เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1011 ยากจะสมบูรณ์แบบ, ตอนที่ 1012 บอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบมา

ตอนที่ 1011 ยากจะสมบูรณ์แบบ, ตอนที่ 1012 บอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบมา

ตอนที่ 1011 ยากจะสมบูรณ์แบบ, ตอนที่ 1012 บอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบมา


ตอนที่ 1011 ยากจะสมบูรณ์แบบ

พอเอ่ยชื่อ เหยาเสวี่ย สีหน้าท่าทางที่เคยผ่อนคลายและขี้เล่นของ หวังเจี้ยน ก็พลันเคร่งขรึมลง บนใบหน้าที่มักจะฉาบด้วยรอยยิ้มกะล่อน กลับปรากฏแววความรู้สึกผิดจางๆ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ

อู๋คุน ไม่กล้าแซว เจียงเฉิง แต่กับหวังเจี้ยน เขาไม่เกรงใจ เขาตบไหล่ หวังเจี้ยน เบาๆ แล้วพูดจิกกัด: “พี่หวัง... ดูทำหน้าเข้า จู่ๆ ก็ทำตัวเหมือนไม่ใช่ไอ้ตัวร้ายซะงั้น... ได้ฟีลเหมือนหนุ่มเสเพลกลับใจเลยว่ะ”

หวังเจี้ยน ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วผลัก อู๋คุน ออกเต็มแรง แล้วด่าแก้เก้อว่า: “ไปไกลๆ ตีนเลยไป๊!”

ถึงปากจะด่า แต่หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นก็ทรยศความรู้สึกจริงๆ ในใจเขา การหยอกล้อของสองหนุ่มเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากสาวๆ ทีมสร้างบรรยากาศ หลิน ชิงเสวี่ย ที่ซบไหล่ เจียงเฉิง อยู่ก็หัวเราะตามไปด้วย แต่สายตาของเธอกลับเผลอลอยไปมอง ลู่ชวน ที่นั่งซึมอยู่ข้างๆ

ไม่รู้ทำไม... วินาทีนี้เธอเกิดความรู้สึก ‘อิจฉา’ ขึ้นมาในใจลึกๆ อิจฉาในความรักที่บริสุทธิ์และสวยงามแบบนั้น… แต่พอคิดดูดีๆ… ในชีวิตเธอที่ผ่านมา ก็เคยมีผู้ชายแสนดีแบบ ลู่ชวน เข้ามาจีบเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่า... ให้เธอกลับไปเลือกผู้ชายแบบนั้นในตอนนี้ เธอจะเอาไหม? คำตอบคือ ‘ไม่’ อย่างแน่นอน

บางสิ่งบางอย่าง... ฟังดูสวยหรูเหมือนในนิยาย แต่พอมาอยู่ในโลกแห่งความจริง มันพังทลายได้ง่ายๆ ในเสี้ยววินาที เธอไม่ได้เกิดมาในตระกูลร่ำรวยที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ที่จะเกิดมาเพื่อเสพสุขและไม่แยแสเรื่องเงินทอง เธอไม่ได้มีต้นทุนชีวิตมากพอที่จะไล่ตามแต่ ‘ความรัก’ หรือ ‘ความฝัน’ โดยไม่สนปากท้อง

ตรงกันข้าม... เธอให้ความสำคัญกับ ‘เงิน’ มากที่สุด เรียกได้ว่าเข้าขั้น ‘บูชาเงิน’ เลยก็ว่าได้

เหตุผลหลักก็เพราะ... เธอเป็นลูกสาวคนเดียว แม้ฐานะทางบ้านจะปานกลาง แต่พ่อแม่ทุ่มเทความรักความห่วงใยให้เธอทั้งหมด ดังนั้น... ขอแค่มีโอกาสไหนที่จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของพ่อแม่ให้ดีขึ้นได้ หลิน ชิงเสวี่ย จะคว้ามันไว้ทันทีโดยไม่ลังเล ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร เธอก็ยอม

โลกใบนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ... ยากที่จะสมบูรณ์แบบ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง

ยังดีที่สวรรค์เมตตา... ให้เธอมาเจอกับ เจียงเฉิง ผู้ชายรวยจริง สายเปย์จริง และดีกับเธอจริงๆ ไม่ใช่พวกเศรษฐีเก๊จอมปลอม หรือพวกแมงดาปีกทองอย่าง หวังเจี้ยน ที่หลอกให้ผู้หญิงจ่ายค่าห้อง

