- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 7: ซื้อโรงงานเย็บผ้า
บทที่ 7: ซื้อโรงงานเย็บผ้า
บทที่ 7: ซื้อโรงงานเย็บผ้า
บทที่ 7: ซื้อโรงงานเย็บผ้า
หวังฉีไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฝั่งฮ่องกงบ้าง ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอวิ่งวุ่นไปทั่วเมืองเซินเจิ้นในช่วงกลางวันเพื่อสำรวจตลาดและดูสินค้า ต่อมาเพื่อความสะดวก เธอจึงตัดสินใจซื้อรถเก๋งสีดำมาขับ จิตใจของเธอจดจ่ออยู่กับการเร่งสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเองให้เป็นรูปเป็นร่างโดยเร็วที่สุด!
พูดตามตรง ในยุค 90 มีอุตสาหกรรมที่ทำกำไรได้มากมายเหลือเกิน แต่หวังฉียึดถือคติประจำใจข้อหนึ่งเสมอ นั่นคือ คนเราไม่มีทางหาเงินได้เกินกว่าขอบเขตความรู้ของตัวเอง
ดังนั้น หวังฉีจึงตัดสินใจเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เมื่อสร้างแบรนด์จนติดตลาดแล้ว เธอถึงจะค่อยพิจารณาขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และโรงแรม
เช้าวันนี้ หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ หวังฉีก็ขับรถออกจากโรงแรมทันที เธอมีนัดเจรจาซื้อขายโรงงานกับเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่ง โดยตั้งใจจะซื้อเพื่อสร้างสายการผลิตเสื้อผ้าของตัวเอง
เมื่อรถแล่นมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงพอดี ระหว่างที่จอดรอ หวังฉีมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจนัก พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงกลุ่มหนึ่ง กำลังยืนล้อมหน้าล้อมหลังชายร่างสูงที่แบกหญิงชราไว้บนหลัง พวกเขายืนรอเรียกรถแท็กซี่อยู่ริมถนนด้วยท่าทางร้อนรน ข้างกายมีเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวสิบขวบยืนอยู่ด้วย
ทว่ารถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านมา อาจเพราะหวาดกลัวกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางน่าเกรงขามพวกนี้ จึงพากันขับผ่านไปคันแล้วคันเล่า สี่ห้าคันผ่านไปก็ไม่มีทีท่าว่าจะจอดรับ
เดิมทีหวังฉีตั้งใจจะขับผ่านไปเลยเช่นกัน เพราะเมืองเซินเจิ้นในยุค 90 นั้นเต็มไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่และอันตรายรอบด้าน การไม่เอาตัวเข้าไปพัวพันกับปัญหาย่อมดีที่สุด
แต่ช่างบังเอิญเหลือเกิน จังหวะที่เธอกำลังจะออกรถ สายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มชาวเหนือคนนั้น คนที่เคยช่วยเธอยกกระเป๋าเดินทางตอนที่เพิ่งมาถึงเซินเจิ้นใหม่ๆ
"พี่คุน พี่เจียง ทำยังไงดี ท่าน้าเลือดไหลไม่หยุดแล้ว!" ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์เอ่ยขึ้น สีหน้าวิตกกังวลจนแทบจะร้องไห้ออกมา
ชายที่ถูกเรียกว่าพี่คุนสูงราว 188 เซนติเมตร รูปร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่าน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายทว่าเย็นชาไร้อารมณ์ ทำให้ดูน่าเกรงขามจนคนไม่กล้าเข้าใกล้
"เห็นรถแท็กซี่เมื่อไหร่ วิ่งออกไปขวางให้จอดเลย!" สิ้นเสียงสั่งของหลี่คุน ชายฉกรรจ์รอบกายก็ดูเหมือนจะมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจขึ้นมาทันที แววตาของพวกเขาจดจ้องรถที่แล่นผ่านราวกับฝูงหมาป่า หากใครไม่รู้อิโหน่อิเหน่คงนึกว่าแก๊งโจรกลุ่มนี้กำลังเตรียมจะปล้นรถแน่ๆ!
