เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 603 ก็ ‘เพื่อน’ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’... เรียกย่อๆ ว่า ‘แฟน’ ไม่ใช่เหรอ?, ตอนที่ 604 ดอกไม้ปลอมดอกละ 50 หยวน?

ตอนที่ 603 ก็ ‘เพื่อน’ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’... เรียกย่อๆ ว่า ‘แฟน’ ไม่ใช่เหรอ?, ตอนที่ 604 ดอกไม้ปลอมดอกละ 50 หยวน?

ตอนที่ 603 ก็ ‘เพื่อน’ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’... เรียกย่อๆ ว่า ‘แฟน’ ไม่ใช่เหรอ?, ตอนที่ 604 ดอกไม้ปลอมดอกละ 50 หยวน?


ตอนที่ 603 ก็ ‘เพื่อน’ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’... เรียกย่อๆ ว่า ‘แฟน’ ไม่ใช่เหรอ?

เห็น เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ทำหน้าบอกบุญไม่รับ เจียงเฉิง ก็หัวเราะร่า:

“ดูทำหน้าเข้า... นี่ไม่อยากกินไหตี่เลาขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”

เธอเบะปาก ทำแก้มป่องอย่างงอนๆ:

“บอสคะ... ลืมไปแล้วเหรอว่าใต้ตึกออฟฟิศเราก็มีไหตี่เลา? ร้านเปิด 24 ชั่วโมง วันไหนทำงานโต้รุ่งฉันก็แวะไปกินออกจะบ่อย... ขืนให้มากินที่นี่อีก ฉันยอมกลับไปกินข้าวกล่องที่โรงแรมดีกว่าค่ะ”

เห็นท่าทางแง่งอนของเธอ เจียงเฉิง ก็ยิ้มมุมปาก:

“โอเคๆ... งั้นเปลี่ยนเมนู... สนใจ ‘หัวกระต่ายรสเผ็ด’ ไหม?”

พอได้ยินชื่อเมนู ดวงตาของ เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ก็เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที ดูเหมือนเธอจะสนใจเมนูขึ้นชื่อนี้อยู่ไม่น้อย

แต่ผ่านไปไม่กี่วินาที สีหน้าเธอก็เปลี่ยนเป็นลังเลใจ เพราะสำหรับคนบางกลุ่ม... การกิน ‘เนื้อกระต่าย’ ก็ทำใจยากอยู่แล้ว

นี่ยังจะให้กิน ‘หัว’ มันอีกเหรอ?

พอนึกภาพหัวกระต่ายน่ารักๆ ถูกจับมาต้มในหม้อ... เธอก็เริ่มพะอืดพะอม แต่นี่มันเป็นของดีเมืองหรงเฉิงทั้งที... จะไม่ลองก็กระไรอยู่

เธออยากจะบ่นเรื่องความโหดร้าย แต่เกรงใจ เจียงเฉิง เลยถามย้ำเพื่อความแน่ใจ:

“หมายถึง... หัวกระต่ายจริงๆ เหรอคะ? หรือเป็นชื่อเรียกเฉยๆ?”

“ของจริงสิครับ จะของปลอมได้ไง?”

เจียงเฉิง สังเกตเห็นความลังเลของเธอ จึงรีบเชียร์:

“ไม่ต้องคิดมากน่า... นี่เมนูโปรดผมตั้งแต่เด็กเลยนะ มาถึงหรงเฉิงแล้วต้องลอง ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง”

เห็น เจียงเฉิง เชียร์ออกนอกหน้า เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ก็เริ่มทำหน้ากระอักกระอ่วน

จู่ๆ เธอก็นึกถึงประโยคเด็ดจากหนังดังที่พวกสาวแอ๊บแบ๊วชอบพูด เลยแกล้งดัดเสียงพูดขึ้นมา:

“งือ~ น้องกระต่ายน่ารักจะตาย... กินลงได้ยังไงคะ?”

