ่อน: “นึกไม่ออกก็ช่างมันเถอะค่ะคุณแม่... เรา... เราไปนั่งพักตรงโน้นก่อนดีกว่าเนอะ วันนี้มีแขกมาด้วยนะ”
พอเปลี่ยนเรื่องสำเร็จ คุณย่าหวังที่กำลังเครียดก็ผ่อนคลายลง เธอหันมากวักมือเรียก เจียงเฉิง ด้วยรอยยิ้ม “มาๆๆ พ่อหนุ่ม... ขอโทษทีนะลูก มานั่งพักตรงนี้ก่อน มาๆ” แล้วเธอก็เดินนำไปที่ศาลาริมน้ำ
……………………………………
ทั้งสามคนนั่งลงบนม้านั่งหินในศาลา ยังไม่ทันก้นจะร้อน... บรรดาผู้สูงอายุในละแวกนั้นก็กรูกันเข้ามาล้อมวง ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส จ้องมอง จ้าว หลิงเอ๋อร์และเจียงเฉิง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วเริ่มยิงคำถามรัวๆ
เจอสถานการณ์แบบนี้เข้าไป จ้าว หลิงเอ๋อร์ ก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เธอแค่อยากจะกล่อมคุณย่ากลับบ้าน... ไม่ได้อยากมาจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแฟนสักหน่อย!
เห็น จ้าว หลิงเอ๋อร์ หน้าแดงทำอะไรไม่ถูก เจียงเฉิง ก็ยิ้มมุมปาก แล้วช่วยตอบแทน: “สวัสดีครับคุณปู่คุณย่าทุกท่าน... ผมเป็นแฟนของหลิงเอ๋อร์ครับ ขอบคุณพวกท่านมากนะครับที่ช่วยดูแลคุณย่าหวังมาตลอด”
คำพูดสุภาพนอบน้อมและท่าทีสง่าผ่าเผยของ เจียงเฉิง เรียกเสียงฮือฮาชื่นชมจากเหล่าคนแก่ได้ทันที
คุณปู่ผมขาวลูบเครา พยักหน้าหงึกๆ: “ใช้ได้! ใช้ได้! ...พ่อหนุ่มคนนี้หน่วยก้านดี หน้าตาก็หล่อเหลาดูภูมิฐาน”
คุณยายอีกคนเสริม: “เหมาะสมกันจริงๆ... หลิงเอ๋อร์เป็นเด็กกตัญญู มาเยี่ยมย่าทุกวันสองวัน พวกเราอิจฉาจะตายอยู่แล้ว... ได้แฟนดีๆ แบบนี้ก็สมควรแล้วล่ะ”
คุณตาตัวเล็กแต่ท่าทางกระฉับกระเฉง ยกนิ้วโป้งให้คุณย่าหวัง: “หวังเจวียน... เธอโชคดีจริงๆ ได้หลานเขยหน้าตาดีขนาดนี้”
ได้ยินคำชม คุณย่าหวังก็ยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียม ตาหยีจนเป็นเส้นตรง แต่ก็ไม่วายแกล้งดุแก้เขิน: “พูดอะไรเลอะเทอะ... แกนี่แก่จนเลอะเลือนแล้วเหรอ? นี่มัน ‘ลูกเขย’ ย่ะ ไม่ใช่หลานเขย!”
