เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 350 - เสี่ยขา พาหนูบินหน่อย!

บทที่ 350 - เสี่ยขา พาหนูบินหน่อย!

บทที่ 350 - เสี่ยขา พาหนูบินหน่อย!


บทที่ 350 - เสี่ยขา พาหนูบินหน่อย!

"นายเห็นไหม เหมือนรูปปั้นนั่นจะมีปัญหา" เมิ่งจื่ออี้บีบแขนเย่ไป๋แน่นด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว

"อืม ตัวปัญหาน่าจะอยู่ที่รูปปั้นนี่แหละ" เย่ไป๋พยักหน้า ก่อนจะค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้รูปปั้นยักษ์

พอเข้าไปใกล้ เขาถึงเห็นว่าฐานรูปปั้นแกะสลักด้วยอักขระและลวดลายประหลาด ดูคล้ายพิธีกรรมบูชายันต์โบราณ รอบๆ ยังมีรูปสลักคนหน้าตาบิดเบี้ยว เหมือนกำลังทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส

ชาวเน็ตตาดีในไลฟ์สดเริ่มคอมเมนต์รัวๆ

[เฮ้ย ฉันเคยเห็นลายแบบนี้ในหนังสือเก่าๆ มันเหมือนพิธีกรรมสาปแช่งสมัยโบราณเลย เขาว่าเอาไว้ปลุกปีศาจมาเฝ้าสมบัติ]

[จริงดิ? งั้นพวกพี่เย่ก็ซวยแล้วสิ]

เย่ไป๋พินิจลวดลายพวกนั้น สมองประมวลผลข้อมูลจากตำราตระกูลอย่างรวดเร็ว "นี่คือคำสาปโลหิตสังเวย ถ้าเผลอไปแตะโดนกลไกเข้า อาจจะปลุกวิญญาณอาฆาตที่นี่ให้คลุ้มคลั่งได้"

"งั้นเราอย่าไปยุ่งกับมันดีไหม" เมิ่งจื่ออี้เสนอเสียงอ่อย

ยังไม่ทันขาดคำ เสียงครางด้วยความเจ็บปวดของหยางมี่ก็ดังมาจากแท่นหิน เย่ไป๋กับเมิ่งจื่ออี้รีบวิ่งกลับไปดู

"มี่มี่ เป็นยังไงบ้าง" เมิ่งจื่ออี้ถามลนลาน

หยางมี่ปรือตาขึ้นมอง สีหน้าดูอ่อนแรงเต็มที "ฉันรู้สึกเหมือน... มีอะไรบางอย่างกำลังฉุดฉันไว้ ที่นี่มันน่ากลัวมาก"

เย่ไป๋ขมวดคิ้ว เขาเดาว่าหยางมี่คงโดนไอเย็นของสุสานเล่นงานเข้าให้แล้ว

"คุณพักก่อนเถอะ เดี๋ยวเราหาทางออกได้แน่"

ทันใดนั้น อุณหภูมิในห้องโถงก็ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน ลมหายใจกลายเป็นไอขาวฟุ้ง

เสียงร้องไห้กระซิกๆ ดังแว่วมาตามลม ฟังไม่ออกว่ามาจากทิศไหน เหมือนมันดังมาจากทุกทิศทุกทาง

"เสียงร้องไห้นี่... เหมือนพวกวิญญาณต้องคำสาปกำลังคร่ำครวญเลย" เย่ไป๋พึมพำ

คนดูทางบ้านเริ่มใจคอไม่ดี

[สยองชิบเป๋ง พี่เย่จะรอดไหมเนี่ย]

[เสียงผีร้องชัดๆ]

เย่ไป๋ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม กวาดไฟฉายไปรอบๆ ห้องโถงนี้ไม่ได้กว้างมากนัก จุคนได้ไม่กี่คน

แสงไฟฉายส่องไปกระทบกับวัตถุบางอย่างกลางห้อง นอกจากพวกเครื่องลายครามและสมุนไพรหายากแล้ว สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือโลงศพที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง

โลงศพถูกพันธนาการด้วยโซ่สัมฤทธิ์หนาเตอะถี่ยิบ ดูน่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน

ฝุ่นจับหนาเตอะบอกให้รู้ว่ามันตั้งอยู่อย่างนี้มาเนิ่นนาน

ฝาโลงปิดสนิท สลักลวดลายวิจิตรบรรจง มองแวบแรกก็รู้ว่าเป็นโลงศพชั้นดี

เย่ไป๋กวาดตามองรอบๆ โลงศพ ก็พบว่ามีของมีค่าวางเรียงรายอยู่เพียบ

ทั้งเครื่องปั้นดินเผา หยก ทองคำ แต่ละชิ้นสภาพสมบูรณ์กริบ ประเมินค่าไม่ได้

[ว้าว! ของดีทั้งนั้นเลย!] ห้องไลฟ์สดแตกฮือด้วยความโลภ

[เชี่ยเอ้ย รวยเละเลยงานนี้!]

[เสี่ยขา ขอเกาะขาพาหนูบินหน่อย~]

[ทำไมของเยอะขนาดนี้ นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ]

[ไอ้พวกงั่ง นี่มันสุสานท่านอ๋องนะเว้ย ของแค่นี้จิ๊บจ๊อย]

[อ๋องแล้วไง ตายไปก็เอาไปไม่ได้อยู่ดี!]

...

