- หน้าแรก
- ระบบรถบ้านผ่าวิกฤตวันสิ้นโลก
- บทที่ 200 - สวามิภักดิ์
บทที่ 200 - สวามิภักดิ์
บทที่ 200 - สวามิภักดิ์
บทที่ 200 - สวามิภักดิ์
"อันนี้เถียงไม่ออกจริงๆ"
ซูเป่ยพยักหน้าเห็นด้วย ก็ขนาด 'ราชสีห์อัสนีบาต' ของเขา ถ้าคิดจะถล่มเมืองสักเมืองให้ราบเป็นหน้ากลองก็ไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ว่าเขาอยากจะทำหรือเปล่าเท่านั้น
เสียดายที่ยังไม่เคยเห็นฝีมือของ 'สามจ้าวบรรพกาล' ที่ว่านั่นกับตาตัวเอง ถ้ามีโอกาสได้ประมือกันสักตั้งคงน่าสนุกไม่หยอก
"บอกตามตรง ตอนแรกผมถอดใจไปแล้ว แต่ที่น่าตกใจคือ ท่านซูเป่ยเองก็เป็นผู้มีพลังสายอัญเชิญเหมือนกัน! การมีอยู่ของท่านเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ ทำให้ประเทศมังกรของเราพอจะมีเขี้ยวเล็บไปงัดข้อกับสามคนนั้นได้บ้าง"
"พูดจาน่าฟังดีนี่ จะยุให้ผมไปบวกกับสามคนนั้นพร้อมกันเลยหรือไง?" ซูเป่ยหัวเราะร่า
"ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ท่านไม่จำเป็นต้องสู้คนเดียว แค่เราประกาศให้โลกรู้ว่าแผ่นดินมังกรก็มีผู้ใช้อัญเชิญระดับพระกาฬอยู่ ดุลอำนาจของสามคนนั้นจะต้องสั่นคลอนแน่นอน เผลอๆ พวกมันอาจจะระแวงกันเองด้วยซ้ำ ถึงตอนนั้น... มีท่านซูเป่ยเป็นเสาหลัก ประเทศมังกรย่อมมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากขึ้น"
เฉินอวี่หนิงจ้องตาซูเป่ยแน่วแน่ น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
"ท่านซูเป่ย... รัฐบาลเกาะมังกรทอดทิ้งพวกเรา ทอดทิ้งประชาชนบนแผ่นดินนี้ไปแล้ว เพื่อความอยู่รอด เราต้องการผู้นำคนใหม่"
พูดจบ เฉินอวี่หนิงก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าซูเป่ย ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน
"และผู้นำคนนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีทั้งบารมี ความแข็งแกร่ง และจิตใจที่เหนือกว่าปุถุชนคนธรรมดา... ซึ่งท่านคือคนที่เหมาะสมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย!"
"ในนามของชาวเมืองหนานโจว ผมขอร้องให้ท่านช่วยรับพวกเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร 'หวงเฉวียน' ได้โปรดให้เราได้อยู่ใต้ร่มเงาและรับใช้ท่านในฐานะประมุขเพียงหนึ่งเดียวด้วยเถิด!"
การกระทำของเฉินอวี่หนิงเล่นเอาทุกคนอ้าปากค้าง ไม่เว้นแม้แต่ซูเป่ยเอง
"เฮ้ย... นี่... นี่หัวหน้าเฉินจะยกเก้าอี้ให้ท่านซูเป่ยเลยเหรอ? บ้าไปแล้ว! กะทันหันเกินไปไหมเนี่ย!"
"ไอ้โง่! เขาไม่ได้เรียกว่ายกเก้าอี้ เขาเรียกว่า 'สวามิภักดิ์' ต่างหาก! ไม่ได้ยินที่หัวหน้าพูดรึไง? ขอเอาเมืองหนานโจวเข้าร่วมก๊วนหวงเฉวียนน่ะ!"
"แต่ว่า... หวงเฉวียนมันอยู่ที่เมืองเจียงไห่ไม่ใช่เหรอ? ไกลกันเป็นโยชน์ จะไปมีประโยชน์อะไรวะ?"
เสียงซุบซิบดังอื้ออึงไปทั่ว คนเมืองหนานโจวต่างวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ด
"เหอะ! พวกแกนี่มันวิสัยทัศน์สั้นจุ๊ดจู๋จริงๆ!"
ลุงเฉียว ผู้เฒ่าเจ้าปัญญาประจำเมืองยืนกอดอก เชิดหน้าทำท่าทางเหมือนขงเบ้งผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน
"ชิ! ทำเป็นรู้ดี แล้วลุงคิดว่าไงล่ะ?"
"หึๆ ก็เดิมทีโลกนี้มีผู้ใช้อัญเชิญแค่สามคน และทุกคนต่างก็เป็นราชาครองเมืองกันหมดแล้วไม่ใช่รึไง?"
"ทีนี้ท่านซูเป่ยโผล่มาเป็นคนที่สี่ แถมยังเป็นคนของประเทศมังกรเราแท้ๆ พอข่าวแพร่ออกไป คิดดูสิว่าค่ายผู้รอดชีวิตอื่นๆ จะทำยังไง? ก็ต้องแห่กันมาสวามิภักดิ์น่ะสิ!"