ถ้าเธอโชคร้ายไปเจอคนแบบ หวังเจี้ยน… ป่านนี้เธอคงขำไม่ออกแน่ๆ

เมื่อกี้เธอลองเลียบเคียงถามเรตค่าตัวของสาวๆ เด็กดริงก์พวกนี้ดูแล้ว รอบหนึ่งก็ได้หลายพันหยวนอยู่… เทียบกับสมัยที่เธอทำงานร้านชานม เงินจำนวนนี้ถือว่ามหาศาลมาก แต่... ‘ทุกอย่างอยู่ที่การเปรียบเทียบ’

ตลอดเวลาไม่กี่เดือนที่คบกับ เจียงเฉิง... สิ่งที่เธอได้รับมันไม่ใช่แค่เงินหลักพัน ถ้าจะให้เธอหาเงิน 1 ล้านหยวน เหมือนที่ เจียงเฉิง ให้... เธอต้องทำงานแบบสาวๆ พวกนี้กี่รอบกันนะ? เผลอๆ เธอทำงาน ‘บนเตียง’ กับ เจียงเฉิง แค่วันเดียว... ก็ได้เงินมากกว่าสาวๆ พวกนี้ทำทั้งเดือนเป็นเท่าตัว

สิ่งที่เธอได้รับจากการอยู่ข้างกาย เจียงเฉิง... คือสิ่งที่สาวๆ เหล่านี้ไม่มีวันเอื้อมถึงด้วยรายได้ของตัวเอง

แม้เธอจะรู้ดีว่า เจียงเฉิง มีผู้หญิงอื่นนอกจากเธออีกเพียบ แต่อย่างน้อยที่สุด... เจียงเฉิง ก็ ‘จริงใจ’ และ ‘เปย์หนัก’ กับเธอแบบไม่มีกั๊ก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องค่ารักษาแม่… แค่คุยแชตกันเล่นๆ เขาก็โอนเงินให้ใช้แล้ว อยากได้แบรนด์เนม เขาก็รูดบัตรซื้อให้ตาไม่กะพริบ แถมคอนโดหรูที่อยู่ทุกวันนี้ เขาก็เป็นคนจัดการให้

แค่นี้... เธอยังจะไม่พอใจอะไรอีก?

ลองคิดดู... ถ้า เจียงเฉิง เป็นคนรักเดียวใจเดียวและขี้งกเหมือน ลู่ชวนในแง่ฐานะ… ผู้หญิงหน้าเงินและจนๆ อย่างเธอ คงไม่มีทางเข้าตา เจียงเฉิง ได้หรอก

และพูดกันตามตรง... ต่อให้ตัดเรื่องความรวยทิ้งไป ผู้ชายที่หล่อ สูง และเท่ระเบิดอย่าง เจียงเฉิง... แค่เห็นหน้าเธอก็ใจสั่นหวั่นไหวแล้ว

……………………………………

ทางด้าน ลู่ชวน ไม่ได้หัวเราะไปกับเพื่อนๆ เขากำลังจ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า... ทุกอย่างมันเป็นอย่างที่ เจียงเฉิง พูดจริงๆ

ถ้า เจิ้ง จื่ออี๋ มาเจอกับ เจียงเฉิง... ผู้ชายที่ทั้งหล่อ รวย และชาติตระกูลดี เธอคงไม่ลังเลแบบนี้หรอก เธอคงจะถีบหัวส่งเขา แล้วกระโดดเข้าสู่อ้อมกอดของความร่ำรวยทันทีใช่ไหม?

พอคิดได้แบบนี้ หัวใจของ ลู่ชวน ก็เหมือนโดนค้อนปอนด์ทุบเข้าอย่างจัง เจ็บจนจุก เขาพึมพำเสียงเบา: “แต่เธอยังส่งข้อความมาบอกว่า... พวกเขาก็แค่ถ่ายรูปเล่นกันที่โรงแรมเฉยๆ... พวกเขาไม่ได้... เธอบอกให้ผมเชื่อใจเธอเป็นครั้งสุดท้าย…”

ได้ยินคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ นี้ เจียงเฉิง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งระบบเทพทอฝันมาให้... ทำให้เขาแยกแยะตอแหลได้ในพริบตา

