- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1059 กลับไปแล้วจะเอาให้ดู, ตอนที่ 1060 ปล่อยส้วมไปเถอะ
ตอนที่ 1059 กลับไปแล้วจะเอาให้ดู, ตอนที่ 1060 ปล่อยส้วมไปเถอะ
ตอนที่ 1059 กลับไปแล้วจะเอาให้ดู, ตอนที่ 1060 ปล่อยส้วมไปเถอะ
ตอนที่ 1059 กลับไปแล้วจะเอาให้ดู
เมื่อ เจียงเฉิง เอ่ยคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความหมายลึกซึ้งออกมา ใบหน้าสวยหวานของ หลิน ชิงเสวี่ย ก็แดงระเรื่อราวกับถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดง ดูงดงามหยาดเยิ้มจนน่าหลงใหล
ดวงตาคู่สวยที่จ้องมองมา เต็มไปด้วยความสุขที่หอมหวานและความอ่อนโยนดุจสายน้ำ เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย พยักหน้าตอบรับด้วยความขัดเขิน ราวกับดอกบัวงามที่ต้องลมหนาวพลางตอบรับเสียงเบา: “ตกลงค่ะ~”
แต่แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองมัวแต่จมอยู่ในภวังค์ความรักกับ เจียงเฉิง จนลืมสนใจ หวังเจี้ยนและเหยาเสวี่ย ที่ยืนหัวโด่กันอยู่ เธอจึงรีบเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคน ส่งสายตาขอโทษและพูดเสียงอ่อน: “ขอโทษทีนะ... ให้พวกเธอรอตั้งนาน ฉันมาช้าไปหน่อย”
ท่าทางออดอ้อนและมีเสน่ห์ของ หลิน ชิงเสวี่ย ทำเอา หวังเจี้ยน เผลอมองจนตะลึงไปชั่วครู่ แต่พอตั้งสติได้ เขาก็รีบตอบกลับ: “ไม่ช้าหรอกครับรุ่นพี่... ไอ้สองตัวนั้นยังมาไม่ถึงเลย ข้างนอกมันหนาว พวกเราไปรอที่ร้านหม้อไฟกันก่อนดีกว่าครับ”
…………………………………
เมื่อมาถึงร้านหม้อไฟ… อาศัยจังหวะที่ หลิน ชิงเสวี่ย กำลังก้มหน้าดูเมนู เจียงเฉิง ก็หยิบโทรศัพท์มือถือส่งข้อความหา หวังเจี้ยน ในขณะเดียวกัน จ้าวเฉิง ก็ส่งไฟล์ข้อมูลที่ขอไว้มาให้พอดี
แต่เนื่องจากไฟล์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ บวกกับสัญญาณเน็ตในร้านไม่ค่อยดี พอกดเปิดไฟล์ หน้าจอโทรศัพท์ก็เลยค้างไปดื้อๆ
เห็น เจียงเฉิง จิ้มๆ หน้าจอที่ค้างอยู่ หลิน ชิงเสวี่ย ก็พูดขึ้นมา:
“ที่รักคะ... อันนี้ของคุณดูจะ ‘ใหญ่’ เกินไปหรือเปล่าคะเนี่ย”
เจียงเฉิง พยักหน้า เดิมทีตั้งใจจะสวนกลับไปว่า “ก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ??” แต่ติดที่ หวังเจี้ยน กับเหยาเสวี่ย ก็นั่งอยู่ด้วย เขาเลยเปลี่ยนคำพูดเป็น: “อืม... คุณพูดถูก ไว้กลับไปถึงห้องเมื่อไหร่ ผมจะ ‘เอาให้ดู’ นะ”
แม้ เจียงเฉิง จะพูดอ้อมๆ ทว่าทั้ง หลิน ชิงเสวี่ยและเหยาเสวี่ย ต่างก็สัมผัสได้ถึงนัยแฝงที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น ใบหน้าของสองสาวแดงซ่านขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เห็น หวังเจี้ยน กำลังยุ่งอยู่กับการส่งข้อความเสียงด่า อู๋คุน หลิน ชิงเสวี่ย ก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ เจียงเฉิง กระซิบข้างหูเขาเบาๆ: “ที่รักคะ... เหมือนกางเกงคุณจะ ‘คับ’ ไปหน่อยนะคะ...”
