- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 255: เงินทองคือพระเจ้า
บทที่ 255: เงินทองคือพระเจ้า
บทที่ 255: เงินทองคือพระเจ้า
บทที่ 255: เงินทองคือพระเจ้า
"ตกใจแย่เลยสินะ?"
หลังจากโยนร่างของอาฮ่าวลงจากรถ ปาซงก็หันมาถามหวังฉีพร้อมรอยยิ้ม
หวังฉีมองปาซงที่กำลังยิ้มตาใสซื่อ แล้วเลือกที่จะเงียบ
ท่าทีที่เขาปฏิบัติต่อเธอมันดู... ดีเกินไปหรือเปล่า?
มันดูไม่ใช่ความสุภาพตามมารยาทที่มีต่อผู้หญิง แต่มันเหมือนเขากำลังมีแผนอะไรบางอย่าง
แน่นอน ต่อให้หวังฉีจะลำเอียงเข้าข้างตัวเองแค่ไหน เธอก็ไม่คิดว่าคนอย่างปาซงจะเป็นสุภาพบุรุษกับผู้หญิงที่ไม่มีผลประโยชน์ให้เขาหรอก
แต่ในเวลาแบบนี้ การมีค่าก็ย่อมดีกว่าไร้ค่า
ปาซงหมุนปืนเล่นในมือ มองอาฮ่าวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นอย่างเฉยเมย "ช่วยไม่ได้ โอกาสดีๆ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ พลาดไปคงน่าเสียดายแย่"
ด้วยวิธีนี้ ความตายของอาฮ่าวก็จะถูกโบ้ยไปให้บาซง เพราะกระสุนรุ่นนี้เป็นรุ่นโปรดของบาซง
แม้หวังฉีจะไม่พูดอะไร แต่เธอก็เข้าใจความหมายของคำว่า "น่าเสียดาย" ของปาซงดี
ครั้งนี้เธอประมาทไปจริงๆ การใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขมานานทำให้เธอลืมระวังภัยอันตรายในโลกใบนี้ ไม่ใช่ทุกประเทศ ทุกมุมโลก จะปลอดภัยเหมือนบ้านเกิดเมืองนอน
แต่การมานั่งสมเพชตัวเองไม่ใช่จริตของหวังฉี รู้ว่าผิดตรงไหน เรียนรู้จากบทเรียน แล้วแก้ไขมันซะ นั่นก็เพียงพอแล้ว
หวังฉีมองดูปาซงอุ้มร่างอาฮ่าวขึ้นมานั่งที่เบาะข้างคนขับ ขณะที่กำลังคาดเข็มขัดนิรภัยให้ศพ เขาก็หยิบกล่องทิชชูจากเบาะหน้าโยนมาให้เธอที่ด้านหลัง
"เช็ดให้สะอาดซะ" พูดจบ ปาซงก็สตาร์ทรถแล้วขับออกไป
หวังฉีรับทิชชูมา เช็ดเลือดบนใบหน้าและตามตัวของเธอก่อน แล้วจึงขยับไปเช็ดรอยเลือดที่เบาะข้างๆ
จังหวะที่ก้มลงเช็ดเลือด โดยอาศัยพนักพิงเบาะหน้าบังสายตา หวังฉีรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา กดวางสายที่โทรคุยค้างไว้กับหลี่คุน แล้วลบประวัติการโทรและข้อความบางส่วนทิ้งอย่างรวดเร็ว
แม้เธอจะฟังภาษาที่ปาซงคุยกับอาฮ่าวเมื่อครู่ไม่รู้เรื่องหลายประโยค แต่หลี่คุนฟังออกแน่
หวังฉีดีใจที่ตอนอาฮ่าวเปิดประตูรถ เธอไหวตัวทันยัดโทรศัพท์ที่เพิ่งต่อสายติดใส่กระเป๋ากางเกง ไม่อย่างนั้นเธอคงขาดการติดต่อกับพวกหลี่คุนไปจริงๆ
ระหว่างที่เช็ดเลือด หวังฉีคอยสังเกตวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่าง พยายามจดจำเส้นทางจากตัวเมืองคะฉิ่นมายังจุดที่เธออยู่
เธอจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หลี่คุนคนเดียวไม่ได้ และเธอก็ไม่ชินกับการฝากชีวิตไว้ในมือคนอื่นจนหมดสิ้น
ปาซงพาหวังฉีขับรถลึกเข้าไปเรื่อยๆ สู่พื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ ท้ายที่สุด หวังฉีมองถนนที่คดเคี้ยวและต้นไม้สูงใหญ่พุ่มหนาทึบที่ดูคล้ายกันไปหมด รู้สึกเหมือนกำลังหลงอยู่ในเขาวงกต วนเวียนจนจำทิศทางไม่ได้
ปาซงเหลือบมองหวังฉีที่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างผ่านกระจกมองหลัง รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
หลังจากขับรถต่อมาอีกครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ถ้าไม่รู้ฐานะของคนตรงหน้า หวังฉีคงคิดว่าเธอหลุดเข้ามาในดินแดนสวรรค์เพียงแค่มองจากภายนอกหมู่บ้าน
กำแพงหมู่บ้านทำจากไม้ไผ่ที่แข็งแรง ด้านหลังมีป่าไผ่สูงตระหง่านเป็นปราการธรรมชาติ
ประตูหมู่บ้านสูงใหญ่แข็งแรง ด้านบนมีป้อมยาม มีคนเฝ้าอยู่สองคน เมื่อเห็นรถจี๊ปของหวังฉีแล่นเข้ามา พวกเขาก็ตะโกนสั่งให้หยุด
แต่พอเห็นว่าเป็นปาซง พวกเขาก็ลดปืนลงแล้วโบกมือ ส่งสัญญาณให้ชาวบ้านเปิดประตูที่แง้มอยู่ให้กว้างขึ้น
เมื่อรถแล่นเข้าสู่หมู่บ้าน หวังฉีเห็นสะพานเล็กข้ามลำธารใส ต้นไม้เขียวขจี ดอกไม้สีแดงสด เด็กๆ วิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน และคนแก่ที่นั่งพักผ่อนอย่างสบายใจ เสียงหัวเราะและความรื่นเริงดังก้องในหู
ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หวังฉีได้สัมผัสกับโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงสามใบ
"ลงมาสิ"
ขณะที่หวังฉีกำลังจะเปิดประตูรถ เด็กๆ และวัยรุ่นในหมู่บ้านก็กรูกันเข้ามา
พวกเขาไม่ได้หวาดกลัวศพของอาฮ่าวในมือปาซงเลย ตรงกันข้าม วัยรุ่นอายุราวสิบสองสิบสามปีสองคนกลับอาสาเข้ามาช่วยรับศพไปจากปาซง
มองไกลๆ อาจไม่เห็น แต่พอมองใกล้ๆ หวังฉีถึงเพิ่งตระหนักว่า "ของเล่น" ในมือเด็กพวกนี้ไม่ใช่ของเล่น แต่เป็น...