เขาตบไหล่ ลู่ชวน เบาๆ แล้วเตือนสติด้วยประโยคเด็ด: “ฟังพี่นะไอ้น้องชาย... ไอ้คำแก้ตัวประเภท ‘แค่ถูๆ ไถๆ (ไม่ได้ใส่)’ หรือ ‘แค่ถ่ายรูปเฉยๆ (ไม่ได้นอน)’ เนี่ย... มีแต่ผู้หญิงโง่ๆ เท่านั้นแหละที่เชื่อ…”

(นัยคือมันเป็นคำโกหกที่ผู้ชายชอบใช้หลอกฟันผู้หญิง แต่นี่ผู้หญิงเอามาใช้หลอกมึง มึงอย่าโง่เชื่อเหมือนผู้หญิงพวกนั้น)

พอนึกภาพตามที่ เจียงเฉิง สื่อ... ขอบตาของ ลู่ชวน ก็แดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า เสียงของเขาสั่นเครือ สะอื้นไห้ในลำคอ: “ความจริง... วินาทีแรกที่เห็นรูป ผมก็รู้แล้วแหละ... แค่ผมไม่อยากยอมรับความจริง…”

“ไม่ใช่ว่ามึงไม่ดี... แต่เจิ้ง จื่ออี๋แค่ไม่เหมาะกับมึง เธอมีเป้าหมายของเธอ พวกมึงศีลเสมอกันไม่พอ”

“ผมแค่ไม่เข้าใจ... เวลา 568 วันที่เราคบกันมา... ทำไมถึงแพ้ให้กับเวลาแค่ 1 อาทิตย์ของไอ้ผู้ชายคนนั้น…”

เจียงเฉิง บีบไหล่เพื่อนแน่นขึ้น: “คนเรามันเปลี่ยนกันได้... ในเมื่อเธอเปลี่ยนลู่วิ่ง (เส้นทางชีวิต) ไปแล้ว มึงก็อย่าไปวิ่งตามตูดเธอให้เหนื่อยเลย... เชื่อกู ออกไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้าง แล้วมึงจะรู้ว่า ผู้หญิงดีๆ กว่าเธอยังมีอีกเยอะ”

คำพูดของ เจียงเฉิง ชัดเจนจนไม่ต้องแปล ลู่ชวน ไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว เขากัดริมฝีปากแน่น พยักหน้าช้าๆ มือคว้าขวดแชมเปญ Ace of Spades บนโต๊ะ ยกขึ้นกระดกเข้าปากอึกใหญ่ พอดื่มเสร็จ เขาพ่นลมหายใจออกยาวเหยียด เหมือนระบายความทุกข์ทั้งหมดทิ้งไป

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พิมพ์ข้อความสั้นๆ ส่งไปหา เจิ้ง จื่ออี๋: “ไสหัวไป~”

เห็น ลู่ชวน ยอมรับความจริงและตัดบัวไม่เหลือใยได้สำเร็จ ทุกคนบนโต๊ะก็ถอนหายใจโล่งอก บรรยากาศอึมครึมหายไปทันที กลับมาครึกครื้นเหมือนเดิม

ทุกคนเลิกสนใจเรื่องดราม่าของ ลู่ชวน แล้วหันไปสนุกกันต่อ หวังเจี้ยน เริ่มกระซิบกระซาบข้างหูสาวคนหนึ่งข้างกายอย่างออกรส ส่วน อู๋คุน ก็กำลังเป่ายิ้งฉุบเล่นเกมดื่มเหล้ากับสาวข้างกายอย่างสนุกสนาน

มองเห็นฟลอร์เต้นรำด้านล่างที่กำลังเดือดพล่าน หลิน ชิงเสวี่ย ก็รู้สึกคึกคักขึ้นมา เธอเขย่าแขน เจียงเฉิง แล้วอ้อนเสียงหวาน: “ที่รักคะ... เราไปเต้นกันไหม? ฉันยังไม่เคยไปเต้นข้างล่างเลย”

เจียงเฉิง พยักหน้า: “ไปสิ”

เขาจูงมือมือนุ่มนิ่มของ หลิน ชิงเสวี่ย เดินมุ่งหน้าสู่ฟลอร์เต้นรำกลางร้าน ทันทีที่ก้าวเท้าลงไปในฝูงชน… บอดี้การ์ดนอกเครื่องแบบหลายนายก็เคลื่อนไหวทันที