“แถมยังเป็นส่วนหัวด้วย... บอสโหดร้ายที่สุด! เปลี่ยนร้านเถอะค่ะ…”

เธอพูดไปก็แอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของ เจียงเฉิง ไปด้วย แต่พอเห็น เจียงเฉิง กลั้นขำจนหน้าแดง เธอก็รู้ทันทีว่าโดนแกล้ง:

“นี่คุณจงใจแกล้งฉันใช่ไหมเนี่ย!?”

“โอเคๆ ไม่แกล้งแล้ว... ไปกันเถอะ เดี๋ยวพาไปกินของดีจริงๆ”

…………………………………

ครึ่งชั่วโมงต่อมา… เจียงเฉิง จอดรถ Bentley ไว้ที่ปากซอยแห่งหนึ่ง จากนั้นก็พา เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ เดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยว

ไม่นานพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านอิฐแดงชั้นเดียวสภาพเก่าคร่ำครึ

สภาพร้านดูบ้านๆ ยิ่งกว่าคำว่าบ้านๆ… โต๊ะพับตัวเล็กๆ กับเก้าอี้พลาสติกสีแดงถูกวางระเกะระกะอยู่ริมกำแพง

มีหลอดไฟไส้เปลือยๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ตามกำแพงสำหรับให้แสงสว่างตอนกลางคืน และเพื่อกันแดดกันฝน... เจ้าของร้านจึงใช้ผ้าใบพลาสติกสีรุ้งขึงไว้ด้านบนแบบลวกๆ

พูดตามตรง... วินาทีแรกที่เห็น เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ถึงกับอึ้ง

นี่มันยิ่งกว่าร้านข้างทางธรรมดาซะอีก... นี่มัน ‘ร้านแมลงวัน’ ชัดๆ!

แถมไม่มีป้ายร้านด้วยซ้ำ!? ถ้า เจียงเฉิง ไม่พามา... ชาตินี้เธอคงหาไม่เจอ

เห็นสีหน้าตกตะลึงของผู้จัดการคนสวย เจียงเฉิง ก็ถามยิ้มๆ:

“ถ้าไม่ชอบ... เดี๋ยวผมพาไปกินในห้างก็ได้นะ?”

“ไม่ได้ดัดจริตขนาดนั้นค่ะ... แค่แปลกใจเฉยๆ” เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ตอบด้วยความสงสัย

“ไม่นึกว่าท่านประธานเจียงผู้มั่งคั่ง จะลดตัวมากินร้านแบบนี้... หรือนี่คือร้านลับระดับตำนานที่เขาเล่าลือกันคะ?”

เธอแปลกใจจริงๆ… คนอื่นอาจไม่รู้ว่า เจียงเฉิง รวยแค่ไหน แต่เธอรู้ดีที่สุด

บริษัท ซิงเฉิน อินเวสต์เมนต์ มูลค่าหมื่นล้าน ไหนจะพอร์ตหุ้นส่วนตัวอีก... สินทรัพย์รวมๆ ของเขาน่าจะหลายหมื่นล้านหยวน

เสื้อสูทที่ใส่ก็ตัวละหลายแสน นาฬิกา Patek Philippe บนข้อมือก็ซื้อบ้านได้ทั้งหลัง แต่มหาเศรษฐีระดับนี้... กลับพานั่งกินข้าวข้างทาง?

เจียงเฉิง พยักหน้า เขาเข้าใจความคิดของเธอดี

คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเขาเป็นลูกคุณหนูไฮโซที่กินแต่ของหรูๆ แต่ความจริงแล้ว เขาเติบโตมากับรสชาติแบบนี้ พ่อกับแม่ชอบพามาทานตั้งแต่เด็ก

ต่อให้รวยล้นฟ้าแค่ไหน... ลิ้นของเขาก็ยังโหยหารสชาติแห่งความทรงจำนี้อยู่ดี

“อาหารอร่อยไม่แบ่งชนชั้นหรอกครับ... เดี๋ยวคุณชิมแล้วจะรู้”

“ร้านนี้วัตถุดิบสดใหม่มาก เจ้าของไปจ่ายตลาดเองทุกเช้า รับประกันว่าไม่มีเนื้อซอมบี้ (เนื้อแช่แข็งค้างปี) แน่นอน”