ได้ยินแบบนั้น เจียงเฉิง ไม่เพียงไม่ขัดเขิน แต่มุมปากกลับยกยิ้มเจ้าเล่ห์: “คุณก็รู้นี่นา... ว่าผมกำลังอยู่ในวัยกำลังโต”
คำตอบนั้นทำเอาดวงตาของ หลิน ชิงเสวี่ย ไหวระริก ในแววตาของเธอแฝงไปด้วยความหวั่นใจลึกๆ เพราะเธอยังเป็นเพียงมือใหม่ที่ยังไม่ชินกับ ‘ขนาดอันมโหฬาร’ ที่พร้อมรบได้ทุกเมื่อแบบนั้น แค่ทุกวันนี้ต้องใช้เวลาเล้าโลมอยู่นานกว่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทางได้... ถ้าหากมันยัง ‘โต’ ขึ้นได้อีกอย่างที่เขาขู่ เธอคงรับมือไม่ไหวแน่ๆ!
………………………………….
เห็น หลิน ชิงเสวี่ย กับเจียงเฉิง กระซิบกระซาบคำหวาน (18+) ใส่กัน สายตาของ เหยาเสวี่ย ก็เหลือบไปมอง หวังเจี้ยน ที่นั่งอยู่ข้างๆ พอเห็นว่าแฟนตัวเองไม่สนใจเธอเลย... ความคิดบ้าบิ่นบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว
นึกย้อนไปถึงท่าทีเย็นชาที่ เจียงเฉิง ทำใส่เธอเมื่อครู่ เหยาเสวี่ย ก็กัดริมฝีปากแน่น ถึงเขาจะเย็นชา... แต่ลึกๆ เธอยังไม่ถอดใจ ถ้า เจียงเฉิง เป็นแค่ลูกเศรษฐีดาษๆ ระดับเดียวกับ หวังเจี้ยน... เธอคงไม่กล้าเสี่ยงทำให้ หวังเจี้ยน โกรธหรอก
แต่เพราะเธอเป็นแฟน หวังเจี้ยน เธอเลยรู้ข้อมูลของ เจียงเฉิง มากกว่าคนอื่น เธอตามอ่านข่าวทุกอย่างเกี่ยวกับ เจียงเฉิง ทั้งข่าวจริงและข่าวลือ เธอจึงรู้ดีว่า เจียงเฉิง ‘ไม่ธรรมดา’
ถึง เจียงเฉิง จะมี หลิน ชิงเสวี่ย อยู่แล้วก็เถอะ… แต่โบราณว่าไว้ ‘ผู้หญิงจีบผู้ชาย ง่ายเหมือนมีแค่ผ้าบางๆ กั้น’ สำหรับผู้ชาย... ต่อให้เมียที่บ้านจะสวยหยาดเยิ้มหรือแสนดีแค่ไหน แต่ถ้ามีของใหม่ที่ไม่เคยชิม มาเสนอตัวให้ถึงที่... ร้อยทั้งร้อยก็ต้องคิดว่า ‘ไม่กินก็โง่’ ดูอย่าง ‘ตงเฉียง (JD.com)’ เป็นตัวอย่างสิ... เมียสวยขนาดนั้นยังไม่พอเลย
คิดได้ดังนั้น... มุมปากของ เหยาเสวี่ย ก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอทำทีเป็นขยับตัวจัดเสื้อผ้า แต่จริงๆ แล้วแอบขยับก้นเลื่อนเข้าไปใกล้ จากนั้น… เจียงเฉิง ก็รู้สึกถึงความผิดปกติที่ขาขวา
มันไม่ใช่การสัมผัสโดยบังเอิญ... แต่เป็นการจงใจชัดๆ มีบางอย่างเกี่ยวพันรอบน่องของเขา แล้วถูขึ้นถูลงเบาๆ
ความจริงแล้ว... ท่าไม้ตายแบบนี้ควรจะถอดรองเท้า แล้วใช้ฝ่าเท้าเปลือยเปล่านุ่มนิ่มสัมผัส เหมือนที่ เฉียว อินอิน เคยทำ แบบนั้นถึงจะฟิน...
