- หน้าแรก
- ระบบให้เป็นเทพทอฝัน ไม่ได้ให้เป็นจอมสลัดรัก
- ตอนที่ 795 หมากที่ถูกทิ้ง, ตอนที่ 796 หึ... ผู้ชาย!
ตอนที่ 795 หมากที่ถูกทิ้ง, ตอนที่ 796 หึ... ผู้ชาย!
ตอนที่ 795 หมากที่ถูกทิ้ง, ตอนที่ 796 หึ... ผู้ชาย!
ตอนที่ 795 หมากที่ถูกทิ้ง
สิ้นเสียงของ เฉินผิง... หวัง ชงชง ก็ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า:
“งั้นผมคงหมดสิทธิ์แล้วล่ะ... จะให้ไปขอให้ตาช่วยสั่งรถรุ่นนี้ให้ คงเป็นไปไม่ได้แน่ๆ”
“เหล่าเจียง... เอางี้ไหม นายลองไปขอให้ปู่นายสั่งให้สักคันสิ เผื่อเวลาไปต่างประเทศ ฉันจะได้ขอติดรถไปนั่งเก็กหล่อด้วยคน?”
เจียงเฉิง รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน: “ไม่เอาๆ... ฉันไม่ใช่บุคคลสำคัญระดับประเทศขนาดนั้น ไม่อยากสร้างภาระให้ชาติบ้านเมืองโดยไม่จำเป็น”
ทว่าความจริงแล้ว... หากไม่ใช่เพราะปู่ใหญ่จงใจส่งคนมารับ เจียงเฉิง ก็ไม่อยากทำตัวเอิกเกริกเช่นนี้
ปกติเขาชอบขับรถไปไหนมาไหนคนเดียว หรืออย่างมากก็ให้ หวังเซิ่ง ขับให้ การที่มีรถนำขบวนและทหารติดตามเป็นพรวนแบบนี้ มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดและสูญเสียความเป็นส่วนตัวไม่น้อย
บทสนทนาที่ดูเหมือนถ่อมตัวแต่แฝงความยิ่งใหญ่นี้... ทำให้สีหน้าของคนรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
โดยเฉพาะสองพี่น้องตระกูลหวังแห่ง Huayi Brothers... ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาที่มองไปยัง เฟิงกัง เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและเย็นชา
ไม่ใช่แค่ เฟิงกัง... แม้แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าพายุลูกนี้ใหญ่เกินกว่าอาณาจักรบันเทิงของพวกเขาจะต้านทานได้ ตอนแรกพวกเขายังหวังลึกๆ ว่าจะใช้บารมีที่สะสมมาเจรจาขอให้ เจียงเฉิง ละเว้น เฟิงกัง แต่พอเห็น ‘รถหงฉีป้ายขาว’ และ ‘นายทหารยศพันโท’ ที่ยืนอารักขา เจียงเฉิง...
พวกเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่า... ต่อให้ เจียงเฉิง เดินเข้าไปตบหน้าพวกเขาซ้ำอีกกี่ครั้ง พวกเขาก็ต้องก้มหัวรับและฝืนยิ้มให้อย่างนอบน้อมที่สุด!
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาอันเยือกเย็นราวกับจะตัดหางปล่อยวัดจากเจ้านาย... หัวใจของ เฟิงกัง ก็ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความหนาวเหน็บกัดกินลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทันใดนั้น... หวังจุน ก็ส่งสายตาเป็นนัยให้ หวังเล่ย น้องชาย
หวังเล่ย รู้หน้าที่ทันที เขาพุ่งเข้าไปล็อกแขน เฟิงกัง ไว้แน่น แล้วลากตัวออกไปยืนหลบมุมด้านข้าง
ในขณะเดียวกัน... หวังจุน ก็รีบพา ฟ่าน สุ่ยสุ่ย เดินจ้ำอ้าวเข้าไปหา เจียงเฉิง ด้วยรอยยิ้มประจบประแจง:
“ท่านประธานเจียง! ...ได้ยินกิตติศัพท์มานาน วันนี้ได้พบตัวจริง ถือเป็นเกียรติของผมอย่างยิ่งครับ!”