“ร้านนี้เปิดมาหลายสิบปีแล้วตั้งแต่ผมยังเด็ก... รสชาติคือต้นตำรับแท้ๆ ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่นจริงๆ ไม่มีทางรู้จักหรอก”

ในขณะที่ยืนคุยกัน... กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของหม้อไฟและเครื่องเทศก็ลอยมาเตะจมูก กลิ่นหอมเผ็ดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์ ทำเอา เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ เผลอเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว

พอมองไปที่ลูกค้าโต๊ะอื่นที่กำลังโซ้ยกันอย่างเอร็ดอร่อย... เธอก็เริ่มรู้สึกหิวจนท้องร้อง

“คุณยิ่งพูดยิ่งทำให้ฉันหิว... รีบไปจองโต๊ะกันเถอะค่ะ เดี๋ยวเต็ม!”

พูดจบ เธอก็เป็นฝ่ายลากแขน เจียงเฉิง เข้าไปในร้านซะเอง

พอได้โต๊ะนั่ง... หญิงวัยกลางคนสวมผ้ากันเปื้อนธรรมดาๆ ก็เดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง:

“อ้าวเสี่ยวเจียง! ...ไม่ได้เห็นหน้าตั้งนานเลยนะเรา?”

ป้าหลี่ เจ้าของร้านทักทายเสร็จ ก็หันไปมอง เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

“พาสาวมาด้วยเหรอ? ...แฟนล่ะสิ?”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ตาโต รีบหันขวับไปมอง เจียงเฉิง

แต่ เจียงเฉิง กลับไม่ปฏิเสธ แถมยังย้อนถามหน้าตาย:

“ป้าหลี่ดูแล้วเหมือนไหมล่ะครับ?”

“เหมือนสิ! ...หล่อสวยเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก! ...สมกันมากจ้ะ!” ป้าหลี่ เชียร์เต็มที่

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ เขินจนหน้าแดง ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยิ้มแก้เก้อ

เจียงเฉิง หัวเราะชอบใจ:

“แฟนผมเขาขี้อายน่ะครับ หน้าบาง... ป้าอย่าเพิ่งแซวเยอะ เดี๋ยวเธอเขินม้วนต้วน”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ได้โต้แย้ง แต่แอบส่งสายตาพิฆาต ค้อนวงใหญ่ให้ เจียงเฉิง ไปทีหนึ่ง

จากนั้น เจียงเฉิง ก็สั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว:

“ขอหม้อไฟ 2 ช่องครับ... ช่องหนึ่งหมาล่า ช่องหนึ่งพะโล้... แล้วก็ขอเนื้อกระต่าย, หลอดลมหมู, กบนา, ไส้หมู, ผ้าขี้ริ้ว…”

สั่งไปเยอะมากจน ป้าหลี่ ต้องเดินไปหิ้วโต๊ะพับมาต่อให้อีกตัว

“มาๆๆ... ป้าต่อโต๊ะให้คู่รักจะได้นั่งกินกันสบายๆ”

โดนเรียกว่า ‘คู่รัก’ รอบที่สอง... เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เธอต้องแอบสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้น

พอ ป้าหลี่ เดินไปแล้ว... เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ก็ถามเสียงเขียว:

“นี่คุณ... ฉันไปตกลงเป็นแฟนคุณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”

เจียงเฉิง ยิ้มกวนๆ ตอบอย่างหน้าไม่อาย:

“ก็ ‘เพื่อน’ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’ ...เรียกย่อๆ ว่า ‘แฟน(1)’ ไม่ใช่เหรอครับ?”