แต่สิ่งที่กำลังถูไถเขาอยู่ตอนนี้... มันทำผ่านรองเท้า! นอกจากจะไม่รู้สึกดีแล้ว... มันยังทำให้เขารู้สึกรำคาญและสกปรก! นี่กางเกงกูจะเปื้อนไหมเนี่ย??
เจียงเฉิง เหลือบตามอง หวังเจี้ยน ผ่านหางตา มั่นใจว่าไม่ใช่ขาไอ้หวังแน่นอน...
เจียงเฉิง ชักขาหนีไปอีกทางทันที ปฏิเสธไมตรีจิตสกปรกๆ นี้อย่างไร้เยื่อใย พร้อมกันนั้น เขาตวัดสายตาขึ้นมอง เหยาเสวี่ย ดวงตาคมกริบจ้องเขม็ง ส่งสายตา ‘เตือน’ ที่เย็นยะเยือกและดุดันไปให้
เขาแสดงออกชัดเจนตั้งแต่ตอนทักทายแล้วว่าไม่เล่นด้วย แต่ไม่นึกว่ายัยนี่จะหน้าด้านไม่เลิก... เขาเริ่มไม่เข้าใจตรรกะความคิดของเธอแล้ว
อย่างไรก็ตาม เจียงเฉิง แค่ขยับหนีและเตือนทางสายตา ไม่ได้คิดจะแฉเรื่องนี้ให้ หวังเจี้ยน รู้ ถ้า หวังเจี้ยน รักผู้หญิงคนนี้หัวปักหัวปำ ยอมตายแทนได้... เจียงเฉิง คงรีบบอกเพื่อให้เพื่อนตาสว่างและพ้นทุกข์
แต่นี่... ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มันก้ำกึ่ง ตามกฎลูกผู้ชาย ‘เมียเพื่อนห้ามยุ่ง แต่ถ้าเพื่อนไม่เอา... ก็เสร็จกู’ แต่กรณี เหยาเสวี่ย... มันอยู่ตรงกลาง
ตอนฝึกทหาร... ขนาด เสิ่น เมิ่งเจีย มาตามจีบ เจียงเฉิง หวังเจี้ยน ยังไม่แคร์เลย หรือแม้แต่เมื่อกี้ ที่ เหยาเสวี่ย แสดงท่าทีอ่อย เจียงเฉิง ออกนอกหน้า หวังเจี้ยน ก็เฉยเมย
ผู้หญิงประเภทที่พยายามปีนป่ายจับคนรวยอย่าง เหยาเสวี่ย... ก็เหมาะที่จะเป็น ‘ของเล่นราคาถูก’ ที่เอาไว้แก้ขัด สำหรับลูกเศรษฐีระดับกลางๆ อย่าง หวังเจี้ยน... การมีสาวสวยระดับ 80 ที่ค่าความเป็นส่วนตัวแค่ 2 และควบคุมง่ายอยู่ข้างกาย... ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ชายได้ตัว หญิงได้เงิน... หวังเจี้ยน ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร แล้วเขาจะไปสาระแนบอกให้เสียเรื่องทำไม?
……………………………………
เมื่อได้รับสายตาพิฆาตที่เย็นยะเยือกจาก เจียงเฉิง ไฟราคะในดวงตาของ เหยาเสวี่ย ก็มอดดับลงทันที ราวกับถูกน้ำเย็นสาดโครม ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจจนตัวสั่น เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง เจียงเฉิง อีก
ในหัวสมองของเธอตอนนี้ปั่นป่วนไปหมด เต็มไปด้วยความหวาดวิตก… ถ้า เจียงเฉิง เอาเรื่องนี้ไปบอก หวังเจี้ยน... ฉันจะทำยังไงดี!?