เจียงเฉิง มองชายวัยกลางคนที่ยิ้มร่าเข้ามาอย่างไม่คุ้นตานัก... แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่เดินตามหลังมา เขาก็จำได้ทันที
ฟ่าน สุ่ยสุ่ย…
ความทรงจำจาก ‘ชาติก่อน’ ผุดขึ้นมาในสมอง เธอคือหนึ่งใน ‘ครูสอนเพศศึกษา’ คนแรกๆ ของเขาผ่านหน้าจอ... โดยเฉพาะฉากอันเลื่องชื่อในภาพยนตร์เรื่องนั้นที่เธอมักจะคร่ำครวญด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า… “นายท่านเจ้าคะ... อย่าค่ะ... อ๊าาา~”
เมื่อเทียบกับภาพที่เคยเห็นในวิดีโอ... ตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้กลับดู ‘จัดจ้าน’ กว่าหลายเท่า!
ริมฝีปากสีเชอร์รี่เผยอขึ้นเล็กน้อย... ดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำจ้องมองเขาด้วยแววตาที่มีความหมายลึกซึ้ง…
เธออยู่ในสภาพที่ใบหน้าแดงระเรื่อ แววตาเยิ้มหยาดราวกับหยดน้ำ ซึ่ง เจียงเฉิง คาดเดาจากประสบการณ์ได้ทันทีว่าเธอเพิ่งผ่านสถานการณ์ที่ ‘ร้อนแรง’ มาหมาดๆ
จริตจะก้านที่ดูยั่วยวนถึงกระดูกเช่นนี้เอง... มิน่าล่ะ พวกเฒ่าหัวงูในวงการถึงได้จ้องจะตะครุบเธอทุกครั้งที่มีโอกาส!
เร่อปา ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เมื่อได้เห็นสายตาและท่าทางของรุ่นพี่อย่าง ฟ่าน สุ่ยสุ่ย เธอก็ถึงกับดวงตาสั่นไหวด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเนียนใสเห่อร้อนขึ้นมาด้วยความอับอายแทน
แม้เธอจะรู้ดีว่าวงการมายานี้เต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น... แต่การละทิ้งศักดิ์ศรีมาทอดสะพานอย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้ มันช่างเกินกว่าที่ ‘เด็กใหม่’ ผู้ใสซื่ออย่างเธอจะจินตนาการไปถึงจริงๆ
เจียงเฉิง ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือถือตัว เขายื่นมือออกไปจับมือทักทาย หวังจุน ตามมารยาท: “ยินดีที่ได้พบครับ ประธานหวัง”
เห็น เจียงเฉิง ยอมจับมือด้วย... หวังจุน ก็ถอนหายใจโล่งอก เขารีบกุลีกุจอ ผายมือเชิญ เจียงเฉิงและหวัง ชงชง เข้าไปในอาคารรับรองอย่างนอบน้อมประดุจข้ารับใช้
………………………………
ที่ด้านนอก...
เฟิงกัง มองดู เจียงเฉิงและหวังจุน เดินหายเข้าไปในโรงแรมด้วยความร้อนรน เขาหันไปถาม หวังเล่ย เสียงสั่น: “ประธานหวัง... แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อครับ?”
หวังเล่ย ถอนหายใจยาว เหยียดยิ้มเย็นชา: “เฟิงกัง... งานเลี้ยงคืนนี้ นายไม่ต้องเข้าไปแล้ว กลับบ้านไปซะ”
สรรพนามที่เปลี่ยนไป... ทำให้ เฟิงกัง ใจหายวาบ เขารู้ชะตากรรมทันทีว่ากำลังจะโดนเขี่ยทิ้ง
เขาพยายามอ้อนวอนเสียงอ่อน: “แต่... จะให้ผมกลับไปแบบนี้ได้ไง? ผมยังไม่ได้ขอโทษคุณชายเจียงเลย... ให้ผมเข้าไปอธิบายเถอะครับ เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากผม…”
“บอกให้กลับก็กลับไปสิวะ! ...อย่ามาทำตัวเกะกะแถวนี้!” หวังเล่ย ตะคอกตัดบท: “นายตาบอดหรือไง!? ไม่เห็นเหรอว่าคนขับรถของเขามียศอะไรน่ะ... นั่นมันพันโทเชียวนะโว้ย!”