……………………………

(1)[หนวี่ซิ่ง เผิงโหย่ว (女性朋友) – คือการเล่นคำเรียก ‘แฟน’ โดย

    ‘หนวี่ซิ่ง เผิงโหย่ว (女性朋友)’ แปลว่า ‘เพื่อนที่เป็นเพศหญิง’ เน้นระบุเพศเพื่อความชัดเจน

    ‘หนวี่ เผิงโหย่ว (女朋友)’ แปลว่า ‘แฟนสาว/คนรัก’ เจียงเฉิง จงใจใช้ตรรกะกวนประสาทโดยการตัดคำว่า ‘ซิ่ง (性)’ ที่แปลว่า ‘เพศ’ ออก เพื่อรวบยอดจาก ‘เพื่อนที่เป็นผู้หญิง’ ให้กลายเป็น ‘แฟน’ ในทันที]

……………………………

ตอนที่ 604 ดอกไม้ปลอมดอกละ 50 หยวน?

เจอคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของ เจียงเฉิง เข้าไป เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ก็เบะปากมองบนใส่เขาแรงๆ หนึ่งที

คำอธิบายเมื่อกี้ ฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้น แถมไม่ได้ช่วยให้คะแนนดีขึ้นเลยสักนิด

“แฟนสาวของท่านประธานเจียงน่าจะมีเยอะพอดูเลยนะคะ... เท่าที่ฉันเห็นผ่านๆ ตามานี่ก็หลายคนแล้ว”

น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยการหยอกล้อและเหน็บแนม

เจียงเฉิง กระแอมไอแก้เก้อ สีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย:

“อะแฮ่ม... พวกเธอไม่เหมือนคุณหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็แค่เพื่อนผู้หญิงธรรมดา”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ เอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ:

“ฉันว่า... ฉันต่างหากมั้งคะที่ไม่เหมือนพวกเธอ? ...ท่านประธานเจียงคะ ฉันไม่ใช่เด็กสาวใสซื่อพวกนั้นนะ อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก”

เห็นเธอยังแซะไม่เลิก แถมน้ำเสียงยังเจือความน้อยใจนิดๆ เจียงเฉิง เลยเปลี่ยนเรื่อง ชี้ไปที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้านปิ้งย่างข้างๆ:

“ไม่ว่าคุณจะเป็นหรือไม่ใช่... แต่เดี๋ยวคงมีคนพยายามจะ ‘จับคู่’ ให้เราเร็วๆ นี้แหละครับ”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ มองตามนิ้วของเขาไป

เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุประมาณ 7-8 ขวบ สะพายกระเป๋านักเรียน ในมือถือช่อดอกกุหลาบปลอมอยู่เป็นกำ

เธอกำลังเดินไล่ตื๊อขายดอกไม้ให้ลูกค้าตามโต๊ะต่างๆ ด้วยรอยยิ้มการค้าที่ฉีกกว้างจนเห็นฟันหลอ

ที่เด็ดกว่านั้นคือ... ในมืออีกข้างของหนูน้อยถือป้ายคิวอาร์โค้ด เตรียมพร้อมสำหรับการโอนเงิน!

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ขมวดคิ้วด้วยความสงสาร:

“ตัวแค่นี้ต้องออกมาขายดอกไม้แล้วเหรอคะ? ...ดึกป่านนี้ไม่กลับไปอ่านหนังสือหรือไง?”

เจียงเฉิง ตอบอย่างรู้ทันโลก:

“น่าจะมีผู้ใหญ่พามานั่นแหละครับ มุกนี้ผมเจอจนชินแล้ว... ช่วงดึกๆ แบบนี้แหละเวลาทำเงิน เป้าหมายหลักคือลูกค้าที่มากันเป็นคู่ชายหญิงแบบเรานี่ไง... บางทีนั่งกินมื้อเดียว เจอเด็กวนมาขายตั้ง 3-4 รอบ”

ทั้งสองคนคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหม้อไฟถูกยกมาเสิร์ฟ พอน้ำซุปเดือดปุดๆ ป้าหลี่ ก็ยกกะละมังใบใหญ่เดินเข้ามา

“มาแล้วจ้า... เนื้อกระต่ายสดๆ! เพิ่งเชือดเมื่อเช้านี้เอง สดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ มองดูหัวกระต่ายที่ยังเห็นรอยเลือดจางๆ และเนื้อสดสีชมพูในกะละมัง… เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ฝืนยิ้มแห้งๆ อย่างรักษามารยาท

เจียงเฉิง สั่งการอย่างคล่องแคล่ว:

“ขอบคุณครับป้าหลี่... น้ำเดือดแล้ว เทลงหม้อเลยครับ!”