…………………………………
ตอนที่ 1060 ปล่อยส้วมไปเถอะ
หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวราวกับกวางน้อยที่ตื่นตระหนก เหมือนมันพร้อมจะกระดอนออกมาทางลำคอได้ทุกเมื่อ
เมื่อเห็นว่า เจียงเฉิง เพียงแค่ปรายตามองเธอเรียบๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรต่อ เหยาเสวี่ย ถึงได้ลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ความกังวลที่แขวนอยู่กลางอกค่อยๆ คลายลง
ทว่า... เมื่อเธอมองเห็นสายตาที่ไร้อารมณ์ของ เจียงเฉิง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายตาที่อ่อนโยนทันทีที่เคลื่อนไปมอง หลิน ชิงเสวี่ย ความเจ็บปวดเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงก็แล่นพล่านในใจ ตามมาด้วยรสขมปร่าที่แผ่ซ่านไปทั่วอก
ความขมขื่นนี้ไม่ได้เกิดจากความรักที่มีต่อ เจียงเฉิง... แต่เกิดจากความรู้สึกไม่ยุติธรรม ก็เป็นสาวสวยเหมือนกันแท้ๆ... ทำไมการปฏิบัติที่ได้รับถึงได้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้?
หลิน ชิงเสวี่ย ไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มอะไรเลย ดูธรรมดามากๆ ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้น สายตาของ เจียงเฉิง ก็ยังถูกเธอดึงดูดไปจนหมด
กลับมามองที่ตัวเธอเอง... เพื่อการนัดเจอครั้งนี้ เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเท่าไหร่? ตั้งแต่วินาทีที่ได้รับโทรศัพท์จาก หวังเจี้ยน เธอก็รื้อตู้เสื้อผ้าออกมาลองชุดแล้วลองชุดอีก เปรียบเทียบซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้มั่นใจว่าลุคของเธอจะ ‘ข่ม’ หลิน ชิงเสวี่ย ให้จมดิน และกลายเป็นดาวเด่นที่สุดในวงสนทนา
อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ เธอยังยอมทนหนาวใส่ถุงน่องบางๆ เพื่อโชว์เรียวขา แถมยังใช้เวลาแต่งหน้าตั้งนานสองนาน เพื่อให้ใบหน้าดูสวยไร้ที่ติ
เธอคิดว่าความพยายามเหล่านี้จะทำให้ เจียงเฉิง หันมาสนใจเธอได้บ้าง แต่ผลลัพธ์คือ... เขาไม่แม้แต่จะชายตาแล แถมตอนที่เธอลองอ่อย เขาดูจะรังเกียจด้วยซ้ำ
ในทางกลับกัน หลิน ชิงเสวี่ย ที่ห่อตัวมิดชิดเป็นดักแด้ แถมยังพันผ้าพันคอผืนเบ้อเริ่มปิดหน้าปิดตา แต่วินาทีที่ เจียงเฉิง เห็นเธอ... นัยน์ตาเขากลับเป็นประกาย และมีแต่ภาพของเธอสะท้อนอยู่ในนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเธอแต่งตัวจัดเต็มเกินเบอร์... มันเลยยิ่งขับเน้นให้ หลิน ชิงเสวี่ย ดูมีความสวยแบบผ่อนคลายที่ดูเป็นธรรมชาติและสบายตากว่า แม้แต่ตัวเธอเองยังสังเกตเห็นเลยว่า... บางครั้ง หวังเจี้ยน แฟนของเธอ ก็ยังเผลอมอง หลิน ชิงเสวี่ย ด้วยความชื่นชม
สรุปแล้ว... นอกจากเธอจะข่มอีกฝ่ายไม่ได้ เธอยังดูเหมือน ‘ตัวตลก’ ที่พยายามมากเกินไป เหยาเสวี่ย รู้สึกว่าตัวเองแพ้ราบคาบ
…………………………………
สั่งอาหารกันยังไม่ทันเสร็จ อู๋คุนและลู่ชวน ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้าน
อู๋คุนยกมือไหว้ปลกๆ ทำหน้าขอโทษขอโพย: “ขอโทษทีครับทุกคน! ...มาสายไปหน่อย พอดีรถติดน่ะครับ~~”
สิ้นเสียง อู๋คุน หวังเจี้ยน ก็สวนกลับทันควันอย่างไม่ไว้หน้า: “รถติดบ้านป้านายสิ... แค่เดินข้ามถนนหน้ามอมาเนี่ยนะรถติด? ...จะไป ‘ขี้’ ก็หาข้ออ้างที่มันสร้างสรรค์กว่านี้หน่อยได้ไหม?”