เห็น หวังเล่ย เริ่มเกรี้ยวกราด... เฟิงกัง ก็งัดไม้ตายสุดท้ายออกมา:
เมื่อเห็น หวังเล่ย เกรี้ยวกราด เฟิงกัง จึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา: “พี่เล่ย... พี่ต้องช่วยผมนะ! ตระกูลหวังของพี่ก็มาจาก ‘สายเลือดทหาร’ เหมือนกันไม่ใช่เหรอ... เห็นแก่หน้าผู้ใหญ่ในตระกูล ช่วยพูดให้ผมหน่อยเถอะ!”
คำพูดนี้กลับไปกระตุกหนวดเสือและเปิดแผลใจของ หวังเล่ย เข้าอย่างจัง เขาตวาดกลับด้วยความโมโหปนสมเพช: “มึงนี่ดูหนังมากไปจนสมองเพี้ยนแล้วเหรอ!? มึงไม่รู้อดีตของกูกับพี่ชายจริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่!?”
“พ่อกูเป็นแค่ข้าราชการชั้นผู้น้อยกระจอกๆ คนหนึ่ง! ส่วนตัวกู... จบจากวิทยาลัยการเมืองปลายแถว แล้วก็ใช้เส้นสายของพ่อฝากงานเข้าไปเป็นแค่ ‘ยามเฝ้าโกดัง’ ในกรมพลาธิการเท่านั้นแหละ!”
“กูมีบารมีอะไรไปเทียบกับเขาได้วะ!? ถ้ากูมีอำนาจล้นฟ้าจริง กูจะลาออกมาทำธุรกิจเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแบบนี้ทำซากอะไร!?”
เฟิงกัง อ้าปากค้าง... นอกจากความตกใจแล้ว ในใจกลับเริ่มผุดความ ‘ดูแคลน’ ขึ้นมา... ไอ้พี่น้องคู่นี้ที่ผ่านมาคุยโวว่าปู่เป็นนายพล พ่อเป็นข้าราชการใหญ่โต ที่แท้ก็แค่พวกกระจอกที่เคยเฝ้าโกดัง!
เมื่อเห็น หวังเล่ย จะเดินหนี เฟิงกัง รีบคว้าแขนไว้อีกครั้ง: “พี่เล่ย... อย่างน้อยให้ผมเข้าไปกราบเท้าขอโทษเขาเถอะ เผื่อเขาจะเมตตา...”
หวังเล่ย สะบัดแขนออกอย่างแรง: “เฟิงกัง! บริษัท หัวอี้ เลี้ยงดูมึงมาดีแค่ไหนจำไม่ได้เหรอ!? ตอนมึงจะแยกวงไปตั้งบริษัทเอง พวกกูยอมควักเนื้อให้เงินมึงไปถึง 1,000 ล้านหยวนฟรีๆ! แล้วหนังที่มึงทำออกมา มีกี่เรื่องที่ทำกำไรตามเป้าได้จริง!?”
“พวกกูพี่น้องไม่เคยทวงบุญคุณมึงเลยสักครั้ง! แต่ครั้งนี้เพราะความปากพล่อยของมึง หุ้นบริษัทกูร่วงระนาว มูลค่าหายไปเป็นหมื่นล้าน! พวกกูยังไม่คิดบัญชีกับมึงก็ถือว่าเมตตาแค่ไหนแล้ว... ยังจะมีหน้ามาเรียกร้องอะไรอีก!”
คำพูดของ หวังเล่ย เหมือนมีดคมกรีดลงกลางใจ เฟิงกัง ความแค้นและความไม่ยินยอมระเบิดพุ่งขึ้นมา…
ตอนกูทำเงินให้ เรียกกูว่าพี่น้อง ว่าขุนพลคู่ใจ พอกูพลาดขึ้นมา ก็ถีบหัวส่งเหมือนหมาข้างถนน!
ไอ้พวกหน้าไหว้หลังหลอก!
…………………………………….
ตอนที่ 796 หึ... ผู้ชาย!