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเจอแท็กซี่ รถเก๋งสีดำคันหนึ่งก็เคลื่อนมาจอดเทียบข้าง
ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคน กระจกรถค่อยๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นโฉมหน้าของหญิงสาวผู้เลอโฉมในชุดเชิ้ตคอวีสีขาวกางเกงยีนส์ขาม้าสีน้ำเงิน ดูอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ
หวังฉีชะโงกหน้าไปทางหน้าต่าง ตะโกนเรียกชายที่แบกหญิงชราอยู่บนหลัง "พี่ชาย!"
เหยาจือเจียงเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก และต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเป็นหวังฉี "คุณนั่นเอง!"
คนอื่นๆ ต่างมองสลับระหว่างเหยาจือเจียงกับหวังฉีด้วยความแปลกใจ คนสองคนที่ดูแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวนี้ไปรู้จักกันได้ยังไง!
"จะไปโรงพยาบาลเหรอคะ? ขึ้นมาสิ เดี๋ยวฉันไปส่ง!"
ทันทีที่หวังฉีเอ่ยจบ กลุ่มชายฉกรรจ์ก็มีสีหน้าโล่งอกทันที
การช่วยชีวิตคนสำคัญที่สุด เหยาจือเจียงไม่ลังเล เขารีบเปิดประตูหลังรถของหวังฉี แล้ววางหญิงชราที่แทบไม่ได้สติลงบนเบาะ เหยาจือเจียงขึ้นไปนั่งประกบที่เบาะหลัง ส่วนชายร่างสูงที่ชื่อหลี่คุนขึ้นมานั่งคู่คนขับด้านหน้า
"พวกแกกลับไปรอที่พัก" หลี่คุนสั่งลูกน้องผ่านหน้าต่างรถ
"รับทราบครับพี่คุน"
เหยาจือเจียงตะโกนบอกมาจากด้านหลัง "โรงพยาบาลประชาชนที่หนึ่ง ขอบใจมากนะน้องสาว"
"โอเค ฉันขับรถเร็วหน่อยนะ พี่ชายจับคุณป้าไว้ให้ดีล่ะ!"
"ฮ่าๆ ได้เลย" เหยาจือเจียงรับคำอย่างไม่คิดอะไรมาก ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะขับรถเร็วได้สักแค่ไหนเชียว?
สิ้นเสียงเหยาจือเจียง หวังฉีเห็นว่าเขาประคองหญิงชราเรียบร้อยแล้ว ก็เหยียบคันเร่งมิดทันที รถพุ่งทะยานออกไปราวกับติดปีก
ตลอดทาง รถเก๋งสีดำที่หวังฉีขับเคลื่อนไหวปราดเปรียวราวกับเสือดำ หวังฉีย่นระยะเวลาเดินทางสี่สิบนาทีเหลือเพียงครึ่งเดียว พาพวกเขามาส่งถึงหน้าโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว
"อุ๊บ~" เหยาจือเจียงรีบเอามือปิดปาก กลัวจะเผลออาเจียนใส่รถใหม่ของเธอ
ให้ตายเถอะ! แม่สาวคนนี้ขับรถได้ดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้ นี่มันขับรถหรือขับเครื่องบินกันแน่!
