- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 162: คำเชิญ
บทที่ 162: คำเชิญ
บทที่ 162: คำเชิญ
บทที่ 162: คำเชิญ
เมื่อหวังฉีกลับเข้ามาในงานเลี้ยง แม้ว่าเธอยังคงเป็นจุดสนใจของผู้คนมากมาย แต่สายตาที่จับจ้องมาส่วนใหญ่กลับแฝงไปด้วยความสุภาพและเป็นมิตร
ท้ายที่สุดแล้ว หวังฉีไม่ใช่ 'เจ้าของร่างเดิม' คนเก่าอีกต่อไป ไม่ใช่เมียน้อยที่ใช้ความสวยเพื่อปรนเปรอผู้ชาย หรือจะเรียกว่า 'แฟนสาว' ของหลินเฉินก็เถอะ
ตอนนี้ ทั้งความสามารถของหวังฉีเองและขุมกำลังเบื้องหลังเธอ ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาต้องให้ความเคารพ
คนเรามักมองที่ความเป็นจริง โดยเฉพาะพวกจิ้งจอกเฒ่าที่มาร่วมงานเลี้ยงตระกูลหลิน พวกเขาอาจต้องการความช่วยเหลือจากซีหวังกรุ๊ปได้ทุกเมื่อ หรือแม้กระทั่งร่วมมือทางธุรกิจด้วยกัน
การผูกมิตรกับหวังฉีจึงเป็นสถานการณ์ที่วิน-วินทั้งสองฝ่าย
หลังจากออกมา หวังฉีเดินตรงไปหาเอนส์และซูซื่อรุ่ย ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ควงของซูซื่อรุ่ยและจี้อวิ๋นเซียวก็อยู่ข้างกายพวกเขาเช่นกัน
เมื่อหวังฉีเดินเข้าไปใกล้ คู่ควงของทั้งสองคนต่างมองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ข้อแรก พวกเธอสงสัยในความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเธอกับหลินเฉิน และข้อสอง หวังฉีดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเธอ แต่กลับก้าวขึ้นเป็นถึงประธานกรรมการบริหารของซีหวังกรุ๊ปแล้ว
"ท่านประธานหวังครับ ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือคู่หมั้นของผม หวังชิงครับ" ซูซื่อรุ่ยแนะนำด้วยรอยยิ้มพลางกุมมือหวังชิงไว้
หวังฉียิ้มตอบ "สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหวังฉี"
หวังชิงมีใบหน้ารูปไข่ ดูบอบบางและอ่อนโยน ซึ่งเข้ากันได้ดีกับบุคลิกคงแก่เรียนของซูซื่อรุ่ย
ในตอนนี้ แววตาของหวังชิงเต็มไปด้วยความชื่นชมในตัวหวังฉี เธอกุมมือที่หวังฉียื่นมาให้อย่างแผ่วเบาแล้วพูดอย่างยินดี "สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหวังชิง ทำงานอยู่ที่โรงละครค่ะ"
"ฉันชื่อเมิ่งเฉิงเฉิง เป็นเพื่อนสมัยเด็กของพี่อวิ๋นเซียวค่ะ" เมิ่งเฉิงเฉิงสวมชุดสีแดงเช่นกัน แต่ชุดของเธอดูมิดชิดและเรียบร้อยกว่า ทว่าบุคลิกกลับร่าเริงสดใสเป็นพิเศษ
เอนส์รินไวน์แดงส่งให้หวังฉีพลางเอ่ย "เมื่อกี้พวกเรากำลังคุยเรื่องงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิของตระกูลซูช่วงต้นปีอยู่น่ะครับ"
ซูซื่อรุ่ยยิ้มเสริม "ตระกูลซูจะจัดงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิที่เมืองหลวงในเดือนมีนาคม ไม่ทราบว่าผมพอจะมีเกียรติเชิญท่านประธานหวังไปร่วมงานได้ไหมครับ?"
หวังฉีครุ่นคิด เดือนมีนาคมเป็นช่วงหลังปีใหม่ไม่นาน
ตอนนั้นบริษัทเพิ่งจะกลับมาเปิดทำการ และในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ซีหวังกรุ๊ปได้เดินหน้าควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องประชุมกับสาขาต่างๆ อยู่ตลอดเพื่อปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการขยายธุรกิจ
พูดง่ายๆ คือ เดือนมีนาคม หวังฉีแทบจะต้องกินนอนอยู่ที่บริษัทเลยทีเดียว
เมื่อเทียบกับการไปงานเลี้ยง หวังฉีมองว่าการจัดการทรัพย์สินที่ได้มาและควบรวมบริษัทต่างๆ เข้าสู่ซีหวังกรุ๊ปให้เรียบร้อยเป็นเรื่องสำคัญกว่า
ยังไม่นับรวมแผนการลงทุนและแผนพัฒนาอีกมากมายที่ต้องชี้แจงกับบริษัทลูกต่างๆ ให้ชัดเจน
หวังฉีมองคุณซูด้วยความเสียดายเล็กน้อย "ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณซู ช่วงต้นปีงานที่กรุ๊ปค่อนข้างยุ่ง ตารางงานฉันเต็มเอี๊ยดเลยค่ะ คงปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ ถึงจะไม่มีเกียรติได้ไปร่วมงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิของตระกูลซู แต่หวังว่าคุณซูจะถูกใจของขวัญวันตรุษจีนที่จะส่งไปให้นะคะ"
ซูซื่อรุ่ยมองหวังฉีอย่างเสียดาย เดิมทีเขาคิดว่าหวังฉีที่มีความรู้เรื่องของเก่าและงิ้วเป็นอย่างดี น่าจะเข้ากันได้ดีกับท่านผู้เฒ่าที่บ้าน ไม่นึกเลยว่าเธอจะไม่ว่าง
"ช่วยไม่ได้นะครับ" ซูซื่อรุ่ยพูดอย่างผิดหวัง
"ถ้ามางานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิไม่ได้ ก็ยังมีงานเลี้ยงฤดูใบไม้ร่วงนี่คะ ใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์ ญาติพี่น้องทั้งในและต่างประเทศจะกลับมารวมตัวกัน รับรองว่าครึกครื้นกว่างานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิแน่นอนค่ะ!" หวังชิงพูดพร้อมรอยยิ้ม
"เอ่อ..." ซูซื่อรุ่ยลังเลเล็กน้อย เพราะงานเลี้ยงฤดูใบไม้ร่วงไม่เหมือนงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิ
งานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างเป็นทางการ แขกส่วนใหญ่มาเพราะชื่อเสียงและไม่ได้สนิทสนมกับตระกูลซูมากนัก แต่งานเลี้ยงฤดูใบไม้ร่วง สมาชิกตระกูลซูทุกคนทั้งในและต่างประเทศจะกลับมารวมตัวกัน ไม่ใช่แค่คนในตระกูล แต่ยังรวมถึงลูกศิษย์ลูกหาด้วย
ดังนั้น งานเลี้ยงฤดูใบไม้ร่วงจึงเหมือนงานรวมญาติครั้งใหญ่ของตระกูลซู คนนอกแทบไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมหากไม่ได้รับเชิญจากตระกูลซูโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหวังชิงเอ่ยปากชวนไปแล้ว และซูซื่อรุ่ยเองก็รู้สึกดีกับหวังฉีอยู่ไม่น้อย เขาจึงตัดสินใจมอบโควตาคำเชิญของเขาที่ยังไม่ได้ใช้ให้กับหวังฉี
"งานเลี้ยงฤดูใบไม้ร่วงจัดขึ้นในวันที่สิบเดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติ ไม่ทราบว่าท่านประธานหวังพอจะมีเวลาไหมครับ?" ซูซื่อรุ่ยถามจบก็มองหวังฉีอย่างคาดหวัง
เมื่อปฏิเสธไปแล้วรอบหนึ่ง หวังฉีก็ไม่อาจปฏิเสธซ้ำสองได้ เธอจึงยิ้มและพยักหน้า "ฉันจะเคลียร์ตารางงานวันนั้นไว้ล่วงหน้าค่ะ"