"มองอะไรน่ะ?" ปาซงเดินมายืนบังหน้าหวังฉี บดบังสายตาเธอ
หวังฉีส่ายหน้า
"ไปกันเถอะ เดี๋ยวพาเดินทัวร์หมู่บ้าน"
หวังฉียืนนิ่ง น้ำเสียงของปาซงทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองสมัครใจมาเที่ยวที่นี่ซะงั้น
ปาซงเห็นหวังฉียังไม่ขยับตัว ก็พูดยิ้มๆ "ไม่ต้องห่วง หลังจากผมยึดคะฉิ่นได้ ผมยังต้องพึ่งบริษัทคุณมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของคะฉิ่นอยู่นะ เพราะงั้นผมไม่ทำอะไรแขกคนสำคัญจากซีหวังจิวเวลรี่อย่างคุณหรอก"
ปาซงเอามือประสานท้ายทอยแล้วพูดอย่างอารมณ์ดี "ผมไม่เหมือนพวกบ้านนอกวิสัยทัศน์สั้นพวกนั้นหรอก เอาแต่รบราฆ่าฟันไปจะมีประโยชน์อะไร? สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาเงินต่างหาก"
จากนั้นปาซงก็หันมาพูดกับหวังฉี "ประเทศคุณมีคำโบราณว่าไว้ไม่ใช่เหรอ 'เงินทองคือพระเจ้า (เงินบันดาลได้ทุกสิ่ง)'"
หวังฉีมองปาซงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้เขาพูดภาษาจีนกับเธอ แถมยังชัดถ้อยชัดคำมากด้วย
แน่นอนว่าปาซงไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นความประหลาดใจในแววตาของหวังฉี เขายิ้มแล้วพูดว่า "อย่ามองผมเป็นพวกบ้านนอกสิ ผมพูดได้แปดภาษา แถมยังศึกษาเศรษฐศาสตร์และการเงินด้วยตัวเองนะ"
"ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้สองตัวที่ตายไปนั่น... ฮ่าๆ" ปาซงเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน "เอาเป็นว่า ผมเจ๋งใช่ไหมล่ะ?"
หวังฉีพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาเจ๋งจริงๆ นั่นแหละ
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันยิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นขึ้นไปอีก
เพราะไม่ว่าจะเป็นบาซงหรืออาฮ่าว หวังฉีไม่คิดว่าพวกนั้นจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลอะไร
เหตุผลที่ซีหวังจิวเวลรี่ซื้อเหมืองหยกในคะฉิ่น ประการแรก เพราะคะฉิ่นเป็นแหล่งหยกคุณภาพเยี่ยม
ประการที่สอง ในตอนนั้นคะฉิ่นยังอยู่ภายใต้การดูแลของลาซา ซึ่งลาซาให้ความสำคัญกับธุรกิจต่างชาติในคะฉิ่นมาก ซีหวังจิวเวลรี่และซีหวังซีคิวริตี้ถือเป็นแขกวีไอพี แม้จะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็ไม่เคยลุกลามใหญ่โต
คะฉิ่นคือบ่อเงินบ่อทองของลาซา เขาไม่มีทางปล่อยให้ความขัดแย้งภายในมาทำลายธุรกิจต่างชาติที่เขาอุตส่าห์ดึงเข้ามาลงทุนได้หรอก
ไม่มีใครอยากทุบหม้อข้าวตัวเองหรอกน่า
แต่หลังจากลาซาหมดอำนาจและบาซงเข้ายึดครอง เขากลับละเลยขุมทรัพย์นี้ มัวแต่สนใจแย่งชิงอำนาจจนลืมไปว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงของคะฉิ่นคืออะไร
นี่คงเป็นเหตุผลที่ปาซงด่าว่าพวกนั้นโง่
สมกับเป็นลูกคนรวย การอบรมเลี้ยงดูและการศึกษาที่ได้รับมาตั้งแต่เด็กย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
"ปาซง ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร!"
เด็กสาวกลุ่มหนึ่งวิ่งมาจากทางลำธาร
เด็กสาวหน้าตกกระในชุดเดรสสายเดี่ยวสีเขียว ผมลอนยาว มองหวังฉีด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เธอจ้องเขม็งไปที่ปาซง น้ำเสียงเจือแววตัดพ้อ "เธอเป็นผู้หญิงของคุณเหรอ?"
"แขกน่ะ"
ปาซงพูดจบ แล้วเสริมต่อว่า "เสี่ยวนา ค้นตัวเธอซิ"