ตรงข้ามกับอาการพะอืดพะอมของเหยาจือเจียง หลี่คุนที่นั่งข้างคนขับกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาเพียงแค่เอ่ยชมฝีมือการขับรถของหวังฉีสั้นๆ ก่อนจะลงจากรถไป
หลังจากส่งทั้งสามคนลงรถแล้ว หวังฉีก็ขับตรงไปยังร้านกาแฟที่นัดกับเจ้าของโรงงานไว้ทันที
เจ้าของโรงงานแซ่หวู เป็นชายศีรษะล้านวัยสี่สิบกว่า แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอหวังฉี แต่ทุกครั้งที่พบกัน เขาก็อดทึ่งในความสาว ความสวย และความกล้าหาญของเธอไม่ได้
"เถ้าแก่หวู เอาสัญญามาหรือเปล่าคะ?" หวังฉีนั่งลงแล้วเข้าประเด็นทันที
เถ้าแก่หวูติดต่อซื้อขายกับหวังฉีมาอาทิตย์กว่าแล้ว ย่อมรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้แม้หน้าตาสะสวยแต่ทำงานเด็ดขาด รวดเร็ว ไม่ชอบยืดเยื้อ
"เอามาครับ" เถ้าแก่หวูหยิบสัญญาออกมาส่งให้หวังฉี จังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงสวมแว่นตาวัยยี่สิบต้นๆ ก็เดินเข้ามา
"ผู้จัดการหวัง"
หวังฉีพยักหน้าให้เขา "นั่งสิ"
หวังฉีเปิดดูสัญญาคร่าวๆ ก่อนจะเลื่อนไปให้ชายหนุ่มข้างกาย
"นี่คือ?" เถ้าแก่หวูถามพลางมองชายหนุ่มข้างกายหวังฉี
หวังฉียิ้มแล้วแนะนำ "นี่คือ เจียงซือเฉิง ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทฉันค่ะ"
เจียงซือเฉิงพยักหน้าให้เถ้าแก่หวู แล้วก้มหน้าอ่านสัญญาในมือต่อ คำว่าที่ปรึกษากฎหมายทำเอาเถ้าแก่หวูเริ่มเหงื่อตก
หลักๆ คือเขาไม่คิดว่าหวังฉีจะทำงานเป็นระบบขนาดนี้ ถึงขั้นพาฝ่านกฎหมายมาด้วย
โชคดีที่หลังจากเจียงซือเฉิงอ่านสัญญาจบ เขาก็พยักหน้าให้หวังฉี เป็นสัญญาณว่าไม่มีปัญหา
หวังฉียิ้ม รับสัญญามาจรดปากกาเซ็นชื่อ ปิดการซื้อขายกับเถ้าแก่หวูเรียบร้อย
สมกับเป็นโรงงานที่เธอใช้เวลาเลือกเฟ้นมาครึ่งเดือน เจ้าของนิสัยใช้ได้ ทำเลโรงงานดี พื้นที่กว้างขวาง แถมยังมีเครื่องจักรพร้อมสรรพ ทั้งหมดนี้จบที่ราคาเจ็ดแสนกว่าหยวนเท่านั้น
แม้จะมีพวกตัวปัญหาในโรงงานอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่
เถ้าแก่หวูมองเช็คในมือแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยถามว่า "งั้นคุณสะดวกวันไหน วันนี้หรือพรุ่งนี้ ผมจะได้พาไปทำเรื่องส่งมอบที่โรงงาน"
"วันนี้เลยค่ะ"
"ตกลงครับ"
หวังฉีขับรถให้เจียงซือเฉิงนั่ง ส่วนเถ้าแก่หวูขับนำหน้า ผ่านไปราวสี่สิบนาที ทุกคนก็มาถึงโรงงานเย็บผ้าตระกูลหวู
ทว่าทันทีที่มาถึงหน้าประตู ก็เห็นคนงานนับร้อยถือป้ายประท้วงที่เขียนข้อความสโลแกนต่างๆ โพกผ้าคาดหัวที่มีคำว่า 'คัดค้าน' ตะโกนโหวกเหวกโวยวายกันให้วุ่นอยู่หน้าโรงงาน!
เมื่อเห็นรถสองคันขับเข้ามา กลุ่มคนงานที่ประท้วงก็กรูเข้ามาล้อมรถไว้ หากเถ้าแก่หวูไม่โทรแจ้งรปภ.ไว้ล่วงหน้า หวังฉีกับคนอื่นๆ คงลงจากรถไม่ได้แน่
"เถ้าแก่ พวกเราทำงานที่นี่มาเป็นสิบปี จะเรียกว่าที่นี่เป็นบ้านก็ไม่ผิด เถ้าแก่จะมาไล่พวกเราออกดื้อๆ แบบนี้ได้ยังไง!"
"ใช่ๆ พวกเราทุ่มเทแรงกายแรงใจให้โรงงานไปตั้งเท่าไหร่!"
"ห้ามขายเด็ดขาด!"
"พวกเราไม่ยอม!"
"ห้ามขาย!"
เถ้าแก่หวูมองกลุ่มคนงานที่ประท้วงอย่างร้อนรน ตะโกนแข่งกับเสียงโห่ร้อง "เงียบๆ เงียบกันหน่อย! ผมจะบอกอะไรให้นะ ผมขายโรงงานให้ผู้จัดการหวังคนข้างๆ นี้ไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปโรงงานนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผมอีก ต่างคนต่างไปเถอะ อย่ามาขวางหน้าประตูอยู่เลย!"
"ไม่! พวกเราไม่ยอม!"
"พวกเราไม่ได้ตกลงด้วย การซื้อขายนี้ถือเป็นโมฆะ!"
คนงานคนหนึ่งเห็นว่าหวังฉีเป็นผู้หญิงหน้าตาดี นึกว่าจะรังแกได้ง่ายๆ ถึงขั้นข่มขู่ว่า "ถ้าหล่อนกล้ารับช่วงต่อ ฉันจะตามรังควานหล่อนทุกวัน คอยดูสิว่าใครจะกล้าทำธุรกิจกับหล่อน!"
"ใครกล้าไล่พวกเราออก ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ฉันก็ไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ แน่!"
"ใช่ พวกเราไม่ยอม!"
เสียงโห่ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ คำด่าทอหยาบคายสารพัดปลิวว่อนไปทั่ว
หวังฉีไม่ได้โกรธ เพียงแต่ระวังตัวไม่ให้ใครเข้าถึงตัวได้ เพราะเธอตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ฉากนี้เธอคาดการณ์ไว้แล้วตอนตัดสินใจซื้อโรงงาน เธอกวาดตามองคนงานนับร้อยตรงหน้าอย่างละเอียด มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นแกนนำปั่นป่วนจริงๆ
เสียงประท้วงดังหนวกหูเกินไป หวังฉีก้มลงหยิบก้อนอิฐขนาดเท่ากำปั้นจากพื้น แล้วปาใส่หน้าต่างบานเก่าๆ ที่อยู่ใกล้ๆ อย่างแรง
เสียงกระจกแตกดัง "เพล้ง!" กลบเสียงความวุ่นวายรอบข้างจนเงียบกริบ
หวังฉีตบมือปัดฝุ่น กลุ่มคนงานที่ประท้วงต่างเงียบเสียงลงและหันมามองเธอเป็นตาเดียว
"ข้อแรก โรงงานนี้เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเถ้าแก่หวู พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาเห็นด้วยหรือคัดค้าน ข้อสอง ถ้าไม่อยากให้ขายจริงๆ ก็รวมเงินกันมาซื้อสิ ถ้าพวกคุณมีปัญญาจ่ายไหวนะ อีกอย่าง..." หวังฉีมองไปยังพวกที่ขู่จะตามรังควานเธอ ยิ้มเย็นพลางกล่าวเตือน "ตราบใดที่พวกคุณไม่กลัวว่าวันดีคืนดีแขนขาจะขาดหายไป ก็ตามรังควานฉันได้เลย"
เมื่อหวังฉีพูดประโยคนี้จบ คนงานด้านล่างจำนวนมากต่างจ้องมองเธอด้วยความโกรธแค้น
ดูท่าเธอคงต้องหาบอดี้การ์ดมาคุ้มกันจริงๆ แล้วล่ะ ขนาดในชาติที่แล้วยังมี 'อุบัติเหตุ' จากข้อพิพาทต่างๆ เกิดขึ้นได้ นับประสาอะไรกับยุค 90 แบบนี้
"สุดท้าย โรงงานเย็บผ้านี้เมื่อมาอยู่ในมือฉัน ก็ยังคงเป็นโรงงานเย็บผ้าเหมือนเดิม ฉันยังต้องการคนงาน หัวหน้างาน และผู้จัดการ หากคนงานเดิมของโรงงานตระกูลหวูมีความสามารถผ่านเกณฑ์ที่ฉันกำหนด ฉันก็จะจ้างต่อ เงินเดือนและสวัสดิการจะไม่ด้อยไปกว่าสมัยเถ้าแก่หวูแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ฉันจะดูจากความสามารถส่วนบุคคล ยิ่งเก่ง ตำแหน่งยิ่งสูง เงินเดือนก็ยิ่งมาก"
ตบหัวแล้วลูบหลัง
คนงานด้านล่างเห็นว่าหวังฉีไม่ได้บีบพวกเขาจนตรอก และพวกเขายังมีงานทำ ดังนั้นเมื่อแกนนำตัวป่วนไม่กี่คนพยายามจะปลุกปั่นอีกครั้ง ก็แทบไม่มีใครตอบรับ
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนย่อมเลือกสิ่งที่ให้ผลประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด ใครจะอยากไปล่วงเกินเจ้านายในอนาคตกันล่ะ?