พวกเขาแทรกตัวเข้ามาในฝูงชนอย่างแนบเนียน แล้วกระจายตัวล้อมรอบ เจียงเฉิงและหลิน ชิงเสวี่ย เอาไว้ สร้าง ‘กำแพงมนุษย์’ กั้นกลางระหว่างเจ้านายกับนักเที่ยวคนอื่น

ที่นี่คือ เซี่ยงไฮ้... เมืองที่ไม่เคยหลับใหล ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดหรือวันธรรมดา ผับดังๆ แบบนี้คนแน่นจนแทบขี่คอกันอยู่แล้ว ยิ่งในฟลอร์เต้นรำที่เบียดเสียดแบบเนื้อแนบเนื้อ… ถ้าเกิดมีไอ้ขี้เมาที่ไหนซุ่มซ่ามมาชน หรือมาลวนลาม หลิน ชิงเสวี่ย เข้า... คงได้มีเรื่องใหญ่แน่ เจียงเฉิง จึงต้องกันไว้ดีกว่าแก้

เสียงดนตรีดังกระหึ่ม แสงไฟเลเซอร์สาดส่องวิบวับ กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับกลิ่นเหงื่อและฮอร์โมนวัยรุ่นลอยคละคลุ้ง ในบรรยากาศที่เร่าร้อนและชวนฝัน... ผู้คนโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะเพลงเหมือนคนต้องมนตร์

หลิน ชิงเสวี่ย เบียดกายเข้าหา เจียงเฉิง ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเสียงเพลง และอวดเสน่ห์เย้ายวนของเธออย่างเต็มที่…

……………………………………

ตอนที่ 1012 บอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบมา

เป็นไปตามคาด… เมื่อสาวสวยระดับ ‘นางพญา’ อย่าง หลิน ชิงเสวี่ย ลงไปวาดลวดลายบนฟลอร์เต้นรำ สายตาของผู้ชายทั้งผับก็ถูกดูดให้หันมามองเป็นตาเดียว แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายและความปรารถนา

แต่ทว่า… พวกเขาทำได้แค่มองตาละห้อยอยู่ห่างๆ เพราะมี ‘กำแพงมนุษย์’ หนาเตอะกั้นขวางอยู่ จนไม่มีใครสามารถแทรกตัวเข้าไปใกล้ได้แม้แต่ก้าวเดียว

บางคนพยายามยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป... แต่ยังไม่ทันกดชัตเตอร์ ก็โดนมือปริศนาปัดออก หรือบางคนโดนยึดโทรศัพท์ไปดื้อๆ

ตอนแรกหลายคนก็หัวเสีย… แต่พอนึกขึ้นได้ว่า ‘ที่นี่คือเซี่ยงไฮ้ แดนศิวิไลซ์ที่เงินคือพระเจ้า’ และ ‘นี่คือ TAXX ผับหรูที่คนมีอิทธิพลเดินชนกันให้ว่อน’ พวกเขาก็สงบปากสงบคำลง

“ช่างเถอะ... ดูทรงแล้วคงเป็นเมียขาใหญ่สักคนนั่นแหละ... แยกย้ายๆ”

“สวยระดับเทพขนาดนี้... กูอิจฉาผัวเขาจริงๆ ว่ะ”

“เฮ้ย... ผู้ชายคนนั้นหน้าคุ้นๆ นะ เหมือนเจ้าของบริษัทซิงเฉินเลย?”

“โอ๊ย! ...มึงจะผลักกูทำไมวะ! ห้ามถ่ายแล้วยังห้ามพูดอีกเหรอ!?”

หลิน ชิงเสวี่ย ไม่รู้เรื่องความวุ่นวายรอบนอก เธอกำลังมีความสุขเหมือนแมวน้อยที่คลอเคลียเจ้าของ เธอเบียดกายเข้าหา เจียงเฉิง โยกย้ายไปตามจังหวะเพลง แล้วกระซิบอ้อน: “ที่รักคะ... เมื่อกี้ตอนสอนเพื่อน คุณพูดจาคมคายมากเลยนะ ดูเชี่ยวชาญสุดๆ... แอบมีประสบการณ์ตรงหรือเปล่าคะ?”