ทุกคนชินกับอาการหลงลืมของคุณย่าหวังแล้ว จึงไม่มีใครขัดคอ ต่างเออออห่อหมกไปตามน้ำ: “เออๆๆ ใช่ๆๆ ฉันจำผิดเอง... ลูกเขยๆ”
บรรยากาศในศาลาเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น
จ้าว หลิงเอ๋อร์ รีบแกะถุงอาหารที่ซื้อมา วางเรียงรายบนโต๊ะหิน ชักชวนให้ทุกคนมาทานด้วยกัน เหล่าผู้สูงอายุก็ไม่เกรงใจ ขยับเข้ามาล้อมวง เจียงเฉิง กันแน่นขนัด
เจียงเฉิง รู้สึกแปลกๆ… โตมาจนป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่โดนคนแก่รุมล้อมจ้องมองเหมือนเป็น ‘ลิงในสวนสัตว์’ แบบนี้ แต่ก็เข้าใจได้... สำหรับคนแก่ที่ว่างงาน การได้ส่องแฟนใหม่ลูกหลานชาวบ้านและเม้าท์มอยถือเป็นความบันเทิงสูงสุดในชีวิตแล้ว
คุณย่าหวังรีบดันจานอาหารมาตรงหน้า เจียงเฉิง: “กินสิลูก... กินเยอะๆ... ว่าแต่แม่ยังไม่ได้ถามชื่อเราเลย?”
“ผมชื่อเจียงเฉิงครับ... เจียง ที่แปลว่าแม่น้ำ และเฉิง ที่แปลว่าซื่อสัตย์”
สิ้นเสียงแนะนำตัว เสียงวิจารณ์ก็ดังเซ็งแซ่:
“เจียงเฉิง... ชื่อดี! ชื่อเพราะมาก!”
“ใช่ๆ... ในคัมภีร์จงยง (中庸) กล่าวไว้ว่า ‘ความจริงใจ คือวิถีแห่งฟ้า... ผู้ที่จริงใจ คือวิถีแห่งมนุษย์’ ...ตั้งชื่อได้ลึกซึ้งขนาดนี้ แสดงว่าพ่อแม่ต้องเป็นผู้มีความรู้สูงแน่ๆ!”
พอได้ยินคำชม คุณย่าหวังก็ยิ่งยิ้มแก้มปริ ภูมิใจประหนึ่งเป็นลูกตัวเอง ส่วน เจียงเฉิง ได้แต่ยิ้มแห้งๆ… ไม่นึกเลยว่าชื่อตัวเองจะมีความหมายลึกซึ้งขนาดนี้... ขอบคุณที่ช่วยตีความให้ดูเท่นะครับคุณปู่
ความอยากรู้อยากเห็นของคุณย่าหวังยังไม่จบ เธอถามต่อทันที: “แล้วเจียงเฉิง... ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วลูก??”
กลัวคุณย่าจะช็อกตาย จ้าว หลิงเอ๋อร์ รีบชิงตอบแทน: “ปีนี้ 27 แล้วค่ะคุณแม่”
ขืนบอกความจริงว่า 19... คุณย่ามีหวังอกแตกตายพอดี อาการอัลไซเมอร์ของคุณย่าไม่ใช่แค่หลงลืม แต่ความทรงจำถอยหลังกลับไปในอดีตด้วย ในหัวของแก... จ้าว หลิงเอ๋อร์ คือลูกสาววัย 30 กว่า ถ้าลูกสาววัย 30 กว่าจะ 40 ไปคบเด็ก 19... มีหวังบ้านแตก!
ได้ยินลูกสาวตอบ คุณย่าหวังก็ค้อนขวับ บ่นพึมพำ: “27 เองเหรอ... เด็กกว่าแกตั้งหลายปี... แต่ก็เอาเถอะ เด็กหน่อยก็ดี ร่างกายจะได้แข็งแรง…”
แล้วเธอก็หันมาถาม เจียงเฉิง ต่อ: “แล้วที่บ้านทำมาหากินอะไรล่ะลูก??”
เจอคำถามสูตรสำเร็จแม่ยายสอบสัมภาษณ์ จ้าว หลิงเอ๋อร์ ก็เริ่มเลิ่กลั่ก เธอมอง เจียงเฉิง อย่างกังวล แล้วรีบตัดบท: “คุณแม่จะถามทำไมคะ??”
คุณย่าหวังทำตาเขียวใส่: “ทำไมจะถามไม่ได้?? ...ฉันเป็นแม่นะยะ ก็ต้องสแกนว่าที่ลูกเขยหน่อยสิ!”