เมื่อเห็น เฟิงกัง ข่มความโกรธจนเงียบปากลง... หวังเล่ย ก็ยิ่งรู้สึกดูแคลนในใจ
ความจริงเขาอยากจะกำจัด เฟิงกัง มานานแล้ว ติดเพียงว่าหมอนี่ยังพอทำเงินให้บริษัทได้อยู่ ทว่าหลังจากได้เห็น ‘บารมี’ ของ เจียงเฉิง ในวันนี้... สองพี่น้องตระกูลหวังต่างรู้แจ้งแล้วว่า เฟิงกัง กลายเป็นเบี้ยที่ต้องสละทิ้งไปเสียแล้ว
หากไม่ใช่เพราะเกรงว่า เฟิงกัง จะปากพล่อยจนพาพังกันไปหมด... หวังเล่ย คงไม่เสียเวลามาปั้นน้ำเป็นตัวเกลี้ยกล่อมหมอนี่ให้เสียอารมณ์หรอก
หวังเล่ย เหลือบมองทหารในชุดเครื่องแบบที่ยืนอารักขาอยู่หน้าประตู ก่อนจะหันมาตบไหล่ เฟิงกัง เบาๆ พร้อมรอยยิ้มจอมปลอม: “เหล่าเฟิง... นายทำใจให้สบายเถอะ ถึงครั้งนี้นายจะก่อเรื่องใหญ่หลวง แต่บริษัทไม่ทิ้งนายแน่”
“บริษัทยังต้องพึ่งพานาย... และด้วยน้ำมิตรที่มีต่อกันมานาน พวกเราจะทิ้งนายลงได้อย่างไร? พี่ชายฉันจะหาทางช่วยนายเอง... เพียงแต่วันนี้บรรยากาศไม่เหมาะให้นายเข้าไปจริงๆ”
“เอางี้... ให้พวกฉันเข้าไปหยั่งเชิงดูท่าทีทางนั้นก่อน แล้วค่อยกลับมาวางแผนกันใหม่ ตกลงไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น... เฟิงกัง แม้จะยังใจหายวาบแต่ก็จำต้องแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา เขารู้ดีว่ายามนี้ตนเองไร้ทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำตามที่ หวังเล่ย บงการ
ทันทีที่ส่ง เฟิงกัง กลับไปได้สำเร็จ… ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของ หวังเล่ย ก็กลับกลายเป็นเย็นชาและมืดครึ้มในชั่วพริบตา
เขาเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในโรงแรม แต่พอผลักประตูห้องอาหารเข้าไป... หวังเล่ย ก็รีบสวมหน้ากาก ‘รอยยิ้มประจบประแจง’ แล้วรุดเข้าไปหา เจียงเฉิง ทันที:
“ท่านประธานเจียง! คุณชายหวัง! ได้ยินชื่อเสียงมานาน... ต้องขออภัยจริงๆ ที่ผมเสียมารยาท พอดีเมื่อครู่ท้องไส้ปั่นป่วนกะทันหันเลยมาช้าไปก้าวหนึ่ง... เพื่อเป็นการขอขมา ผมขอลงโทษตัวเองด้วยการดื่มสามแก้วรวดครับ!”
เจียงเฉิงและหวัง ชงชง มองหน้ากันพลางยิ้มบางๆ โดยไม่เอ่ยคำใด
ความจริง เจียงเฉิง เห็นคนทั้งสองตั้งแต่ตอนลงจากรถแล้ว... เขาเห็นแม้กระทั่งจังหวะที่ หวังเล่ย ลาก เฟิงกัง ไปจัดการที่มุมตึกด้วยซ้ำ
เขาเดาออกทันทีว่า... งานเลี้ยงยังไม่ทันเริ่ม พวกนี้ก็คง ‘เชือด’ กันเองเรียบร้อยแล้ว
เป็นไปตามคาด... ทันทีที่อาหารและเหล้าถูกยกมาเสิร์ฟ หวังจุน ก็รีบลุกขึ้นรินเหล้าให้ เจียงเฉิงและหวัง ชงชง ด้วยท่าทีนอบน้อมถ่อมตนถึงขีดสุด
“ท่านประธานเจียง... ความจริงวันนี้พวกเราควรจะเป็นฝ่ายไปขอขมาท่านถึงที่ แต่ติดปัญหาเรื่องการตรวจสอบภาษีนิดหน่อยจึงปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ”
“พวกเราสองพี่น้องขอดื่มคารวะท่าน... หวังว่าท่านจะเมตตาเปี่ยมล้น อย่าถือสาหาความกับพวกเราเลยนะครับ”
“หากมีสิ่งใดที่ท่านยังขุ่นเคืองใจ โปรดชี้แนะมาได้เลย พวกเราพร้อมจะแก้ไขในทันที!”