โดนแซวแบบนี้ เจียงเฉิง ก็ตีก้นเธอ เพียะ! แล้วแกล้งดุ:

“กล้าแซวผมเหรอ? ...ร่อนเก่งนักนะ คืนนี้กลับไปจะ ‘คั้นน้ำ’ ให้แห้งเลยคอยดู! จะได้รู้รสชาติของการเป็นคนดีซะบ้าง!”

หลิน ชิงเสวี่ย เอามือกุมก้น บ่นอุบอิบ: “โอ๊ย... เจ็บนะ... ปกติอยู่คนเดียวฉันไม่มีโอกาสได้เที่ยวนี่นา ก็ต้องมาเที่ยวกับคุณสิ... จำคำพูดไว้ด้วยนะ คืนนี้จัดให้หนักเลยนะ~”

เห็นท่าทางยั่วยวนแบบนั้น เจียงเฉิง ทนไม่ไหว ก้มลงจูบปากเธออย่างดูดดื่มท่ามกลางเสียงเพลงและแสงไฟ นี่เป็นครั้งแรกที่ เจียงเฉิง ยอมปล่อยตัวปล่อยใจในที่สาธารณะขนาดนี้ ทั้งคู่เต้นรำแนบชิด สัมผัสถึงความเร่าร้อนและมัวเมาเหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝัน

ไม่กี่นาทีต่อมา เจียงเฉิง เริ่มรู้สึกว่าไฟมันลามทุ่ง (เกิดอารมณ์): “กลับกันเลยไหม?”

หลิน ชิงเสวี่ย สะดุ้งเมื่อโดนเป่าหู เธอพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในขณะที่กำลังจะเดินออกจากฟลอร์เพื่อไปต่อกันที่ห้อง… จู่ๆ บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามา กระซิบข้างหู เจียงเฉิง ด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ทันใดนั้น... สีหน้าที่เคยผ่อนคลายของ เจียงเฉิง ก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งภายในเสี้ยววินาที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจน หลิน ชิงเสวี่ย สัมผัสได้

“เกิดอะไรขึ้นคะ?” เธอถามด้วยความตกใจ

“หวังเจี้ยนโดนเล่น” เจียงเฉิง ตอบสั้นๆ แล้วจูงมือ หลิน ชิงเสวี่ย เดินจ้ำอ้าวกลับไปที่โต๊ะ VVIP เบอร์ 2 ทันที

เมื่อมาถึง... ภาพที่เห็นคือความโกลาหล รอบโต๊ะเบอร์ 2 ถูกการ์ดของร้านล้อมไว้แน่น กันคนมุงดู เสี่ยวหลี่ กำลังพยายามขวางทางชายร่างอ้วนคนหนึ่งที่มีรอยสักเต็มแขนและหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้า ชายคนนั้นพยายามจะฝ่าวงล้อมหนีไป แต่ เสี่ยวหลี่ ไม่ยอม

เจียงเฉิง กวาดตามองไปที่โซฟา… หวังเจี้ยน นั่งกุมหัวอยู่ เลือดสีแดงสดไหลอาบหน้าผากและแก้ม พนักงานกำลังวุ่นอยู่กับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ฉินเฟินและอู๋เฉวียน ที่เห็นเหตุการณ์จากโต๊ะข้างๆ รีบวิ่งเข้ามาสมทบ พอเห็น เจียงเฉิง กลับมา ฉินเฟิน ก็ถอนหายใจโล่งอก: “เหล่าเจียง! ...เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย? ทำไมคนมุงเต็มไปหมดวะ?”

เจียงเฉิง ไม่ตอบ หน้าตาถมึงทึง เขาหันไปจ้องหน้า อู๋เฉวียน เขม็ง แล้วถามเสียงต่ำ: “เมื่อกี้บอกว่าที่บ้านอยู่กรมตำรวจใช่ไหม?”

อู๋เฉวียน ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบพยักหน้าและเข้าใจสถานการณ์ทันที: “ใช่ครับพี่เจียง! ...มีอะไรให้ผมช่วย สั่งมาได้เลยครับ!”