แล้วหันมายิ้มหวานให้ เจียงเฉิง: “แม่แค่ถามดูเฉยๆ... ลูกคงไม่ถือสาคนแก่ใช่ไหมลูก?”
เห็น จ้าว หลิงเอ๋อร์ ทำหน้าไม่ถูก เจียงเฉิง ก็แตะมือเธอเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ แล้วตอบด้วยรอยยิ้มจริงใจ: “ไม่ถือสาครับคุณป้า... พ่อผมเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างครับ ส่วนคุณแม่ช่วยดูบัญชีและดูแลงานหลังบ้านครับ”
เจียงเฉิง พูดความจริงทุกประการ พ่อของเขาเป็นประธานบริษัทก่อสร้างจริงๆ แม้เขาจะระแคะระคายว่าพ่ออาจมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น แต่หน้าฉากก็คือผู้รับเหมา ส่วนแม่ก็คุมบัญชีและคุมเงินในบ้านจริงๆ
จ้าว หลิงเอ๋อร์ ฟังแล้วก็เลิกคิ้วสูง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รู้ข้อมูลครอบครัวของ เจียงเฉิง แต่คำว่า ‘บริษัทก่อสร้าง’ ...มันฟังดูธรรมดาไปหน่อยไหม?
………………………………….
ตอนที่ 1072 ลูกชายคนเดียวคือของดี
ถึงแม้บริษัท ซิงเฉิน จะยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่ จ้าว หลิงเอ๋อร์และเฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ต่างรู้ซึ้งถึงมูลค่าประเมินของมันเป็นอย่างดี
การที่เขาสามารถนำเงินสดมหาศาลขนาดนี้มาลงทุนได้… ถ้าที่บ้านทำธุรกิจก่อสร้างจริง... อย่างน้อยๆ ก็ต้องไม่ใช่บริษัทรับเหมาเอกชนเล็กๆ แน่นอน สเกลมันต้องระดับบิ๊กโปรเจกต์แล้ว!
ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด… เจียงเฉิง ก็เอื้อมมือมากุมมือเล็กๆ ของ จ้าว หลิงเอ๋อร์ ไว้อย่างเปิดเผยและเป็นธรรมชาติ ท่าทางดูสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียว
เห็นแบบนั้น คุณย่าหวังไม่เพียงไม่ขัดใจ แต่มุมปากยังยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง แล้วถามเจาะลึกต่อ: “แล้วตอนนี้... ที่บ้านมีสมาชิกกี่คนล่ะลูก??”
เจียงเฉิง ตอบอย่างซื่อสัตย์: “ครอบครัวผมเรียบง่ายครับ... ผมเป็นลูกชายคนเดียว”
สิ้นเสียงคำตอบ… คุณย่าหวังและบรรดาเหล่ากูรูผู้สูงอายุที่นั่งจับผิดอยู่ข้างๆ ต่างพากันถอนหายใจโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงทันที ราวกับยกภูเขาออกจากอก
สำหรับคนเฒ่าคนแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก… ผู้ชายที่มีฐานะดีและเป็น ‘ลูกชายคนเดียว’ ถือเป็นระดับท็อปเทียร์ในตลาดนัดหาคู่! เรียกว่าเป็นแต้มต่อมหาศาล
เหตุผลก็ง่ายมาก… ครอบครัวแบบนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งชิงมรดกหรือทรัพยากรกับพี่น้องคนอื่น ไม่มีปัญหาพ่อแม่ลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน และถ้าผู้หญิงแต่งเข้าบ้าน... ก็จะมีแค่ปัญหา ‘แม่ผัวลูกสะใภ้’ ให้รับมืออย่างเดียว ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหา ‘พี่สะใภ้น้องผัว’ ให้วุ่นวายใจ
ถ้าโชคดีเจอแม่ผัวที่เข้าใจโลกและใจดีหน่อย... ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็แทบจะเป็นศูนย์ และที่สำคัญที่สุด... เมื่อพ่อแม่สามีแก่เฒ่าและจากไป ทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็จะตกเป็นของลูกหลานสายตรงโดยไม่ต้องหารแบ่งใคร นี่คือสิ่งที่ดึงดูดใจผู้หญิงหลายคนสุดๆ
เสียงวิจารณ์ดังเซ็งแซ่ในทางบวก:
“ดีๆๆ... เป็นลูกโทนน่ะดีที่สุด!”