เจียงเฉิง นั่งนิ่งเฉย ไม่ยอมยกแก้วขึ้นรับ... การเพิกเฉยนั้นทำให้สองพี่น้องใบหน้าแข็งค้างด้วยความใจเสีย แต่พวกเขาก็ยังกัดฟันทำตามธรรมเนียมดื่มโทษตัวเองรวดเดียวสามแก้วเพื่อแสดงความจริงใจ
เมื่อเห็นพวกเขาดื่มจนเกลี้ยง เจียงเฉิง จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย: “แล้วเฟิงกังล่ะ? ...ไหนบอกว่าเลี้ยงข้าวแทน เฟิงกัง แล้วเจ้าตัวไปไหน?”
หวังจุน รีบตอบทันควัน: “คนพรรค์นั้นจะมาทำไมให้เสียบรรยากาศล่ะครับ! นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีเกียรติได้เลี้ยงมื้ออาหารท่านประธานเจียง วันมงคลเช่นนี้ อย่าให้ ‘ตัวอัปมงคล’ มาทำให้ท่านต้องระคายเคืองสายตาเลยครับ”
หวังเล่ย รีบเสริมทัพ: “ใช่ครับท่านประธานเจียง... เรื่องที่เฟิงกังทำลงไป พวกเราเองก็รังเกียจมาก ทันทีที่รู้เรื่อง เราก็ได้จัดประชุมด่วนและมีมติขับเขาออกจากบอร์ดบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!”
“คนแบบนี้... คือมะเร็งร้ายของ Huayi Brothers ชัดๆ!”
เมื่อได้ยินสองพี่น้องรุมสาดเสียเทเสียใส่ เฟิงกัง อย่างไม่ไว้หน้า... ฟ่าน สุ่ยสุ่ย ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม
ขนาด เฟิงกัง ที่เป็นผู้กำกับคู่บุญและทำเงินให้บริษัทมานับสิบปี... ยังถูกเขี่ยทิ้งราวกับหมาข้างถนน แล้วตัวเธอล่ะ... จะมีจุดจบที่อนาถยิ่งกว่านี้หรือไม่?
ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งร้อนรน ฟ่าน สุ่ยสุ่ย รู้ซึ้งว่าตนเองต้องรีบหา ‘ต้นไม้ใหญ่’ ต้นใหม่เพื่อพึ่งพิง หรืออย่างน้อยก็ต้องทำให้ เจียงเฉิง จดจำตัวตนของเธอให้ได้!
เธออาศัยจังหวะที่สองพี่น้องพักหายใจ รีบแทรกตัวเข้าไปพร้อมแก้วไวน์ในมือด้วยท่าทางนอบน้อม: “คุณชายเจียงคะ... ฉันขอดื่มให้ท่านสักแก้วเพื่อเป็นเกียรติได้ไหมคะ?”
“ได้ยินชื่อเสียงท่านมานาน... วันนี้ได้พบตัวจริง นับเป็นวาสนาของฉันจริงๆ ค่ะ”
สายตาหวานเยิ้มและน้ำเสียงออดอ้อนถูกส่งไปให้ เจียงเฉิง อย่างเต็มพิกัด และสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจก็คือ...
เจียงเฉิง ที่เมื่อครู่ทำเมินเฉยต่อสองพี่น้องตระกูลหวังราวกับพวกเขาเป็นธาตุอากาศ... กลับยอมยกแก้วขึ้นมาชนกับ ฟ่าน สุ่ยสุ่ย แต่โดยดี!
เห็นภาพตรงหน้า... เร่อปา ที่นั่งอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหึในใจ คำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที: “หึ... ผู้ชายก็เหมือนกันหมด!”