"พรุ่งนี้เช้าเก้าโมง ใครที่สนใจให้ไปลงชื่อกับ จางหลาน และ จ้าวเหลียง" หวังฉีชี้ไปที่หญิงหน้ากลมวัยสามสิบเศษและชายหนุ่มร่างเตี้ยวัยยี่สิบต้นๆ
ทั้งสองคนที่ถูกเรียกชื่อกะทันหันหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง "พวกเราเหรอ?"
"ใช่ ช่วงไม่กี่วันมานี้ฉันสังเกตการทำงานของพวกคุณแล้ว ทำได้ดีมาก ดังนั้น จางหลานคือผู้จัดการฝ่ายผลิตคนแรกของ 'ซีหวังแอปพาเรล' ของฉัน และจ้าวเหลียงคือผู้จัดการฝ่ายการเงิน" หวังฉีกล่าวต่อ "ฉันจะตั้งหัวหน้าทีมผลิตสิบห้าคน และผู้จัดการฝ่ายผลิตสามคน เงินเดือนพื้นฐานของหัวหน้าทีมคือหนึ่งพันหยวนต่อเดือน ส่วนผู้จัดการหนึ่งพันห้าร้อยหยวนต่อเดือน โดยจะคัดเลือกจากการแข่งขัน"
สิ้นเสียงหวังฉี เสียงสูดหายใจด้วยความตื่นเต้นดังอื้ออึงมาจากด้านล่าง เงินเดือนและสวัสดิการระดับนี้ถือว่าสูงมากในเซินเจิ้น
หวังฉีมองฝูงชนที่เริ่มตาลุกวาวแล้วเอ่ยทิ้งท้าย "ที่พูดไปนั่นแค่เงินเดือนพื้นฐานนะ พนักงาน หัวหน้าทีม และผู้จัดการที่มีผลงานดี จะมีโบนัสพิเศษให้ แต่ฉันขอบอกตรงๆ โรงงานของฉันไม่ต้องการคนขี้เกียจและคนคดโกงเด็ดขาด ใครสนใจพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงมารายงานตัวกับจางหลานและจ้าวเหลียง"
พูดจบ หวังฉีก็เรียกจางหลานกับจ้าวเหลียงมาคุยส่วนตัว
สองคนนี้หวังฉีเป็นคนเลือกเองกับมือ และเป็นรายชื่อแรกที่เคาะหลังจากพิจารณาคำแนะนำของเถ้าแก่หวูประกอบ
จางหลานเป็นพนักงานเก่าแก่ของโรงงานตระกูลหวู ขยันขันแข็งและมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม ส่วนจ้าวเหลียงเพิ่งเรียนจบมาได้สองปีก็มาทำงานที่นี่ ปกติเขาไม่เคยมีโอกาสได้โดดเด่นเพราะถูกอาจารย์ของเขาบดบังรัศมีตลอด
หวังฉีเคยเห็นสมุดบัญชีที่จ้าวเหลียงทำเทียบกับของอาจารย์เขา ของอาจารย์ทำออกมาสวยหรูดูดีก็จริง แต่คาดว่าคงยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไปไม่น้อย
หวังฉีไม่มีนิสัยชอบเลี้ยงกาฝาก เธอจึงตัดอาจารย์ของจ้าวเหลียงออกทันที ยิ่งไปกว่านั้น พวกตัวป่วนในกลุ่มคนงานหลายคนก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาจารย์ของจ้าวเหลียงด้วย
หวังฉีสั่งงานสำหรับวันพรุ่งนี้คร่าวๆ แล้วจึงเดินออกมาพร้อมกับเจียงซือเฉิง
ระหว่างทาง เจียงซือเฉิงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเกรงใจเล็กน้อย "ผู้จัดการหวังครับ ช่วยไปส่งผมที่โรงพยาบาลประชาชนที่หนึ่งหน่อยได้ไหมครับ?"
หวังฉีเลิกคิ้วเมื่อได้ยินชื่อโรงงาน วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมใครๆ ก็แห่กันไปโรงพยาบาล?
"ได้สิคะ มีเรื่องลำบากใจอะไรรึเปล่า?" หวังฉีเอ่ยถาม