“ได้เลยจ้า!”

หลังจาก ป้าหลี่ เทเนื้อลงหม้อ และทยอยเสิร์ฟเครื่องเคียงอื่นๆ จนเต็มโต๊ะ ปิดท้ายด้วยไฮไลต์เด็ด... ‘กระต่ายย่างทั้งตัว’

แม้ตอนแรก เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ จะรู้สึกต่อต้าน… แต่พอได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาแตะจมูก ต่อมรับรสของเธอก็เริ่มทำงานหนัก

เจียงเฉิง คีบเนื้อกระต่ายชิ้นโตที่สุกกำลังดีใส่ชามให้เธอ:

“อย่าคิดมากครับ... ลองชิมดู ร้านนี้ฝีมือระดับตำนาน รับรองว่าเด็ดจริง”

เห็น เจียงเฉิง กินอย่างเอร็ดอร่อย เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ จึงตัดสินใจกลั้นใจคีบเนื้อกระต่ายที่เคลือบด้วยน้ำมันพริกสีแดงฉ่ำเข้าปาก

ทันทีที่เคี้ยว... ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง!

สมองประมวลผลออกมาคำเดียว: อร่อยเหาะ!

ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ รสสัมผัสเด้งสู้ฟัน ยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน ต่างจากไก่หรือหมูอย่างสิ้นเชิง

จากที่กล้าๆ กลัวๆ... ตอนนี้ เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ คีบกินไม่หยุดมือเหมือน เจียงเฉิง

เจียงเฉิง จิบโค้กเย็นเจี๊ยบ มองดูเธอด้วยรอยยิ้ม:

“เป็นไง? ...รสชาติไม่เลวใช่ไหม? นี่แหละรสชาติที่แท้จริงของหรงเฉิง... กินที่เซี่ยงไฮ้มันไม่ได้ฟีลแบบนี้หรอก”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ วางตะเกียบลงชั่วคราว ยิ้มเขินๆ:

“ยอมรับเลยค่ะ... อร่อยกว่าไหตี่เลาจริงๆ ด้วย ไหตี่เลามันคือเนื้อแช่แข็ง แต่ร้านนี้สดมาก... น้ำซุปก็หอมเครื่องเทศสุดๆ”

พูดจบ เธอก็หันไปจ้อง ‘กระต่ายย่าง’ ตาเป็นมัน หนังสีเหลืองทองกรอบๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย จนเธอต้องลอบกลืนน้ำลาย

เจียงเฉิง เห็นเธออยากกินแต่ไม่กล้าหยิบ เลยสวมถุงมือพลาสติก ฉีกขาหลังกระต่ายส่วนที่นุ่มที่สุดส่งให้เธอ:

“เอานี่... ขาหลัง นุ่มสุดๆ”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ รับไปกัดกินคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข

“ฉันขอถอนคำพูดเมื่อกี้นะคะ... น้องต่ายน่ารักจริงๆ แต่ก็อร่อยจริงๆ ด้วย”

“ฮ่าๆๆ... แน่นอนสิครับ กระต่ายย่างเป็นอาหารขึ้นชื่อของเสฉวนมาหลายร้อยปีแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนก็เป็นอาหารชาววัง ปัจจุบันกลายเป็นอาหารสามัญประจำบ้านไปแล้ว”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ พยักหน้า:

“เมื่อคืนฉันอ่านเจอในเน็ต เขาบอกว่าปีๆ หนึ่งคนเสฉวนกินกระต่ายไปหลายร้อยล้านตัว... เฉพาะในหรงเฉิงเมืองเดียวก็ปาเข้าไปครึ่งหนึ่งแล้ว”

“ว่าแต่... กระต่ายเยอะขนาดนี้ เอามาจากไหนกันคะเนี่ย?”