ความจริง เจียงเฉิง ไม่ได้อยากจะสองมาตรฐาน... แต่เห็นแก่ที่เธอเคยเป็น ‘อาจารย์ผู้บุกเบิกโลกทัศน์’ ...เขาจึงยอมไว้หน้าเธอสักสามส่วน
พอเห็น เจียงเฉิง ยอมยกแก้วดื่ม สองพี่น้องตระกูลหวังก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขารีบหันไปประจบประแจง หวัง ชงชง ต่อทันที
“คุณชายหวังครับ... ต้องขอบคุณคุณชายจริงๆ ที่ช่วยชี้แนะทางสว่างให้พวกเรา”
“พูดตามตรง เรื่องที่เฟิงกังไปโพสต์ระรานในเวยป๋อคราวก่อน พวกเราไม่รู้เห็นเลยจริงๆ ครับ มารู้เรื่องเข้าก็แทบช็อกจนทำอะไรไม่ถูก”
“เป็นถึงผู้กำกับใหญ่ รับเงินลงทุนไปมหาศาลกลับไม่ตั้งใจทำหนัง แต่ดันไปทำตัวเป็นเกรียนคีย์บอร์ดหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว... ช่างไม่ได้ความจริงๆ!”
“โชคดีที่พวกท่านเป็นคนใจกว้างและมีเหตุผล... ไม่งั้นบริษัทของพวกเราคงต้องพังพินาศเพราะคนพรรค์นั้นแน่ๆ”
หวังจุน ปั้นน้ำเป็นตัวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ส่วน หวังเล่ย ก็รีบรับลูกต่อทันที: “นั่นสิครับ... สองปีมานี้พวกเราลำบากมาก เพราะเฟิงกังเพียงคนเดียวที่ทำเอาบริษัทปั่นป่วนไปหมด พวกเราเจ็บปวดใจจนพูดไม่ออก เหมือน ‘ใบ้กินหวงเหลียน(1)’ มีความทุกข์ระทมแต่ไม่อาจบอกใครได้!”
สองพี่น้องผลัดกันระบายความอัดอั้นและโยนความผิดทุกอย่างไปให้ เฟิงกัง เพื่อล้างมลทินให้ตัวเอง เจียงเฉิง มองดูการแสดงละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร
‘ใต้หล้าล้วนรุมล้อมเพื่อผลประโยชน์ ใต้หล้าล้วนแยกย้ายเพราะผลประโยชน์(2)’ ประโยคนี้ยังคงเป็นสัจธรรมที่เที่ยงแท้เสมอ
เจียงเฉิง รู้ดีว่า... เขาไม่จำเป็นต้องลงมือจัดการ เฟิงกัง ด้วยตัวเองอีกต่อไป ด้วยนิสัยของคนอย่าง เฟิงกัง ทันทีที่ถูกไล่ออกย่อมต้องแว้งกัดคืนแน่
และสองพี่น้องตระกูลหวังเพื่อความอยู่รอด พวกมันนั่นแหละที่จะเป็นคนลงมือ ‘กำจัด’ เฟิงกัง ด้วยน้ำมือตัวเอง
เพราะ เฟิงกัง ทำให้ หัวอี้ เสียหายย่อยยับ ทั้งเม็ดเงินและชื่อเสียง แถมโปรเจกต์ ‘Cell Phone 2’ ก็พังพินาศจนไม่เหลือชิ้นดี... อนาคตของบริษัทมืดมนจนถึงที่สุด
นับจากวินาทีนี้... ยุคทองของ Huayi Brothers และพี่น้องตระกูลหวัง... ได้จบสิ้นลงแล้ว
……………………………….
(1)[ใบ้กินหวงเหลียน (哑巴吃黄连) – สำนวนที่ว่า ‘คนใบ้กินหวงเหลียน มีความขมแต่พูดไม่ออก’ หวงเหลียน เป็นสมุนไพรที่มีรสขมจัด ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ไม่สามารถพูดหรืออธิบายให้ใครฟังได้]
(2)[ใต้หล้าล้วนรุมล้อมเพื่อผลประโยชน์ – มาจากคัมภีร์ ‘สือจี้ (史记)’ ที่ว่า ‘天下熙熙,皆为利来;天下攘攘,皆为利往 (ใต้หล้าคึกคักล้วนมาเพื่อผลประโยชน์ ใต้หล้าขวักไขว่ล้วนไปเพื่อผลประโยชน์)’ เป็นการสะท้อนถึงธาตุแท้ของมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรเป็นหลัก]