“เชี่ย! ...พี่หวังครับ มีสาวๆ อยู่ด้วยนะพี่ พี่จะเอาความลับผมมาแฉทำไมเนี่ย...” อู๋คุน เกาหัวแก้เขิน หน้าเจื่อนลงถนัดตา
การมาถึงของตัวโจ๊กอย่าง อู๋คุน ทำให้บรรยากาศที่เงียบเหงาครึกครื้นขึ้นมาทันที
“เชี่ยเอ๊ย... นี่กูแค่เดามั่วๆ ดันถูกเฉยเลยเหรอวะ? ...ไอ้น้องชาย นายช่วยปล่อยวางห้องส้วมบ้างเถอะ สงสารมันบ้าง”
โดน หวังเจี้ยน แซวยับ อู๋คุน ก็เริ่มไปไม่เป็น: “โธ่พี่หวัง... ไม่มีหรอก ผมล้อเล่น พี่ก็เชื่อคนง่ายจัง... วันนี้ผมกะว่าจะมาขอให้รุ่นพี่หลินแนะนำสาวๆ ในหอพักให้รู้จักซะหน่อย พี่เล่นเผาผมแบบนี้ แล้วผมจะเอาหน้าที่ไหนไปจีบสาวล่ะครับ??”
หวังเจี้ยน กรอกตามองบน: “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่อง... สภาพพวกนายสองคนดูยังไงก็รู้ว่ารีบวิ่งมา... ถ้าไม่ใช่เพราะมัวแต่เบ่งขี้ จะเสียเวลาอะไรขนาดนั้น?”
อู๋คุน ถอนหายใจ หันไปมอง ลู่ชวน อย่างจนใจ แล้วพูดว่า: “โอเคๆ... จบเรื่องขี้เถอะพี่ ไว้หน้าผมบ้าง...”
พูดจบ ลู่ชวน ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ ก็ยกมือลูบจมูกด้วยความขัดเขิน ก่อนจะสารภาพเสียงอ่อย: “ความจริงเป็นความผิดของผมเองแหละครับ... เมื่อกี้พวกเราบังเอิญเจอจื่ออี๋ เราเลยยืนคุยกันนิดหน่อย”
ได้ที อู๋คุน ก็รีบแบมือฟ้องทันที: “เห็นไหมล่ะ?? ผมบอกแล้วว่ารถติด (ติดคน)... หนาวก็หนาว ผมต้องไปยืนตากลมริมทะเลสาบ ดูพวกเขาสองคนยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา... ถึงจะบอกว่าเป็นแฟนเก่า แต่เขาก็ยังมีคนให้ดึงแขน มีคนให้บอกรัก บอกว่าขาดเธอไม่ได้... ไม่เหมือนผม ยืนหนาวโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีใครให้จับมือสักคน...”
ยังบ่นไม่ทันจบ ลู่ชวน ก็รีบผลักไหล่ อู๋คุน ร้องถามด้วยความตกใจและสงสัย: “เฮ้ย! ...ไหนเมื่อกี้มึงบอกว่าไม่ได้ยินที่กูคุยกันไง??”
อู๋คุน ยิ้มเจ้าเล่ห์ เกาหัวแกรกๆ: “กูแค่แหย่เล่น... สรุปว่ายัยนั่นพูดแบบนั้นจริงๆ สินะ?”
พอรู้ตัวว่าโดนหลอกถาม ลู่ชวน ก็หน้าแดง ลูบจมูกแก้เก้อ พยักหน้ายอมรับเบาๆ เห็นสภาพเพื่อนรักยังตัดไม่ขาด หวังเจี้ยน ก็ลูบหัวตัวเองแล้วเตือนสติ: “ลู่ชวน... กูบอกมึงไว้ตรงนี้เลยนะ เรื่องนี้ห้ามหันหลังกลับเด็ดขาด! ...อย่าให้เหล้าที่กูเลี้ยงไปเมื่อสองวันก่อนต้องเสียของ แล้วก็อย่าให้เจ็บตัวฟรี... เข้าใจไหม?”