เจียงเฉิง สั่งเสียงเรียบ: “บอกพวกเขาว่า ‘อย่าเพิ่งรีบมา’ ...ฉันมีธุระต้องเคลียร์ก่อน เสร็จแล้วค่อยให้เข้ามา”

สิ้นเสียงคำสั่ง… หวังเซิ่งและทีมบอดี้การ์ดชุดดำของ เจียงเฉิง ก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับนินจา พวกเขาเข้าควบคุมพื้นที่แทนการ์ดของร้าน ไล่พนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจนหมด ตอนนี้รอบโต๊ะเบอร์ 2 กลายเป็น ‘พื้นที่ปิดตาย’ ภายใต้อำนาจของ เจียงเฉิง โดยสมบูรณ์

อู๋เฉวียนและเพื่อนๆ ยืนอ้าปากค้างกับความเด็ดขาดและความเป็นมืออาชีพของบอดี้การ์ดชุดนี้ โชคดีที่พวกนี้ส่วนหนึ่งใส่ชุดนอกเครื่องแบบ... ขืนใส่สูทดำเต็มยศมากันหมด คงนึกว่ามาถ่ายหนังมาเฟีย

อู๋เฉวียน ตั้งสติได้ รีบควักโทรศัพท์เดินเลี่ยงออกไปโทรหาพ่อ เขาไม่ลังเลเลยที่จะทำตามคำสั่ง เพราะเขารู้ดีว่า... คนระดับ เจียงเฉิง ถ้าจะสั่งการลงมาจริงๆ พ่อเขาก็ต้องทำตามอยู่ดี สู้ให้เขาเป็นคนโทรบอกพ่อเองแบบนี้ดีกว่า ได้หน้าได้เครดิตว่าได้ช่วยงานบุคคลระดับบิ๊กด้วย

…………………………………

ในวงล้อม... เสี่ยวหลี่ กำลังยื้อยุดอยู่กับไอ้อ้วนหัวโล้นขี้เมา ทั้งคู่ไม่รู้ตัวเลยว่าคนรอบข้างเปลี่ยนชุดไปแล้ว จากการ์ดร้าน เป็นการ์ด เจียงเฉิง

ไอ้อ้วนที่เมาได้ที่ ชูนิ้วกลางใส่ หวังเจี้ยน แล้วตะโกนด่า: “ไอ้ลูกหมา! กูเตือนมึงแล้วนะ! ...กูบอกว่าจะทุบหัวมึง กูก็ทุบจริง! เห็นฤทธิ์กูหรือยัง!?”

แล้วหันมาด่า เสี่ยวหลี่: “ไอ้เวรนี่! ...มึงจะขวางกูทำไมวะ? เบื่อชีวิตแล้วเหรอ? ไม่อยากทำงานที่นี่แล้วใช่ไหม!?”

เสี่ยวหลี่ พยายามใจเย็น: “คุณชายเถี่ย... ปกติคุณจะอาละวาดยังไงผมไม่ว่า แต่วันนี้เรื่องมันใหญ่เกินไปครับ คุณไปไม่ได้จริงๆ ขืนปล่อยคุณไป... ผมจะเอาหน้าไปตอบเจ้านายผมยังไง?”

“โว้ย! ...กูทุบหัวคนในผับนี้มากี่คนแล้ว? มึงลืมแล้วเหรอ? ...ก็แค่จ่ายค่าทำขวัญ! หัวมันจะมีค่าสักกี่ตังค์วะ? ส่งมันไปโรงพยาบาลซะ เดี๋ยวค่ารักษากูออกเอง! ...อย่ามาขวางกู! กูรวยนะโว้ย!”

ไอ้อ้วนผลักอก เสี่ยวหลี่ แล้วง้างหมัดจะต่อย เสี่ยวหลี่ โดนไปหมัดหนึ่ง ได้แต่กัดฟันข่มความเจ็บ พอสายตาหันไปเห็น เจียงเฉิง เดินเข้ามา เสี่ยวหลี่ ก็หน้าซีด รีบรายงานเสียงสั่น: “คะ... คุณชายเจียง... ผมเรียกรถพยาบาลแล้วครับ... คือ... ไอ้นี่มัน…”

ไอ้อ้วนขัดจังหวะ ชี้หน้าด่า เจียงเฉิง: “มึงเป็นใครอีกวะ? ...อยากลองดีเหรอ? อยากโดนทุบหัวเหมือนไอ้เชี้ยนั่นไหม!?”

