- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 11: ผมไม่มีแม่
บทที่ 11: ผมไม่มีแม่
บทที่ 11: ผมไม่มีแม่
บทที่ 11: ผมไม่มีแม่
เด็กวัยรุ่นเก้าคนถูกขังรวมกันอยู่ในห้องกักตัว
เด็กวัยรุ่นห้าคนที่มีบาดแผลฟกช้ำดำเขียวมากกว่านั่งพิงประตูเหล็ก มองดูเด็กหนุ่มผมดำที่สวมเสื้อกั๊กสกรีนคำว่า 'ร้านปิ้งย่างอวี้เหอ' ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาหวาดระแวง
"ลูกพี่ อีกนานไหมกว่าเราจะได้ออกไป?" เด็กหนุ่มร่างท้วมที่นั่งอยู่ข้างประตูถามพลางสะกิดเพื่อนเจ้าเนื้อข้างๆ ที่ใบหน้าบวมปูดจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
"กลัวอะไร พ่อแม่ฉันมาถึงแล้ว! วันนี้เราได้ออกไปแน่!" เจ้าอ้วนยังพูดไม่ทันจบ แม้จะหวาดกลัวพวกเด็กโหดฝั่งตรงข้าม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแขวะด้วยความปากดี "ไม่เหมือนคนบางคน มีแม่คลอดออกมาแต่ไม่มี..."
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ปากของเจ้าอ้วนก็ถูกเพื่อนที่ตื่นตระหนกเอามือปิดไว้แน่น หนิงเจียงยังซ้อมแกไม่พอหรือไง? ยังจะกล้าแกว่งปากหาเท้าอีก
เพื่อนคนนั้นเหลือบมองสามคนที่นั่งจ้องเขม็งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มในเสื้อกั๊กปิ้งย่างอวี้เหอที่นั่งอยู่ตรงกลางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่ 'ยมทูตใจดำ' ไม่ได้ยิน
"ปัง ปัง ปัง"
เสียงเคาะประตูเหล็กดังขึ้น เด็กหนุ่มสภาพสะบักสะบอมทั้งห้าคนที่นั่งอยู่ริมประตูรีบหันขวับไปมอง ประตูเปิดออกพร้อมกับตำรวจนายหนึ่งที่มองเข้ามาแล้วพูดว่า "หนิงเจียงกับจางสยงอยู่ก่อน ส่วนคนอื่นออกไปได้"
"ทำไมล่ะ? ทำไมผมยังออกไปไม่ได้? แม่ผมต้องมาถึงแล้วแน่ๆ!" เจ้าอ้วนตะโกนโวยวายพร้อมลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
"อยู่นิ่งๆ หน่อย! จะโวยวายหาอะไร?"
"ผมจะไปหาแม่!"
"ฉันบอกเหรอว่าไม่ให้เจอ? รอไปก่อน เดี๋ยวพอแม่ของหนิงเจียงมาถึง พวกเธอสองคนค่อยออกไปพร้อมกัน ดูซิว่าจะจัดการเรื่องนี้ยังไง!"
เด็กวัยรุ่นในห้องต่างพากันตกตะลึง แม่ของหนิงเจียงงั้นเหรอ?
ในเขตอวี้เหอใครบ้างจะไม่รู้ว่าหนิงเจียงเป็นเด็กกำพร้าที่ญาติพี่น้องทอดทิ้ง ไม่มีทั้งพ่อและแม่? แล้วอยู่ดีๆ จะมีแม่โผล่ออกมาได้ยังไง!
เด็กหนุ่มที่ก้มหน้าขีดเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนพื้นหยุดนิ้วชะงัก ก่อนจะชักมือกลับ "พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่มีแม่"
"นั่นไง! มันพูดเองนะว่ามันไม่มีแม่! ใครๆ ก็รู้ว่าหนิงเจียงเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่สั่งสอน? ฉันว่า... อ๊าก!! มันจ้องหน้าผม! คุณตำรวจ มันจะตีผม!" เจ้าอ้วนเพิ่งจะพูดจาถากถางได้เพียงครึ่งเดียว ทันทีที่เห็นหนิงเจียงลุกขึ้นยืนและมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาก็รีบกระโจนเข้ากอดคอตำรวจที่อยู่ใกล้ที่สุดไว้อย่างแน่นหนาทั้งที่หนิงเจียงยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้ามาหาด้วยซ้ำ
นี่สินะที่เรียกว่าขี้ขลาดตาขาวแต่ก็ชอบหาเรื่องใส่ตัว
"ลงไปเดี๋ยวนี้นะ!" นายตำรวจแกะจางสยงออกจากตัวด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหันไปพูดกับหนิงเจียงที่ยืนนิ่งด้วยสีหน้าเย็นชา "ถ้าไม่มีแม่ แล้วนายเกิดมาจากก้อนหินรึไง? ฉันจะบอกให้นะ ตอนนี้หยางจวินยังนอนโรงพยาบาล นายควรจะดีใจจนเนื้อเต้นที่ทางครอบครัวเขายอมไกล่เกลี่ย!"