“ครอบครัวคนน้อยๆ ปัญหาก็น้อยตาม... ถ้าหนูหลิงเอ๋อร์แต่งเข้าไป ก็ไม่ต้องวุ่นวายกับญาติเยอะแยะ”
“แต่ข้อเสียก็มีนะ... ตอนแก่ตัวลงอาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะไม่มีพี่น้องมาช่วยแบ่งเบาภาระดูแลพ่อแม่”
จ้าว หลิงเอ๋อร์ นั่งฟังคำวิจารณ์เหล่านี้เงียบๆ ใบหน้าที่ขาวผ่องดุจหิมะ เริ่มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ ราวกับดอกท้อที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ
ปกติเธอเป็นคนความรู้สึกช้าในเรื่องพวกนี้ (ซื่อบื้อ) แต่ในสถานการณ์ที่ถูก เจียงเฉิง กุมมือแน่นต่อหน้าคนเยอะแยะ แถมยังมีสายตาอยากรู้อยากเห็นนับสิบคู่จ้องมองมา… ความรู้สึกขัดเขินก็ถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นสึนามิ จนเธอทำตัวไม่ถูก
สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของ เจียงเฉิง... ทำให้ จ้าว หลิงเอ๋อร์ เกิดภาพลวงตาแวบหนึ่ง เหมือนว่าเขาเป็นแฟนของเธอจริงๆ...
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา มันก็ลุกลามไปทั่วใจเหมือนวัชพืชที่โตเร็ว ยิ่งได้ฟังการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียจากเหล่ากูรูสูงวัย... จิตใจของเธอก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิง เริ่มคิดไปไกล
ถ้าท่านประธานเจียงเป็นแฟนเราจริงๆ... มันก็ไม่เลวเลยนะ ทางบ้านฐานะดี... ที่สำคัญคือหล่อมาก! นิสัยก็ดี อ่อนโยน… อืม... นี่มันผู้ชายในฝันชัดๆ เพอร์เฟกต์เกินไปแล้ว!
ในขณะที่ จ้าว หลิงเอ๋อร์ กำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์สีชมพู คุณย่าหวังก็พูดขัดจังหวะเสียงนกกระจอกแตกรังของเพื่อนๆ ขึ้นมา:
“โอ๊ย! ...จะไปกลัวลำบากอะไรกัน! ฉันกับพ่อของยัยหนูมีเงินบำนาญนะยะ! กินใช้กันเองได้สบายๆ ไม่ต้องรบกวนลูกหลานหรอก... อีกอย่าง ต่อให้ไม่มีเงินบำนาญ ก็ไม่ต้องให้ยัยหนูเลี้ยงดูคนเดียวซะหน่อย... หล่อนยังมีพี่ชายช่วยแบ่งเบาภาระอีกคนนะ!”
คุณย่าหมายถึงพ่อของ จ้าว หลิงเอ๋อร์ ซึ่งในความทรงจำที่บิดเบือน คุณย่าเข้าใจไปว่าเป็นลูกชายอีกคนของตัวเอง
พูดจบ คุณย่าหวังก็หันมาถาม เจียงเฉิง ต่อ: “แล้วลูกทำงานทำการอะไรล่ะ??”
เจียงเฉิง ตอบด้วยความจริงใจแบบถ่อมตัว: “ตอนนี้ผมเปิดบริษัทเล็กๆ อยู่ไม่กี่แห่งครับ... ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นตั้งตัวครับ”