- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 101: การประมูลไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่า
บทที่ 101: การประมูลไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่า
บทที่ 101: การประมูลไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่า
บทที่ 101: การประมูลไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่า
"พอครับ"
แม้ครั้งนี้หวังฉีจะนำคนมาแค่ห้าสิบคน แต่ซีหวังซีเคียวริตี้มีสาขาที่ฮ่องกง ซึ่งสามารถระดมกำลังพลได้ถึงสามร้อยคน
ยิ่งไปกว่านั้น ภารกิจคุ้มกันที่หลี่คุนนำทีมไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบความสำเร็จด้วยดี หากไม่มีเหตุสุดวิสัย พรุ่งนี้เขาน่าจะนำเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองร้อยคนเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมาสมทบที่ฮ่องกงได้
"งั้นก็ดีครับ ช่วงสองสามวันนี้ถ้าคุณจะไปไหนมาไหนในฮ่องกง ลำพังตัวคนเดียวคงเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีบอดี้การ์ด"
หวังฉีเข้าใจความหมายของเขาดี การประท้วงเดินขบวนไม่ได้อันตรายอะไรนัก ที่น่ากลัวจริงๆ คือพวกคนชายขอบสังคมที่ใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ไม่มีความหวังในวันพรุ่งนี้ และไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี พวกที่มีเจตนาจะแก้แค้นสังคมนั่นต่างหาก
ผู้ประท้วงบนท้องถนนมีมากเกินไป ระยะทางที่ควรใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง กลับทำให้หวังฉีและคณะต้องใช้เวลากว่าสามชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่าแล้ว
เห็นหวังฉีดูเหนื่อยล้า หวงจี้เย่จึงนัดแนะเรื่องอาหารเย็นแล้วขอตัวกลับไปก่อน
หวังฉีจองห้องเพรสิดเนเชียลสวีทไว้ โดยมีเถียนเกอพักอยู่ด้วย ส่วนโจวเจี้ยนปังและทีมรักษาความปลอดภัยฝีมือดีที่หวังฉีคัดเลือกมาเป็นพิเศษ พักอยู่ที่ห้องรองประธานและเอ็กเซ็กคิวทีฟสวีทชั้นล่าง
การมาถึงของคณะหวังฉี ช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับโรงแรมแคสตันที่กำลังซบเซาได้ไม่น้อย
หวังฉีนอนพักผ่อนประมาณหนึ่งชั่วโมง ตื่นมาล้างหน้าล้างตา แล้วเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อสายเดี่ยวไหมพรมสีแดงเบอร์กันดี จับคู่กับกางเกงยีนส์ขาดทรงกระบอกสีฟ้า คาดเข็มขัดสีดำเส้นคู่ และคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าซาตินสีขาวพริ้วไหว ให้ลุคที่ดูเรียบหรูแต่แฝงความเซ็กซี่เล็กๆ
ก่อนออกจากห้อง หวังฉีสางผมลอนยาวสีดำหน้ากระจกอย่างลวกๆ ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง เพียงแค่แตแต้มลิปสติกสีแดงสดก็ขับให้เธอดูเจิดจรัสสะดุดตาแล้ว
มื้อเที่ยงหวังฉีทานไปแค่นิดเดียว และยังพอมีเวลาก่อนจะถึงนัดมื้อเย็นกับสองสามีภรรยาตระกูลหวง เธอจึงพาเถียนเกอลงไปที่ร้านกาแฟชั้นสอง
ช่วงบ่ายสี่โมง ร้านกาแฟยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ถึงขั้นต้องต่อคิวรอโต๊ะ
เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน แม้แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจเฉิบ
เนื่องจากการจองห้องพักราคาแพงระยับตอนเช็คอิน หวังฉีจึงถูกจัดเป็นแขกวีไอพีของโรงแรม ทันทีที่เธอก้าวเข้ามาในร้านกาแฟ ผู้จัดการร้านก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับ และเสนอที่นั่งสองแบบให้เธอเลือก เผื่อว่าเธอจะไม่ถูกใจแบบใดแบบหนึ่ง
หวังฉีเลือกที่นั่งมุมสงบติดสวนหย่อมที่ดูเป็นส่วนตัวกว่า อันที่จริงถ้าแดดบ่ายสี่โมงไม่แรงขนาดนี้ เธอคงเลือกนั่งริมหน้าต่างตามความเคยชินไปแล้ว
ที่นั่งว่างอีกโต๊ะในร้านกาแฟก็ไม่เสียเปล่า โจวเจี้ยนปังพาคนมานั่งประจำการอยู่ตรงนั้น ห่างจากหวังฉีไม่ถึงสามเมตร หากเกิดเหตุฉุกเฉินกับหวังฉี เขาก็สามารถเข้าถึงตัวเธอได้ทันที
หลังจากสั่งกาแฟและของว่าง หวังฉียื่นเมนูให้เถียนเกอสั่งของที่ชอบ แล้วหยิบแผนการเข้าซื้อกิจการและตารางงานช่วงสองสามวันนี้ออกมาอ่านเพื่อจัดระเบียบความคิด
เธอชินกับการคิดทบทวนวางแผนก่อนลงมือทำเสมอ เพื่อให้ตัวเองมีเวลาตั้งตัวทัน
"ฉันรู้จักคนนึง คนนั้นไง!"
หวังฉีเงยหน้ามองตามเสียงที่คุ้นเคย ก็เห็นเซียงเจียวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีน้ำเงินน้ำทะเลอยู่ไม่ไกล
"หวังฉี!" เซียงเจียวมองผู้จัดการร้านที่เดินตามเธอมาติดๆ อย่างจนปัญญา แล้วตะโกนเรียกหวังฉี
หวังฉีวางแผนงานในมือลง ยิ้มให้ผู้จัดการร้านกาแฟแล้วบอกว่า "เธอเป็นเพื่อนฉันเองค่ะ"
เซียงเจียวยกยิ้มมุมปากเมื่อได้ยิน แล้วหันไปพูดกับผู้จัดการร้านอย่างผู้ชนะ "ได้ยินไหม! ฉันเป็นเพื่อนเขา ตาไม่ถึงเอาซะเลยนะคุณเนี่ย"
พูดจบ เซียงเจียวก็สะบัดกระเป๋าอย่างเชิดๆ เดินตรงมาหาหวังฉี
เถียนเกอมองเซียงเจียวสลับกับเจ้านาย แล้วขยับตัวเข้าไปด้านในเงียบๆ เว้นที่ว่างให้เซียงเจียวนั่งลงข้างๆ
เซียงเจียวเหลือบมองเถียนเกอแวบหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงและเริ่มบ่นกับหวังฉีทันที "ฉันก็แค่สนใจจะซื้อโรงแรมเขา เลยถามซอกแซกนิดหน่อย จำเป็นต้องระแวงกันเหมือนฉันเป็นขโมยขนาดนี้เลยเหรอ?"
"ถ้าเป็นฉัน ฉันคงไล่เธอตะเพิดไปแล้ว" หวังฉีพูดเรียบๆ
"เชอะ! ฉันหน้าด้านย่ะ"
หวังฉีหัวเราะขำกับท่าทางอวดดีของเซียงเจียว
เซียงเจียวเหลือบมองแผนการเข้าซื้อกิจการของหวังฉี เธอรู้ดีว่าซีหวังกรุ๊ปเติบโตเร็วแค่ไหนในช่วงสองปีที่ผ่านมา จึงถามหยั่งเชิงว่า "อะไรกัน เธอมาฮ่องกงเพื่อมา 'ช้อปปิ้ง' เหรอ?"
"เธอก็มาหาซื้อโรงแรมให้ตระกูลเซียงเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?" หวังฉีคว่ำหน้าเอกสารลงกับโต๊ะ
"ไม่ใช่ตระกูลเซียง ของฉันเองต่างหาก" เซียงเจียวกวักมือเรียกพนักงาน สั่งกาแฟ แล้วพูดกับหวังฉีอย่างสบายๆ "ฉันจะเกาะพี่กินไปตลอดไม่ได้หรอก ถึงพี่จะไม่ว่าอะไร แต่พี่สะใภ้คงไม่ปลื้ม แถมลูกพี่ก็โตวันโตคืน อีกไม่กี่ปีก็คงเข้ามาช่วยงานที่บริษัท มันไม่ดีหรอกที่ฉันจะนั่งกอดตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปไว้ตลอดไปแบบนี้"
"ความสัมพันธ์เราสนิทกันถึงขั้นที่ฉันมารับรู้ความลับของตระกูลเซียงได้แล้วเหรอ?"