"ไม่เกี่ยวกับผม" หนิงเจียงยังคงสงบนิ่ง แต่เขาก็รู้ดีว่าตนเองกำลังจะต้องเจอกับอะไร จึงเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว
"แกนั่นแหละทำ! คอยดูเถอะ แกต้องติดคุกหัวโตแน่!" จางสยงยึดชายเสื้อตำรวจไว้แน่น พลางตะโกนใส่หนิงเจียงด้วยความอาฆาตมาดร้าย
"พอได้แล้ว! จะไปไหนก็ไป!" ต่อให้หนิงเจียงไม่อยากซ้อมมัน แต่นายตำรวจเห็นท่าทางกวนประสาทของจางสยงแล้วยังนึกอยากจะตบกะโหลกสั่งสอนสักทีสองทีเหมือนกัน
ด้วยความกลัวว่าขืนปล่อยให้หนิงเจียงกับจางสยงอยู่ด้วยกันต่ออาจเกิดเรื่องวุ่นวาย เขาจึงตัดบท "พวกเธอสองคนตามฉันมาที่ห้องไกล่เกลี่ย คนอื่นกลับบ้านไปได้แล้ว!"
...
ระหว่างที่หวังฉีเดินตามโจวหยางไปยังห้องไกล่เกลี่ย เธอก็ฟังโจวหยางเล่าวีรกรรมของหนิงเจียงไปตลอดทาง แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาถูกคุมขัง แต่ชื่อเสียงอันเลื่องลือในด้านลบของเขากระฉ่อนไปทั่วเขตอวี้เหอ เห็นได้ชัดว่าเขาเริ่มฉายแววความอำมหิตและบิดเบี้ยวตามแบบฉบับตัวร้ายหลักในนิยายที่หวังฉีจำได้
เมื่อหวังฉีเดินตามโจวหยางมาใกล้ถึงห้องไกล่เกลี่ย ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไป เสียงด่าทอของหญิงปากตลาดก็ดังลอดออกมา เนื้อหาคำด่านั้นหยาบคายจนแม้แต่ครูฝึกโจวยังอดหน้าแดงไม่ได้
เขาแอบเหลือบมองหวังฉีที่เดินอยู่ข้างๆ หญิงสาวรูปร่างบอบบางหน้าตาสะสวย เขาเริ่มกังวลว่าเมื่อเข้าไปด้านใน เธออาจจะถูกผู้หญิงคนนั้นรังแกเอาได้
ทว่าเมื่อหวังฉีได้ยินเสียงด่าทอนั้น ราวกับว่าเธอก็ถูกดึงกลับไปสู่ช่วงเวลาสมัยมัธยมต้น ในฐานะเด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่ เธอเคยถูกเพื่อนร่วมชั้นใส่ร้ายว่าขโมยของ จนถูกครอบครัวของเพื่อนคนนั้นด่าทอและทุบตี
ดังนั้น เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องไกล่เกลี่ย และเห็นหญิงร่างท้วมฉุที่กำลังยืนเท้าเอวด่ากราดพร้อมกับตบหน้าเด็กหนุ่มที่ยืนตัวตรงแหน่วราวกับต้นไผ่จนเขาเซถลา ความโกรธในใจของหวังฉีก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที ใบหน้าบวมปูดของหญิงตรงหน้าซ้อนทับกับใบหน้าของคนที่เคยด่าทอและตบตีเธอเมื่อหลายปีก่อนอย่างแยกไม่ออก
"ไอ้เด็กเหลือขอไม่มีพ่อแม่สั่งสอน กล้าดียังไงมาตีลูกชายฉัน? คอยดูเถอะ..."
หวังฉีก้าวเข้าไปในห้องไกล่เกลี่ยด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก ตำรวจที่อยู่ด้านหลังเพิ่งจะรวบตัวหญิงคนนั้นไว้ได้ และยังไม่ทันที่ใครจะตั้งตัว หวังฉีก็เดินตรงเข้าไปประชิดตัวหญิงคนนั้น แล้วตบฉาดใหญ่เข้าที่ใบหน้าบวมเป่งของนางเต็มแรง!
เสียงตบดังก้องจนทุกคนในห้องตะลึงงัน
หญิงร่างท้วมสะบัดหลุดจากการจับกุม ยกมือกุมหน้ามองหวังฉีด้วยความไม่อยากเชื่อ เธอกรีดร้องลั่นพร้อมง้างมือจะตบคืน "นังแพศยา กล้าดียังไงมาตบฉัน!"
หวังฉีคว้าข้อมือที่เหวี่ยงมาหาเธอไว้อย่างเยือกเย็น แล้วใช้มืออีกข้างสวนกลับด้วยการตบเข้าที่ใบหน้าของหญิงคนนั้นอีกฉาดใหญ่ จนอีกฝ่ายล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น
"ทำบ้าอะไรเนี่ย!"
"ใครสั่งใครสอนให้คุณทำร้ายร่างกายเขา!"
ตำรวจสองนายในห้องไกล่เกลี่ยหน้าถอดสี!