เจียงเฉิง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ส่งสายตาให้ หวังเซิ่ง หวังเซิ่ง พุ่งตัวเข้าไปล็อกแขนไอ้อ้วนไพล่หลัง แล้วเตะพับในทีเดียว ตุ้บ! ร่างมหึมาของไอ้อ้วนร่วงลงไปคุกเข่าต่อหน้า เจียงเฉิง เสียงดังสนั่น

“เชี่ยแม่ม…” ไอ้อ้วนกำลังจะอ้าปากด่า บอดี้การ์ดอีกคนก็คว้าผ้าเช็ดโต๊ะ ยัดใส่ปากมันทันทีจนเสียงหายไปในลำคอ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมากจนคนรอบข้างตกตะลึง วงล้อมคนดูเริ่มขยายวงกว้าง แต่บอดี้การ์ดของ เจียงเฉิง ยืนเรียงเป็นกำแพงมนุษย์ บังสายตาคนภายนอกไว้มิด คนข้างนอกรู้ว่ามีเรื่อง แต่ไม่เห็นรายละเอียดข้างใน

เสี่ยวหลี่ หน้าซีดเผือด รีบส่งซิกให้ลูกน้องไปตามผู้จัดการใหญ่มาด่วน เพราะงานนี้... ‘ใหญ่เกินมือเขา’ แล้ว

เจียงเฉิง เดินตรงไปดูแผลที่หัว หวังเจี้ยน: “เป็นไงบ้าง? ไหวไหม?”

หวังเจี้ยน ส่ายหน้า: “ไหวครับพี่... แค่ถากๆ”

เจียงเฉิง ดูแผลแล้วก็โล่งใจ... โดนแค่หน้าผาก ไม่ถึงกะโหลก และไม่ต้องโกนผมเย็บ

“สรุป… เรื่องมันเป็นยังไง?”

อู๋คุน ที่หายเมาเป็นปลิดทิ้ง รีบฟ้องด้วยความแค้น: “พี่หวังไปเข้าห้องน้ำ... แล้วไอ้โล้นนี่มันบ้าอะไรไม่รู้ ตามมาเอาขวดเหล้าฟาดหัวพี่หวังเฉยเลย!”

หวังเจี้ยน ถอนหายใจ เล่าความจริง: “คือ... ผมยืนฉี่ข้างมัน... แล้วมันท้าแข่งยิงไกล (แข่งฉี่) ...แล้วผมดันชนะมัน... มันเลยพาล หาเรื่องผม…”

หลิน ชิงเสวี่ย ฟังแล้วถึงกับงง แต่ เจียงเฉิง กับพวกผู้ชายเข้าใจทันที เจียงเฉิง หันไปมองสาวที่ไปกับ หวังเจี้ยน แล้วก้มดูนาฬิกา: “เดี๋ยวนะ... กูเพิ่งไปเต้นได้ 5 นาที... มึงไปห้องน้ำ... แข่งฉี่... แล้วมึงชนะ?”

“สรุปคือ... มึงเสร็จกิจเร็วขนาดนั้นเลยเหรอวะ? แค่ 5 นาทีเนี่ยนะ?”

หวังเจี้ยน ได้ยินถึงกับร้องโอดโอย: “พี่เฉิง! ...เวลายังงี้พี่ยังจะมีอารมณ์มาคำนวณเวลาอีกเหรอวะ!? กูจะบ้าตาย!”

สาวๆ ที่ตอนแรกหน้าซีดเพราะความกลัว พอได้ยินบทสนทนานี้ก็หลุดขำออกมาพรืดใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ไปห้องน้ำกับ หวังเจี้ยน เสียงหัวเราะเยาะเย้ยทำเอาไอ้อ้วนที่คุกเข่าอยู่หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย

มันจ้อง เจียงเฉิง ตาขวาง เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เจียงเฉิง มองตอบด้วยสายตาเย็นชา เขาตบไหล่ หวังเจี้ยน แล้วคว้าขวดแชมเปญ Ace of Spades ขวดที่ยังไม่ได้เปิด หนาและหนักมากบนโต๊ะมายัดใส่มือ หวังเจี้ยน

“ที่กูยังไม่ลงมือ... เพราะกูจะเก็บขวดแรกไว้ให้มึง”

จบบทที่ ตอนที่ 1011 ยากจะสมบูรณ์แบบ, ตอนที่ 1012 บอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบมา

คัดลอกลิงก์แล้ว