เซียงเจียวอดไม่ได้ที่จะมองบนใส่หวังฉี "มีแต่เธอนั่นแหละที่คิดว่าเป็นความลับ ทั่วทั้งเมืองเผิงหรือแม้แต่ฮ่องกง ใครบ้างไม่รู้เรื่องตื้นลึกหนาบางของตระกูลเซียง?"
"ฉันเที่ยวเล่นสนุกมาหลายปี ถึงเวลาต้องสร้างสมบัติไว้ให้ลูกสาวบ้างแล้ว" พอพูดถึงลูกสาว สีหน้าของเซียงเจียวก็อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
"พี่ชายเธอคงไม่ว่าอะไรหรอก อีกอย่าง สองปีมานี้เธอก็ช่วยขยายอาณาจักรให้ตระกูลเซียงไปตั้งเยอะ"
แม้ชีวิตส่วนตัวของเซียงเจียวจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน แต่เรื่องความสามารถในการทำงานไม่มีใครกล้าปฏิเสธ นับตั้งแต่กลับมาช่วยงานที่เซียงกรุ๊ป เธอปิดดีลโปรเจกต์ใหญ่ๆ ให้บริษัทได้มากมาย
อีกอย่าง หวังฉีก็ไม่ได้มองว่าชีวิตส่วนตัวของเซียงเจียวมีปัญหาอะไร ก็แค่เปลี่ยนแฟนบ่อยหน่อย คนโสดทั้งคู่ ตบมือข้างเดียวไม่ดัง แล้วมันผิดตรงไหน?
ตราบใดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หวังฉีเคารพทุกวิถีชีวิต
"พี่ชายไม่ว่าเพราะเขาตามใจฉัน แต่ฉันจะเอาความตามใจของพี่มาเป็นข้ออ้างเมินเฉยต่อสายตาคนรอบข้างไม่ได้" เซียงเจียวบีบไหล่ตัวเองพลางว่า "ฉันวางแผนจะแยกตัวออกมาทำเอง บอกพี่ชายไปแล้วด้วย"
"ช่วงเวลานี้น่ะเหรอ?"
"ต้องเวลานี้นี่แหละ แม้เซียงกรุ๊ปจะขาดทุนไปเยอะ แต่โชคดีที่ช่วงสองปีมานี้เราเริ่มเบนเข็มมาลงทุนในประเทศ ผลกระทบเลยน้อยกว่าพวกบริษัทยักษ์ใหญ่ในฮ่องกง พอฉันบอกพี่ชาย เขาก็เจียดเงินส่วนตัวให้สามสิบล้านเป็นทุนตั้งตัว ฉันเองก็มีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าไม่พอจริงๆ ฉันยังมีของสะสมอีกเพียบ เอาออกมาประมูลขายโปะได้"
"ตอนนี้วิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจเจ๊งกันระนาว โรงประมูลงานล้นมือ ถ้าเอาของสะสมออกมาขายตอนนี้ ขาดทุนยับแน่ๆ ไม่คุ้มหรอก"
"ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะ แต่ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาทองในการช้อนซื้อโรงแรมและที่ดินเหมือนกัน ขอแค่ผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ราคาที่ดินในฮ่องกงดีดตัวกลับแน่ ฉันไม่มีทางขาดทุนหรอก"
"ถ้าเธอคิดดีแล้วก็ตามใจ"
หวังฉีไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะเธอก็คิดแบบเดียวกัน
"อันที่จริง... ฉันมีความคิดดีๆ อีกอย่างนะ" เซียงเจียวมองหวังฉีตาเป็นประกาย เอ่ยเสียงหวาน "ท่านประธานหวังคะ~"