ลู่ชวน มองไปที่ผ้าพันแผลบนหัว หวังเจี้ยน ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมาในใจ เขารีบตอบรับเสียงหนักแน่น: “พี่หวังวางใจได้เลยครับ ผมไม่กลับไปแน่นอน... แค่มันยังไม่ค่อยชินเฉยๆ”
เจียงเฉิง ตบไหล่ ลู่ชวน เบาๆ ให้กำลังใจ: “จำไว้นะ... ถ้าเอาใจแลกใจแล้วไม่ได้ใจคืนมา... ก็แค่เปลี่ยนคนใหม่”
อู๋คุน รีบเสริมทัพ: “ถูกต้องที่สุดครับพี่! ...ผมว่าพวกพี่สาวปี 2 ปี 3 นี่แหละเด็ดสุด ให้รุ่นพี่หลินแนะนำเพื่อนในห้องให้เราสักคนสองคนก็น่าจะเวิร์กแล้ว”
คำพูดของ อู๋คุน ถือว่าตรงประเด็นมาก ในชีวิตมหาวิทยาลัย... สาวๆ ปี 2 หรือปี 3 มักจะดูดีกว่าเฟรชชี่ปี 1 เสมอ เพราะเด็กปี 1 เพิ่งหลุดพ้นจากนรกมัธยมปลายและการสอบเกาเข่าอันเคร่งเครียด ส่วนใหญ่ยังติดนิสัยเด็กเรียน หน้ามัน หัวฟู ใส่แว่นหนาเตอะ เรื่องการแต่งตัวก็ยังเชยๆ การดูแลผิวพรรณหรือแต่งหน้าก็ยังทำไม่เป็น เหมือนผ้าขาวที่ยังไม่ได้แต้มสี
แต่พอขึ้นปี 2... สภาพแวดล้อมและสังคมจะหล่อหลอมให้พวกเธอเริ่มรู้จักรักสวยรักงาม เริ่มหัดแต่งหน้าแต่งตัว จนกลายร่างจากลูกเป็ดขี้เหร่เป็นหงส์งามกันเป็นแถว
หลิน ชิงเสวี่ย ได้ยินดังนั้นก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก: “ได้สิ... แต่ต้องขอโทษด้วยนะ พอดีความสัมพันธ์ของพี่กับรูมเมตในหอไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คงแนะนำให้ไม่ได้... แต่ถ้าเป็นเพื่อนในห้องเรียน พี่พอจะแนะนำให้ได้ค่ะ”
ยังไม่ทันที่หนุ่มๆ จะตอบรับ… เหยาเสวี่ย ก็รีบโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา แต่แฝงยาพิษ: “เอ๋?? ...ทำไมพี่ถึงไม่ถูกกับรูมเมตล่ะคะ? อย่างฉันเนี่ย รักกันดีกับรูมเมตทุกคนเลยนะคะ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันตั้ง 4 ปี... เรื่องบางเรื่องถ้าเราไม่ไปคิดเล็กคิดน้อย ทำตัวให้เข้ากับคนง่ายๆ... ก็อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขแล้วนี่นา?”
คำพูดของ เหยาเสวี่ย ฟังดูเหมือนคำแนะนำธรรมดาๆ แต่เนื้อแท้แล้ว มันคือวาทศิลป์ระดับ ‘นางชาเขียว(1)’ ตัวแม่!
ด้านหนึ่ง... พยายามพรีเซนต์ตัวเองว่าเป็นคนนิสัยดี เข้ากับคนง่าย ใจกว้าง แต่อีกด้านหนึ่ง... ก็กำลังหลอกด่า หลิน ชิงเสวี่ย ทางอ้อมว่า ‘ที่เข้ากับเพื่อนไม่ได้ เป็นเพราะนิสัยเธอมันแย่เองหรือเปล่า? เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเรื่องมากเองสินะ?’
…………………………………
(1)[นางชาเขียว (绿茶婊) – เป็นสแลงที่ใช้เรียกผู้หญิงที่ภายนอกดูใสซื่อ บริสุทธิ์ อ่อนโยน และดูเหมือนเป็นเหยื่อที่น่าสงสาร แต่แท้จริงแล้วภายในกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ขี้อิจฉา และชอบใช้คำพูดจิกกัดคนอื่นอย่างแนบเนียนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย]