- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 1047 ฝ่ายเริ่มก่อน, ตอนที่ 1048 ก็มีเหตุผลอยู่นะ
ตอนที่ 1047 ฝ่ายเริ่มก่อน, ตอนที่ 1048 ก็มีเหตุผลอยู่นะ
ตอนที่ 1047 ฝ่ายเริ่มก่อน, ตอนที่ 1048 ก็มีเหตุผลอยู่นะ
ตอนที่ 1047 ฝ่ายเริ่มก่อน
เจียงเฉิง มองดูศีรษะของ หวังเจี้ยน ที่พันผ้ากอซไว้หนาเตอะ แล้วขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยปากแซว: “เฮ้ย... ไหนเมื่อวานนายส่งข้อความมาบอกว่าแค่แปะพลาสเตอร์ยาไม่กี่แผ่นก็จบไง? ทำไมสภาพมันออกมาดูสาหัสขนาดนี้วะ? ...นี่เล่นพันซะหนาปึก ความยาวเกือบเท่าผ้าอนามัยโซฟี (Sofy) แบบกลางคืนแล้วมั้งนั่น”
มุกตลกสังขารนี้ช่วยลดช่องว่างและความตึงเครียดระหว่างเพื่อนฝูงลงไปได้มาก ทุกคนหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ส่วน หวังเจี้ยน ก็ได้แต่เกาหัวแก้เขิน
“ฮ่าๆ... พี่เฉิง มันแค่ดูเวอร์ไปงั้นเองครับ จริงๆ ก็แค่หัวปูดนิดหน่อยกับแผลถลอก”
อู๋คุน ยิ้มเจ้าเล่ห์ รีบเผาเพื่อนทันที: “พี่เฉิงไม่รู้อะไร... ตอนนั้นพอพี่แกเห็นพยาบาลสาวสวย ตาพี่แกก็ลุกวาวเลย แกล้งทำเป็นเจ็บปวดรวดร้าว เดี๋ยวปวดหัว เดี๋ยวปวดตีน เรียกร้องความสนใจสุดฤทธิ์... ผลสุดท้ายพยาบาลรำคาญ เลยจับพันหัวมัดเป็นบ๊ะจ่างซะเลย จะได้จบๆ ไป”
ลู่ชวน รีบผสมโรง: “นั่นสิครับ... จริงๆ เย็บไม่กี่เข็ม แปะผ้ากอซนิดหน่อยก็อยู่แล้ว... แต่เมื่อวานตอนทำแผล พี่แกดันไปหยอดมุกจีบพยาบาล จนเขาหมั่นไส้ เลยจัดหนักให้แบบนี้แหละ”
หวังเจี้ยน รีบเถียงคอเป็นเอ็น: “รำคาญอะไร? ...พวกแกไม่รู้อะไรซะแล้ว! เขาเรียกว่า ‘เป็นห่วง’ ต่างหากโว้ย!”
อู๋คุน กับลู่ชวน หันมามองหน้ากัน แล้วพูดพร้อมกันว่า: “ฮ่าๆๆ... พี่หวังนี่มันตัวพ่อแห่งวงการทาสรักสายเลียจริงๆ!”
หวังเจี้ยน ถลึงตาใส่: “ไปๆๆ... อย่าเอาฉันไปรวมกับพวกแกนะเว้ย!”
พอหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ หวังเจี้ยน ก็หันมาพูดกับ เจียงเฉิง ด้วยน้ำเสียงจริงจัง: “พี่เฉิง... ยังไงผมก็ต้องขอบคุณพี่ต่อหน้าอีกครั้ง ได้ข่าวว่าบ้านเฉินเถี่ยล้มละลายไปแล้ว แถมเมื่อวานเสิ่นล่างก็โทรมาขอโทษผมด้วยตัวเองเลย”
“โห? งั้นเหรอ? ...ดูท่าทางเรื่องคงจบสวยสินะ”
แววตาของ หวังเจี้ยน เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ: “ใช่ครับ... ถ้าไม่มีพี่ บ้านผมคงแย่แน่ๆ... เอาไว้พี่ว่างเมื่อไหร่ ผมขอเลี้ยงข้าวพี่สักมื้อนะ”
“ได้สิ... แต่โชคดีนะที่นายไม่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวที่โรงอาหาร ไม่งั้นฉันคงพ่นน้ำใส่นายแน่”
“ระดับนี้แล้วจะเลี้ยงโรงอาหารได้ไง... งั้นเราออกไปกินข้างนอกกันตอนนี้เลยไหม? บ่ายนี้ไม่มีเรียนพอดี...”
ยังพูดไม่ทันจบ อู๋คุน ก็ชี้ไปที่จุดหนึ่งไม่ไกลนัก แล้วตะโกนขึ้น: “นั่นเย่หว่านนี่นา”
พอได้ยินชื่อ เจียงเฉิง ก็หันไปมองตามทิศที่ อู๋คุน เดินไป เห็น เย่หว่าน กำลังถือถาดอาหารยืนรอคิวตักข้าวอยู่
พอเห็น เจียงเฉิง เดินเข้ามา เย่หว่าน ก็เป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน: “เจียงเฉิง...”
เจียงเฉิง แปลกใจเล็กน้อยที่ ‘ยายใบ้ตัวน้อย’ ผู้ขี้อายคนนี้ กล้าเป็นฝ่ายทักเขาในที่สาธารณะแบบนี้ แต่สำหรับอีกสามหนุ่ม พวกเขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะคิดว่าสาวๆ ส่วนใหญ่เห็น เจียงเฉิง ก็ต้องอยากทักทายอยู่แล้ว
อู๋คุน ในฐานะหัวหน้าห้องหันไปพูดกับ เย่หว่าน ด้วยน้ำเสียงตำหนินิดๆ: “เย่หว่าน... คืนนี้มีประชุมนะ เธอต้องมาให้ได้ เปิดเทอมมานานแล้วเธอมาแค่ไม่กี่ครั้งเอง ขาดกิจกรรมบ่อยๆ มันดูไม่ดีนะ... หรือจะแอดวีแชทกันไว้ ฉันจะได้ไม่ต้องคอยแท็กเรียกในกลุ่ม”
เจอ อู๋คุน รุกไล่แบบนี้ เย่หว่าน ก็ก้มหน้าด้วยความลำบากใจ แล้วพูดเสียงเบาหวิวว่า: “หัวหน้าห้อง... คืนนี้ฉันไม่ไปได้ไหมคะ...”
ได้ยินคำปฏิเสธ อู๋คุน ก็ขมวดคิ้ว เริ่มวางมาดใส่ทันที:
“เย่หว่าน... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ เธอหาข้ออ้างไม่มาตลอดเลย ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้หรอก ในฐานะสมาชิกของห้อง เธอต้องมีความกระตือรือร้นในกิจกรรมส่วนรวมบ้างสิ”
เย่หว่าน กัดริมฝีปาก อธิบายเสียงเครือ: “หัวหน้าห้อง... ฉันอยากไปจริงๆ ค่ะ แต่ฉันต้องไปทำงานพาร์ตไทม์...”
“งานพาร์ตไทม์น่ะเอาไว้ก่อนได้...”
อู๋คุน กำลังจะเทศนาต่อ แต่ เจียงเฉิง พูดแทรกขึ้นมาเรียบๆ: “เธอไม่ไปก็ไม่ต้องไปหรอก... เธอทำงานที่ร้านชานมของฉันเอง ไม่มีเวลาว่างหรอก”
ในสายตาของ เจียงเฉิง การประชุมรุ่นพวกนี้ไร้สาระสิ้นดี เว้นแต่ว่าคุณต้องการสร้างคอนเนกชัน หรือเป็นพวกชอบทำกิจกรรมเพื่อสร้างโปรไฟล์ ไม่งั้น... ไปหรือไม่ไป ก็มีค่าเท่ากัน
สิ้นคำพูดของ เจียงเฉิง... สามหนุ่มรูมเมตก็อ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เย่หว่าน กับเจียงเฉิง มีความเกี่ยวข้องกันแบบนี้
อู๋คุน เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที: “อ้าว! ...พี่เฉิงก็ไม่บอกแต่แรก... งั้นต่อไปกิจกรรมไหนที่เธอไม่อยากไป บอกผมคำเดียวครับ เดี๋ยวผมจัดการเคลียร์ให้”
เมื่อเห็นหัวหน้าห้องจอมเฮี้ยบ เปลี่ยนโหมดเป็นแมวเชื่องๆ เพราะบารมี เจียงเฉิง เย่หว่าน ก็หันมามอง เจียงเฉิง ด้วยความซาบซึ้งใจ: “ข...ขอบคุณค่ะ”
เมื่อ เจียงเฉิง เดินตาม เย่หว่าน ไปตักอาหาร อู๋คุน ก็หันมาซุบซิบกับเพื่อนด้วยความสงสัย: “เฮ้ยๆ... พี่เฉิงกับเย่หว่านมีซัมติงหรือเปล่าเนี่ย? ทำไมดูสนิทกันจัง?”
ลู่ชวน ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ: “ไม่มั้ง? ...พี่เฉิงเขามีทั้ง หลิน ชิงเสวี่ย ทั้งหวง อีอีอยู่แล้วนะ... ดูเย่หว่านสิ หน้าตาก็ธรรมดา หุ่นก็งั้นๆ... พี่เขาจะเอาทำไม?”
ได้ยินสองหนุ่มนินทาผู้หญิง หวังเจี้ยน ก็ดุใส่ทันที: “พวกแกจะไปยุ่งเรื่องของพี่เขาทำไมวะ? ...โดยเฉพาะนายน่ะอู๋คุน... ผู้หญิงทั้งห้องนายตามจีบมาหมดแล้ว ขนาดคนที่ขี้เหร่กว่าเย่หว่าน นายยังจีบไม่ติดเลย... ยังมีหน้าไปวิจารณ์คนอื่นเขาอีก!”
………………………………………
ตอนที่ 1048 ก็มีเหตุผลอยู่นะ
พอได้ยินคำพูดของ หวังเจี้ยน อู๋คุน ก็รู้สึกเหมือนโดนดาบปักกลางอก ดาเมจทะลุเกราะ 100 จุด เขายืนทำหน้าบอกบุญไม่รับ มองไปทาง เจียงเฉิง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
อู๋คุน เอามือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า เก๊กท่าเท่ๆ ทำหน้าเคร่งขรึมเหมือนพระเอกมิวสิกวิดีโอ แล้วรำพึงรำพันออกมา:
“ช่วงม.ปลาย... ฉันเคยเป็นเด็กหนุ่มผู้หยิ่งผยอง มือล้วงกระเป๋าเดินเชิดหน้าท้าลมฝน คิดว่าตัวเองเก่งกล้าสามารถทำได้ทุกอย่าง... แม้แต่ยืนฉี่ทวนลมได้ไกลสามเมตรโดยไม่เปียก! ...ตอนนั้นฉันไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา คิดว่าตัวเองคือศูนย์กลางของจักรวาล ไม่มีอะไรมาขวางกูได้”
อู๋คุน ถอนหายใจยาว แล้วพูดต่อ: “ตอนนั้นครูประจำชั้นชอบพูดกรอกหูพวกเราเสมอว่า... ‘การสอบเกาเข่า (Entrace) คือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดในชีวิตพวกเธอ’ ...ตอนนั้นฉันเชื่อสนิทใจ คิดว่าพอเข้ามหาลัยได้ ฉันจะใช้ความสามารถของฉันโชว์ให้โลกตะลึง... แต่พอได้เข้ามาเรียนจริงๆ ฉันถึงได้ตาสว่าง...”
“เรื่องการสอบ... ฉันอาจจะพยายามสู้ได้ แต่ ‘ช่องว่างระหว่างชนชั้น’ มันกว้างเกินกว่าจะข้ามได้จริงๆ... แม้กระทั่งเรื่องหน้าตา...”
ยังไม่ทันที่ อู๋คุน จะพล่ามจบ เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง: “นี่นาย... ช่วยหลบหน่อยได้ไหม? นายขวางทางฉันอยู่”
เสียงสวรรค์ทำลายบรรยากาศซึ้งๆ จนหมดสิ้น หวังเจี้ยน กับลู่ชวน ที่ยืนกอดอกรอชมการแสดงอยู่ ถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ ทั้งคู่มองหน้ากัน แล้วหันไปมอง อู๋คุน เป็นตาเดียว แม้แต่ เย่หว่าน ที่แอบมองอยู่ห่างๆ ยังอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก
เจียงเฉิง เหลือบไปเห็นท่าทางซุกซนของ เย่หว่าน ที่นานๆ จะได้เห็นที มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ส่วน อู๋คุน... เขาหันไปส่งสายตาให้เพื่อนๆ ประมาณว่า ‘พวกเอ็งคอยดูนะ เดี๋ยวพี่จะโชว์สกิลจีบสาวให้ดู’
จากนั้นเขาก็ฉีกยิ้มมั่นใจ หมุนตัวกลับไปหาต้นเสียง พอเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นนักศึกษาสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม... ตาก็ลุกวาวทันที เห็น อู๋คุน ยังยืนขวางทางอยู่ สาวเจ้าก็ขมวดคิ้ว จ้องหน้าเขาเขม็ง
อู๋คุน คิดเข้าข้างตัวเองทันที: มองหน้าแบบนี้... มีใจชัวร์!
เขายิ้มกว้าง เตรียมจะอ้าปากหยอดคำหวาน แต่สาวเจ้าชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด: “นี่นาย... บอกให้หลบไง ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ? ฉันจะเดิน!”
พูดจบ เธอก็กวาดตามอง อู๋คุน หัวจรดเท้าด้วยสายตารังเกียจ ดูจากการแต่งตัวก็ไม่น่าใช่เด็กยากจนอะไร… แต่สายตาของเธอดันไปสะดุดเข้ากับ ‘รองเท้าแตะเก่าๆ’ ที่เท้าของเขา และนิ้วเท้าที่โผล่ออกมา...
ทันใดนั้น เธอก็พูดประโยคเด็ดที่ทำให้ อู๋คุน จำไปจนวันตาย: “นี่นาย... ถามจริงเถอะ เท้านายไม่คันเหรอ? ...ปล่อยให้แผลจากความเย็นกัดแดงเถือกน่าเกลียดขนาดนั้นได้ยังไงกัน”
เปรี้ยง!! เหมือนฟ้าผ่าลงกลางกบาล หน้าของ อู๋คุน แดงเถือกไปจนถึงใบหู เขาอยากจะมุดดินหนีไปซะเดี๋ยวนี้ นิ้วเท้าของเขาขยับยุกยิกโดยอัตโนมัติ จิกพื้นแน่นเพื่อบรรเทาอาการคันยิบๆ ที่แล่นขึ้นมา
อู๋คุน ยิ้มเจื่อนๆ แก้ตัวเสียงอ่อย: “ก...ก็เพราะมันคันนี่แหละครับ ผมเลยใส่รองเท้าผ้าใบไม่ได้...”
“งั้นนายก็ควรรักษาความอบอุ่นให้ดีสิ เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก” สาวน้อยพูดด้วยความหวังดีแกมสมเพช
อู๋คุน เห็นช่อง รีบหยอดต่อหน้าด้านๆ: “เอ่อ... คุณดูมีความรู้เรื่องโรคผิวหนังดีจัง เราแลกวีแชทกันไว้แลกเปลี่ยนความรู้ดีไหมครับ? เผื่อจะได้เป็นเพื่อนกัน...”
“ประสาท!”
สาวเจ้าด่าสั้นๆ แล้วเดินกระแทกไหล่เขาผ่านไปอย่างไม่ไยดี หวังเจี้ยน กับลู่ชวน ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ก๊าก!! จนตัวงอ อู๋คุน ยืนคอตก ไหล่ห่อเหี่ยวเหมือนไก่ชนแพ้สังเวียน
หวังเจี้ยน เดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนปลอบใจ: “ไม่เป็นไรเพื่อน... คนต่อไปต้องดีกว่านี้แน่นอน... แต่ถามจริงเถอะ มึงช่วยใส่ถุงเท้าหน่อยไม่ได้เหรอวะ? ...คิดอะไรอยู่? หน้าหนาวขนาดนี้ยังลากแตะเดินไปทั่ว สาวที่ไหนเห็นเขาก็กลัวกันหมด”
ลู่ชวน เสริม: “นั่นดิ... รองเท้า AJ ที่มึงกัดฟันซื้อมาคู่ตั้งแพง ไม่เห็นจะหยิบมาใส่เลย”
อู๋คุน ปัดมือเพื่อนทิ้ง พูดด้วยสำเนียงกวางตุ้งอย่างภาคภูมิใจ: “พวกแกไม่เข้าใจหรอก! …‘รองเท้าแตะ’ คือความโรแมนติกของลูกผู้ชายชาวกวางตุ้งเว้ย! ...อีกอย่างนะ ถ้าผู้หญิงเขาชอบฉันจริง เขาต้องชอบทุกอย่างที่เป็นฉันสิ... รวมไปถึงรองเท้าแตะของฉันด้วย!”
หวังเจี้ยน ส่ายหน้า: “เชี่ย... ตรรกะมึงแม่งโคตรเป็นพิษเลยว่ะอู๋คุน”
ลู่ชวน เกาหัว: “ถึงจะฟังดูแถๆ ...แต่ทำไมฉันรู้สึกว่ามันก็มีเหตุผลอยู่นะ?”
“ไอ้ลู่ชวน! ...มึงอย่าไปบ้าจี้ตามมันดิวะ!”
…………………………………
ในขณะที่แก๊งสามหนุ่มเถียงกันเรื่องรองเท้าแตะ เจียงเฉิง สังเกตเห็นว่า เย่หว่าน ที่ยืนอยู่ข้างหน้า หันกลับมามองเขาพอดี เขาเข้าใจความหมายในแววตาของเธอ
ถึงเขาจะไม่เห็นด้วยกับตรรกะพังๆ ของ อู๋คุน ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับคนธรรมดา... คำพูดนี้ก็มีส่วนจริง ถ้าไม่อยากตกเป็นรองจนถูกใครปั่นหัว เราก็ต้องเป็นฝ่ายคุมเกมเสียเอง และสำหรับคู่รักที่คิดจะคบกันยาวๆ... นี่คือ ‘ต้นทุนในการคัดกรอง’ ที่ดีที่สุด
เจียงเฉิง ยิ้มแล้วพูดขึ้นลอยๆ: “ผมว่าที่หมอนั่นพูดก็มีเหตุผลนะ... ถ้าคนคนหนึ่งมีใจให้เราจริงๆ ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง เขาก็จะหวั่นไหวกับเราอยู่ดี”
เห็น เย่หว่าน ก้มหน้าฟังอย่างตั้งใจ เจียงเฉิง ก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล: “คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหม? …‘ผมชอบคุณ ไม่ใช่แค่เพราะคุณสวย... แต่เพราะในช่วงเวลาหนึ่ง คุณทำให้ผมรู้สึกในแบบที่คนอื่นให้ไม่ได้... ถึงคุณจะไม่ได้มีทุกอย่างที่ผมชอบ แต่ทุกอย่างที่เป็นคุณ... คือสิ่งที่ผมชอบ’”
ประโยคนี้เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ ที่ทุบลงกลางใจอันเปราะบางของ เย่หว่าน อย่างจัง
[ติ๊ง! ค่าความเป็นมิตร +5!]
เพราะฐานะทางบ้านยากจน เย่หว่าน จึงเติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกด้อยค่า ถ้าเป็นคนอื่นยื่นมือมาช่วย... สัญชาตญาณแรกของเธอคือการ ‘ปฏิเสธ’ เพื่อรักษาศักดิ์ศรี
แต่กับ เจียงเฉิง... เธอไม่ได้ต่อต้านเขามากนัก อาจเป็นเพราะลึกๆ แล้ว เธอรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างเธอกับเขามันห่างกันเกินไป ห่างจนเธอไม่กลัวว่าเขาจะดูถูก... เพราะเธอคิดว่าเขาแค่ ‘สงสาร’ หรือ ‘เวทนา’ เพื่อนมนุษย์เท่านั้น
แต่พอได้ยินคำพูดเมื่อกี้… ความหวังริบหรี่ในใจดวงน้อยๆ ก็เริ่มลุกโชนขึ้นมา เหมือนกับ ‘แมลงเม่า’ ในภูเขาบ้านเกิดของเธอ ในยามค่ำคืน... แมลงเม่าเหล่านั้นจะบินพุ่งเข้าหาหลอดไฟสีเหลืองดวงเก่าๆ อย่างบ้าคลั่ง บินชนแล้วชนเล่า... หลงใหลในแสงสว่างอันริบหรี่นั้น ทั้งที่รู้ว่าจุดจบคือความตาย... ปีกถูกความร้อนเผาจนไหม้เกรียม ร่วงหล่นลงสู่พื้นเย็นเฉียบในตอนเช้า
เมื่อก่อน... เธอเคยคิดว่าแมลงเม่าพวกนั้นช่างโง่เขลา ทำไมต้องเอาชีวิตไปทิ้งให้กับความอบอุ่นจอมปลอมที่อันตรายขนาดนั้น? แต่ตอนนี้... เธอเริ่มเข้าใจความหมายของมันแล้ว
แม้รู้ว่าจุดจบอาจไม่สวยงาม... แต่ขอแค่ได้ไล่ตามสิ่งที่หัวใจปรารถนา ต่อให้ต้องมอดไหม้ก็ยอม!
หลังจากตักอาหารเสร็จ เย่หว่าน ไม่ได้รีบเดินหนีไปนั่งคนเดียวเหมือนทุกที แต่เธอยืนรอ เจียงเฉิง อยู่เงียบๆ การกระทำเล็กๆ นี้ ทำให้เจียงเฉิงแปลกใจ ยายใบ้ตัวน้อยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้วสินะ...
เจียงเฉิง เองก็ตอบไม่ได้ว่าเขารู้สึกยังไงกับ เย่หว่าน กันแน่ แต่เขาไม่อยากคิดมาก... อะไรที่ยังไม่เข้าใจ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามหัวใจ
เห็น เย่หว่าน ตักกับข้าวมา 2 อย่างพร้อมซุป เจียงเฉิง ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอให้เธอตักเพิ่ม เพราะเขารู้จักนิสัยเธอดี… เงินค่าอาหารวันละ 20 หยวน เธอคงคำนวณมาเป๊ะๆ แล้วว่าจะกินให้คุ้มค่าที่สุดโดยไม่เหลือทิ้ง ดังนั้นเรื่องโภชนาการคงไม่ต้องห่วง
เจียงเฉิง เดินไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับ เย่หว่าน โดยมีแก๊งสามหนุ่มรูมเมตเดินตามมาติดๆ