เย่ไป๋เมินคอมเมนต์ที่เถียงกันจะเป็นจะตาย เดินตรงดิ่งไปที่โลงศพ

เขายื่นมือไปเคาะฝาโลงเบาๆ เสียง ก๊อก ก๊อก ดังก้องกังวานในความเงียบ บาดหูพิลึก

"นี่ พี่เย่ เราจะเปิดโลงนี้ยังไงอ่ะ" เมิ่งจื่ออี้ชะโงกหน้าเข้ามาถาม

เย่ไป๋นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ผมสงสัยว่าโลงนี้น่าจะทำจากเหล็กทมิฬพันปี แข็งโป๊ก แรงคนธรรมดาอย่างเรางัดไม่ขึ้นหรอก ต้องใช้วิธีอื่น"

"วิธีไหน"

"เผามัน!"

"ห้ะ? เผาเนี่ยนะ จะได้ผลเหรอ" เมิ่งจื่ออี้ทำหน้าไม่เชื่อ

"คุณดูของพวกนี้สิ แข็งแรงทนทานทั้งนั้น ถ้าใช้ไฟธรรมดาคงทำอะไรไม่ได้หรอก แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น"

"ก็ได้" เมิ่งจื่ออี้พยักหน้า

เย่ไป๋ส่งไฟแช็กให้เมิ่งจื่ออี้

เมิ่งจื่ออี้จุดไฟแช็ก แล้วเอาไปจ่อที่เทียนไขบนหลังโลง

เปลวไฟพุ่งวูบขึ้นสูง แต่มันกลับไม่ยอมดับ ทั้งที่ลมในนี้แรงเอาเรื่อง

"เอ๊ะ... ไฟแช็กเสียเหรอเนี่ย" เมิ่งจื่ออี้อุทานเบาๆ

"ท่าไม่ดีแล้ว!"

เย่ไป๋จ้องเปลวไฟเขม็ง เขารู้สึกถึงลมเย็นยะเยือกพัดวูบผ่านต้นคอ ร่างกายเริ่มแข็งทื่อเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาดึงรั้งผิวหนังเขาไว้

"เกิดบ้าอะไรขึ้นเนี่ย"

เย่ไป๋หันขวับไปมองรอบตัว อากาศที่เคยแห้งสนิทจู่ๆ ก็เย็นเฉียบจนขนลุก

แม้จะอยู่ในสุสาน แต่นี่มันเย็นผิดปกติ เกินคำว่าวังเวงไปไกลแล้ว

"คนพวกนี้ตายไปหมดแล้ว ทำไมยังจะมาขัดขวางไม่ให้เราช่วยเธออีกล่ะ"

จู่ๆ เสียงของเมิ่งจื่ออี้ก็ดังขึ้น แต่คราวนี้น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไป... มันเย็นชาและแฝงแววอำมหิตจนน่าขนลุก

เย่ไป๋หันขวับกลับมามอง แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เมิ่งจื่ออี้เปลี่ยนไปใส่ชุดสีดำทึบตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มุมปากของเธอยกยิ้ม... รอยยิ้มที่สยองจนเลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง

"เมื่อกี้คุณพูดอะไรนะ!" เย่ไป๋ตะคอกถาม

"ฉันก็พูดแบบนี้มาตลอดนี่คะ" เมิ่งจื่ออี้(ในร่างชุดดำ)ยิ้มหวาน เธอยกนิ้วชี้ไปที่โลงศพสัมฤทธิ์ "ทางรอดเดียวของเราตอนนี้ คือต้องเปิดโลงนี้เท่านั้น"

"คุณบ้าไปแล้วเหรอ! ในนั้นมันศพดองร้อยปีนะเว้ย คุณกล้าเปิดเหรอ!" เย่ไป๋จ้องหน้าเธอเขม็ง

"เปิด! ต้องเปิด!" เมิ่งจื่ออี้กัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด

ทันใดนั้น โลงศพสัมฤทธิ์ก็เกิดปฏิกิริยา ฝาโลงค่อยๆ เลื่อนเปิดออกเอง!

"ครืดดด..."

ฝาโลงร่วงลงกระแทกพื้นเสียงดังตึง

กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งออกมาปะทะจหน้า พร้อมกับไอเย็นยะเยือกที่ทำให้ตัวสั่นงันงก

ดวงตาสีเขียวปัดคู่หนึ่งลอยเด่นขึ้นมาจากความมืดในโลง

ดวงตานั้นส่องประกายวาวโรจน์ราวกับส่งตรงมาจากขุมนรก

[เหยดเข้! ศพกระตุก!]

[โลกนี้มันอยู่ยากขึ้นทุกวัน น่ากลัวชิบหาย!]

[สตรีมเมอร์หนีไป! วิ่งดิเอ๋วิ่ง!]

ห้องไลฟ์สดโกลาหล แตกตื่นกันยกใหญ่

"หุบปาก!" เย่ไป๋ตวาดใส่กล้อง

เขาสูดหายใจลึก พยายามข่มสติให้มั่น จ้องมองสิ่งที่อยู่ในโลงเขม็ง

ร่างที่นอนสงบนิ่งอยู่ในนั้นคือตุ๊กตาหุ่นเชิดผู้หญิง สวมชุดวังโบราณหรูหรา สวมมงกุฎหงส์ ดูเหมือนคนจริงจนน่าขนลุก

ใบหน้าของเธอยับย่นเต็มไปด้วยริ้วรอย เหมือนซากศพแห้งกรัง

เย่ไป๋ลองหยั่งเชิงตะโกนเรียก "เสี่ยวเตี๋ย!"

จบบทที่ บทที่ 350 - เสี่ยขา พาหนูบินหน่อย!

คัดลอกลิงก์แล้ว