"ในสายตาข้า องค์กรหวงเฉวียนของท่านซูเป่ย อีกไม่นานจะต้องกลายเป็นขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมังกรแน่ๆ การที่หัวหน้าเฉินรีบขอเข้าร่วมตั้งแต่ตอนนี้ ก็เหมือนการซื้อหุ้นต้นน้ำ ยิ่งเข้าเร็วยิ่งมีภาษีดีกว่า สมแล้วที่เป็นหัวหน้าเฉิน มองการณ์ไกลจริงๆ!"
คำวิเคราะห์ของลุงเฉียวเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จุดประกายความคิดของทุกคน
"เออว่ะ! จริงด้วย!"
"ฝีมือท่านซูเป่ยขนาดนี้ จะบอกว่าเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศก็ไม่เกินจริง ไหนจะสิงโตทองคำสุดโหดนั่นอีก!"
เมื่อเห็นถึงผลประโยชน์และความมั่นคงในอนาคต กวนรุ่ยซือ หญิงแกร่งระดับสี่ดาวจึงก้าวออกมาคุกเข่าตามเฉินอวี่หนิงเป็นคนแรก
"ขอท่านซูเป่ยโปรดรับพวกเราไว้ด้วย! พวกเรายินดีรับใช้ท่าน!"
ภาพนั้นกลายเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ ทันใดนั้น...
"ขอท่านซูเป่ยโปรดรับพวกเราไว้ด้วย! พวกเรายินดีรับใช้ท่าน!"
"ขอท่านซูเป่ยโปรดรับพวกเราไว้ด้วย! พวกเรายินดีรับใช้ท่าน!"
เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วลานหน้ากำแพงเมือง ความหวาดกลัวและความสิ้นหวังมลายหายไป สิ้น แทนที่ด้วยความศรัทธาแรงกล้า ทุกสายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งความหวังใหม่
"แหมๆ นึกไว้แล้วเชียวว่าต้องมีฉากนี้" เซียวรุ่ยซีที่พิงรถบ้านอยู่ไม่ไกลโบกมือหยอยๆ อย่างรู้ทัน
"ดูทรงแล้ว อีกเดี๋ยวเมืองอวิ๋นเฟิงก็คงเสร็จรายต่อไป... หวงเฉวียนคงได้ครองประเทศมังกรจริงๆ ตามที่พวกเขาว่าแน่ๆ" หลานรุ่ยโหรวพยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาเป็นประกายระยับยามมองไปยังชายหนุ่มผู้เป็นจุดศูนย์รวมสายตา
ซูเป่ยไม่ได้ประหลาดใจนัก เขารู้ดีว่าพลังของตัวเองมีมูลค่าทางการเมืองแค่ไหน เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับฝูงชนแล้วประกาศก้อง
"ในเมื่อชาวเมืองหนานโจวให้เกียรติกันขนาดนี้... งั้นผมในนามของหวงเฉวียน ยินดีต้อนรับทุกคนครับ!"
เสียงเฮดังกระหึ่มอีกครั้ง
"ท่านซูเป่ยจงเจริญ! ท่านซูเป่ยจงเจริญ!"
เฉินอวี่หนิงขยับเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบา "ท่านครับ แล้วแผนต่อไปคืออะไร?"
"ไปเมืองอวิ๋นเฟิง" ซูเป่ยตอบทันที สายตามุ่งมั่นมองไปยังทิศทางของเป้าหมายต่อไป
ต้องยอมรับว่าเฉินอวี่หนิงเป็นคนฉลาดและมีความเป็นผู้นำสูง การผนวกหนานโจวเข้ากับหวงเฉวียนเป็นเพียงในนาม เพราะในทางปฏิบัติ ระยะทางที่ห่างไกลทำให้การบริหารจัดการจากศูนย์กลางเป็นไปได้ยาก สุดท้ายแล้วคนคุมเมืองนี้ก็ยังต้องเป็นเฉินอวี่หนิงอยู่ดี
แต่การทำแบบนี้ วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ชื่อเสียงของซูเป่ยและหวงเฉวียนจะเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีให้หนานโจว ป้องกันไม่ให้ใครหน้าไหนกล้ามารุกราน นี่คือการยืมบารมีเสือมาชูคอชัดๆ
ซูเป่ยไม่ถือสา เพราะรู้ว่าไม่มีใครดูแลเมืองนี้ได้ดีไปกว่าคนก่อตั้งอย่างเฉินอวี่หนิง และหลังจากที่ได้เห็นพลังของเขาไปแล้ว มั่นใจได้เลยว่าหมอนี่ไม่มีทางกล้าทรยศแน่นอน
ทันใดนั้น ทหารยามนายหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน พร้อมทำความเคารพทั้งเฉินอวี่หนิงและซูเป่ย
"รายงานครับ! นอกเมืองหนานโจวมีกองทัพขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนพลเข้ามา จำนวนไม่ต่ำกว่าสามพันคนครับ!"
"จากการประเมิน คาดว่าเป็น 'กองทัพกู้โลก' จากเมืองอวิ๋นเฟิง! ตอนนี้อยู่ห่างจากเราไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรแล้วครับ!"
"ชิ! ไอ้พวกหมาลอบกัด! กะจะมาชุบมือเปิบสินะ ไวจริงๆ!"
ที่เส้นขอบฟ้าปรากฏจุดสีดำเล็กๆ ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น เผยให้เห็นกองทัพในชุดเครื่องแบบสีดำทมิฬอันเป็นเอกลักษณ์ ยืนยันชัดเจนว่าแขกผู้มาเยือนคือ 'กองทัพกู้โลก' จากเมืองอวิ๋นเฟิง
[จบแล้ว]