ซูซื่อรุ่ยยิ้มกว้าง "งั้นผมจะรอต้อนรับท่านประธานหวังนะครับ"
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน หลินเฉินก็กลับเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง
งานเลี้ยงวันนี้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่น้อย หลินเฉินจึงรีบเข้าสังคมทันทีที่กลับมา
แม้จะอธิบายให้ทุกคนฟังไปแล้วเมื่อครู่ แต่หลินเฉินก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องอธิบายให้หุ้นส่วนสำคัญฟังเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่าในงานเลี้ยงตระกูลหลิน นอกจากคนส่วนน้อยที่ไม่เข้าใจสถานการณ์แล้ว คนส่วนใหญ่ล้วนมีเหตุมีผล
ด้วยการเปิดตัวของหวังฉีเมื่อครู่ บวกกับความจริงที่ว่าหลินเฉินและหวังฉีดูเหมือนจะเลิกกันแล้วแต่ยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ได้ หลายคนจึงกระตือรือร้นเข้ามาคุยเรื่องธุรกิจและแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อกับหวังฉี
งานเลี้ยงตระกูลหลินเพียงงานเดียว ช่วยเปิดกว้างคอนเนคชั่นของหวังฉีในฮ่องกงได้มหาศาล แถมยังได้รู้จักนักธุรกิจระดับนานาชาติอีกหลายคน
งานเลี้ยงเลิกเกือบสี่ทุ่ม
หลินเฉินมองหวังฉีที่ยืนคล้องแขนเอนส์อยู่ แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
โดยเฉพาะเมื่อเห็นเถียนเกอปรากฏตัวขึ้นและเอาเสื้อโค้ทสีดำคลุมไหล่ให้หวังฉี มุมปากของเขาก็ยกขึ้น และแววตาก็ยิ่งเย็นชาลง
เห็นเธอแล้ว เขาก็อดนึกถึงเรื่องโง่ๆ ที่ตัวเองเคยทำไม่ได้
แต่ไม่เป็นไร มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว
หลินเฉินเดินเข้าไปหาหวังฉีด้วยรอยยิ้ม "ขอช่องทางติดต่อคงไม่มากไปใช่ไหม? ยังไงซะกลุ่มบริษัทของเราก็ต้องร่วมงานกันในอนาคต"
"ได้สิคะ" หวังฉีไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย
อีกอย่าง ต่อให้เธอไม่ให้ หลินเฉินก็รู้แล้วว่าเธอเป็นใคร เขาจะไม่ไปสืบเองหรือไง?
หลังจากกลับถึงโรงแรม หวังฉียังไม่ได้พักผ่อนทันที เธอโทรหาหนิงเจียงก่อน
เสียงของหนิงเจียงชัดเจนมากเมื่อรับสาย และมีเสียงไป๋เย่าจูกับต้วนฉางเฟิงเถียงกันแว่วมาไกลๆ แต่สักพักเสียงรบกวนก็เบาลง คาดว่าหนิงเจียงคงย้ายจากห้องนั่งเล่นไปที่เงียบๆ แล้ว
"ยังไม่นอนเหรอครับ?"
"ยังจ้ะ สองสามวันนี้ที่บ้านเป็นยังไงบ้าง?" หวังฉีเปลี่ยนชุดราตรีออกแล้ว สวมชุดลำลองสบายๆ นั่งอยู่บนเตียง
"ดีมากครับ ตอนแรกหนิงหนิงงอแงนิดหน่อย แต่พอไป๋เย่าจูพาเป่าเปากลับมา เขาก็ร่าเริงขึ้นเยอะเลย"
หวังฉีถอนหายใจโล่งอกเมื่อได้ยิน "ดีแล้วล่ะ"
"จริงสิ แม่เปิดอกคุยกับหลินเฉินแล้วนะ ช่วงนี้ลูกช่วยดูแลอันอันกับหนิงหนิงเป็นพิเศษหน่อย เวลาจะออกไปไหนก็พาคนไปด้วยเยอะๆ นะ"
แม้หลินเฉินจะประกาศในงานเลี้ยงว่าเด็กๆ จะอยู่ในความดูแลของหวังฉีชั่วคราว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่เปลี่ยนใจ เพราะคำว่า "ชั่วคราว" มันฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล
"ครับ"