“ส่วนใหญ่มาจากฟาร์มในชนบทรอบๆ นี่แหละครับ กระต่ายแพร่พันธุ์ไวจะตาย... อีกอย่าง ปริมาณการบริโภคที่สูงขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวที่ซื้อกลับไปเป็นของฝากด้วย”

เมืองหรงเฉิงเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับท็อป... ใครมาก็ต้องซื้อหัวกระต่ายหรือกระต่ายย่างกลับไปฝากคนที่บ้าน เป็นสินค้าพื้นเมืองที่ขาดไม่ได้

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ ที่ตอนนี้ตกเป็นทาสรักเนื้อกระต่ายไปแล้ว พูดขึ้นมาว่า:

“เดี๋ยวขากลับฉันต้องซื้อไปฝากคนที่บริษัทบ้างแล้วล่ะค่ะ”

เจียงเฉิง นึกถึง จ้าว หลิงเอ๋อร์:

“หลิงเอ๋อร์น่าจะชอบนะ รายนั้นสายกินอยู่แล้วนี่…”

เฉิน เสวี่ยเอ๋อร์ หัวเราะคิกคัก:

“ไม่แน่หรอกค่ะ... ฉันพอนึกหน้ายัยนั่นออกเลย คงทำหน้าเบะปากแล้วบ่นว่า ‘พวกเธอมันคนใจร้าย กินน้องต่ายลงได้ยังไง’ แน่ๆ”

ในขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันเพลินๆ… สายตาของ เจียงเฉิง ก็เหลือบไปเห็น เด็กหญิงขายดอกไม้ คนเดิม เดินตรงเข้าไปที่โต๊ะข้างๆ

โต๊ะนั้นมีลูกค้าเป็น ผู้ชาย 2 คน นั่งกินกันอยู่ เด็กหญิงเดินเข้าไปอ้อนวอนขอให้ช่วยซื้อดอกกุหลาบ

“ไม่เอาครับหนู... พวกน้าเป็นผู้ชายทั้งคู่ จะซื้อดอกไม้ให้กันทำไม?”

ชายร่างยักษ์กล้ามโตตอบปฏิเสธ เสียงของเขาทุ้มต่ำห้าวหาญ ขัดกับท่าทางที่ดูเหนียมอายชอบกล

เด็กหญิงไม่ยอมแพ้ งัดไม้ตายออกมาใช้:

“ซื้อสักดอกเถอะค่ะคุณน้า... เมื่อกี้หนูเห็นพวกน้าแอบจับมือกันอยู่ใต้โต๊ะด้วยนะ!”

“ซื้อดอกไม้ให้แฟนเถอะค่ะ... ขอให้ความรักของพวกน้ายั่งยืนนานตลอดไปนะคะ!”

เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อย ดังชัดเจนเหมือนประกาศผ่านลำโพง ทำเอาลูกค้าทั้งซอยหันขวับมามองเป็นตาเดียว!

ชายร่างยักษ์หน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู ทำตัวไม่ถูก รีบโบกมือไล่เด็ก:

“ยัยเด็กบ้า! ...พูดจาเลอะเทอะ! ...ไปๆๆ อย่ามากวนคนจะกินข้าว! ไม่ซื้อโว้ย!”

ทันทีที่ชายร่างยักษ์พูดจบ… ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ทำหน้าบึ้งตึง ดวงตาฉายแววน้อยใจและโกรธเคือง

เขาตบโต๊ะดังปัง! แล้วแหวเสียงแหลมปรี๊ด สาวแตกออกมาทันที:

“นี่เธอ! ...หมายความว่าไงยะ!?”

“เด็กมันพูดความจริงแล้วมัน ‘เลอะเทอะ’ ตรงไหนมิทราบ!?”

“หรือเธอคิดว่าการคบกับฉันมันน่าอับอายขายขี้หน้ามากนักฮะ!?”

จบบทที่ ตอนที่ 603 ก็ ‘เพื่อน’ ที่เป็น ‘ผู้หญิง’... เรียกย่อๆ ว่า ‘แฟน’ ไม่ใช่เหรอ?, ตอนที่ 604 ดอกไม้ปลอมดอกละ 50 หยวน?

คัดลอกลิงก์แล้ว