หญิงสาวแต่งตัวดี หน้าตาสะสวย และดูภูมิฐานคนนี้เป็นใครกัน? ทำไมเดินเข้ามาถึงก็ลงมือตบคนทันที?
"คุณเป็นใคร! รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน?" ตำรวจหญิงตบโต๊ะปัง ตวาดถามหวังฉีด้วยความโกรธ
หวังฉีดึงตัวหนิงเจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้ามาใกล้ ประคองใบหน้าซีกซ้ายของหนิงเจียงที่บวมช้ำจากการถูกตบและมุมปากที่แตกยับ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ฉันเป็นแม่ของหนิงเจียง ลูกชายฉันถูกทำร้ายในโรงพักของคุณ ฉันจะเอาคืนบ้างไม่ได้หรือไง? ฉันขอเรียกร้องให้พวกคุณส่งตัวลูกชายฉันไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลประจำเมืองเดี๋ยวนี้ ถ้าใบหน้าหรือร่างกายของลูกชายฉันมีปัญหาแม้แต่นิดเดียว ฉันจะจ้างทนายฟ้องพวกคุณให้หมด!"
สายตาที่หวังฉีมองไปยังหญิงคู่กรณีนั้นเย็นเยียบราวกับฉาบด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
แม้ใบหน้าที่หวังฉีประคองอยู่จะดูอ่อนเยาว์และบวมปูดไปซีกหนึ่ง แต่ก็ยังเห็นเค้าโครงความหล่อเหลาที่คมคาย บาดแผลบนใบหน้าไม่ได้บดบังความเย็นชาและดูดีของเขา แต่กลับเพิ่มเสน่ห์แบบเปราะบางน่าทะนุถนอมให้เขาเสียด้วยซ้ำ
หวังฉีในชุดโค้ทสีกาแฟ ผมดำขลับ ผิวขาวดุจหิมะ และริมฝีปากแดงสด ยืนเคียงข้างหนิงเจียง ทุกคนที่เห็นภาพนี้ต่างยอมรับสถานะ 'แม่ของหนิงเจียง' ของเธอโดยอัตโนมัติ
ถึงแม้เธอจะดูเด็กเกินกว่าจะเป็นแม่คนได้ แต่ทั้งบุคลิกและหน้าตาของสองแม่ลูกกลับคล้ายคลึงกันถึงหกเจ็ดส่วน
การกระทำที่เด็ดขาดของหวังฉีทำให้ทุกคนทำอะไรไม่ถูก เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า หนิงเจียงที่เป็นเด็กหัวแข็ง จะมีแม่ที่หัวแข็งพอกัน
ครูฝึกโจวเห็นสีหน้าจริงจังของหวังฉี จึงรีบก้าวเข้ามาไกล่เกลี่ย "คุณแม่หนิงเจียงครับ ใจเย็นๆ ก่อน วันนี้เรามาเพื่อแก้ปัญหานะครับ"
"งั้นเหรอคะ? ฉันนึกว่าพวกคุณมาเพื่อสร้างปัญหากันเสียอีก!"
หนิงเจียงที่ถูกหวังฉีกุมมืออยู่ พยายามจะดึงมือออกอย่างเก้ๆ กังๆ แต่มือของเธอนั้นขาวเนียนและนุ่มนิ่มจนหนิงเจียงไม่กล้าออกแรงมากเพราะกลัวจะทำเธอเป็นรอยข่วน
หนิงเจียงมองหญิงสาวที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกหน้าคนนี้ เธอตัวเตี้ยกว่าเขานิดหน่อย แม้ตั้งแต่เข้ามาเธอจะยังไม่ได้คุยกับเขาเลยสักคำ แต่เขารู้ว่าเธอคือแม่ของเขา แม่ที่แตกต่างจากคำบอกเล่าของยายอย่างสิ้นเชิง แม่ที่งดงามจนดูไม่เหมือนจริง
"ฉันตบมันแล้วจะทำไม? แน่จริงก็ฟ้องสิ! ฉันจะฟ้องแกข้อหาทำร้ายร่างกาย นังจิ้งจอก!" หญิงคู่กรณีลุกขึ้นมาได้ก็ชี้นิ้วด่ากราดหวังฉี
"ฉันไม่ได้ห้ามไม่ให้คุณฟ้องนี่" หวังฉีมองหญิงคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา แม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้มประดับอยู่ แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง "ไม่ต้องห่วง เชิญฟ้องตามสบาย ค่าทำขวัญแค่นี้ฉันจ่ายไหว"
"แก... แก!" หญิงคนนั้นโกรธจนแทบกระอักเลือดกับความเย่อหยิ่งของหวังฉี
"เอะอะโวยวายอะไรกัน? เกิดอะไรขึ้น?"
ชายท่าทางเหมือนระดับหัวหน้าเดินเข้ามา พร้อมกับชายวัยกลางคนในชุดสูทสีดำ
ทันทีที่หญิงคู่กรณีเห็นชายชุดสูท เธอก็รีบพุ่งเข้าไปหาทั้งน้ำตา "สามีคะ คุณต้องทวงความยุติธรรมให้พวกเรานะ!"