- หน้าแรก
- ระบบรถบ้านผ่าวิกฤตวันสิ้นโลก
- บทที่ 140 - ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
บทที่ 140 - ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
บทที่ 140 - ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
บทที่ 140 - ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม
ดึกสงัด
ณ ห้องนอนใหญ่ตรงกลางโถงทางเดินชั้นสามของคฤหาสน์
มู่เสี่ยวอวี๋ เวินหลาน และหลานโย่วเอ๋อร์ สามสาวต่างนอนเบียดเสียดแนบชิดกันบนเตียงกว้าง หลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย
เหตุผลที่มีเพียงแค่สามคนนี้ ก็เพราะพวกเธอแอบตกลงกันเองเป็นการส่วนตัว
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนเยอะเกินไปจนวุ่นวาย พวกเธอจึงจัดเวรผลัดกันมาคอยปรนนิบัติซูเป่ยในตอนกลางคืน
ถึงแม้ซูเป่ยจะมั่นใจว่าเขาสามารถรับมือทุกคนพร้อมกันได้สบายๆ ก็เถอะ
แต่ในเมื่อพวกเธอตกลงกันแบบนี้ เขาก็ขี้เกียจจะไปขัดใจ
ตรงกลางระหว่างพวกเธอ เว้นที่ว่างไว้อย่างเห็นได้ชัด
ที่ระเบียงห้องนอน
ซูเป่ยยืนสูบบุหรี่ ปล่อยใจไปกับสายลมเย็นยามค่ำคืน
ตอนที่สร้างคฤหาสน์ขึ้นมาใหม่ นอกจากกำแพงด้านนอกแล้ว ซูเป่ยแทบไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเลย ส่วนใหญ่เป็นเวินหลานกับมู่เสี่ยวอวี๋ที่จัดการบริหารพื้นที่กันเอง
ถึงภาพรวมจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ทว่า...
"บ้านใครเขาออกแบบให้ระเบียงห้องนอนเชื่อมติดกันหมดแบบนี้เนี่ย?"
มองดูระเบียงที่เชื่อมยาวไปถึงห้องของซูอวี่เวย เซี่ยฉาน และซ่งเชี่ยนเชี่ยนแล้ว ซูเป่ยก็ได้แต่พูดไม่ออก
'ฮิฮิ ถ้าพี่ซูรู้สึกไม่จุใจ ตอนกลางคืนหลิงหลิงจะเปิดประตูระเบียงทิ้งไว้นะคะ!'
'...เชอะ! ต...ต่อให้นายแอบย่องมาหาฉันตอนดึก ฉ...ฉันก็ไม่ได้ดีใจหรอกนะ!'
พอนึกถึงคำพูดของฟางหลิงหลิงกับเซียวรุ่ยซี ซูเป่ยก็ได้แต่กุมขมับ
ต่อให้เขาเกิดคึกอยากจะไปหาพวกเธอขึ้นมาจริงๆ ก็เดินเข้าทางประตูหน้าห้องนอนเอาก็ได้ไม่ใช่หรือไง
จะเว้นระเบียงเชื่อมกันไว้ทำไม ให้มันซ้ำซ้อนเปล่าๆ
ทันใดนั้นเอง
เสียงเลื่อนกระจกแผ่วเบาก็ดังมาจากระเบียงข้างๆ
ร่างบอบบางอรชรปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง เผยให้เห็นใบหน้าคุ้นตา
"ดึกขนาดนี้แล้ว ยังไม่นอนอีกเหรอ?"
เซี่ยฉานเดินเข้ามาใกล้ เป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อน
เธอก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ตั้งใจจะออกมาเดินเล่นรับลมที่ระเบียงสักหน่อย
แต่พอเข้าใกล้ประตูกระจก เธอก็สังเกตเห็นเงาร่างของซูเป่ยยืนอยู่ก่อนแล้ว
"ออกมาตากลมน่ะ"
"แล้วคุณล่ะ?"
"...ฉันอยากจะมาขอบคุณน่ะค่ะ"
สิ้นประโยคนั้น ใบหน้าสวยหวานของเซี่ยฉานก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
"ถ้าเป็นเรื่องที่จะให้คุณไปเจรจาพันธมิตรที่เมืองชิงสุ่ยล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก ผมแค่ต้องการฝึกฝนพวกคุณ"
"เพราะผมคงเลี้ยงพวกคุณไปตลอดโดยไม่ให้ทำอะไรเลยไม่ได้ เรื่องที่จำเป็นต้องทำก็ต้องทำ"
"...อย่างนั้นเหรอคะ"
ดวงตาคู่สวยจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาสีนิลลึกล้ำของซูเป่ย เซี่ยฉานไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ได้แต่ลูบหลังมือตัวเองเบาๆ
"ฉันได้ยินหัวหน้าเหลิ่งบอกว่า... โจวหมิ่นคนนั้น... ถูกสั่งประหารชีวิตแล้ว แถมเป็นคำสั่งของคุณด้วย"
"...คุณหมายถึงไอ้คนที่ก่อเรื่องในลานฝึกน่ะเหรอ?"
"อื้อ"
เซี่ยฉานพยักหน้าเบาๆ พลางมองซูเป่ยด้วยสายตาคาดหวัง
"ฉันอยากรู้ว่า... เหตุผลที่คุณสั่งประหารเขาคืออะไรคะ?"
"เหตุผล? ก็บอกแล้วไงว่าก่อเรื่อง"
"...อ้อ ก่อความวุ่นวายสินะคะ! นั่นสินะ"
เมื่อได้รับคำตอบที่ไม่ตรงกับใจหวัง เซี่ยฉานก็เบือนหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว
แสงจันทร์ที่ตกกระทบเผยให้เห็นความผิดหวังในแววตาที่ยากจะปิดบัง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น
นั่นสินะ!
ด้วยนิสัยของซูเป่ย การที่โจวหมิ่นกล้าก่อความวุ่นวายต่อหน้าธารกำนัล ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ซูเป่ยตัดสินโทษตาย
ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอื่น
เรื่องพวกนี้ เธอก็รู้อยู่แก่ใจมาตลอด
แต่ทว่า เรื่องราวในค่ำคืนนี้ กลับทำให้หัวใจของเซี่ยฉานเกิดความหวั่นไหว
ซูเป่ยแคร์เธอ
ถ้าอย่างนั้น ในอารมณ์ที่ทำให้เขาตัดสินใจสั่งตายโจวหมิ่นทันที
จะเป็นไปได้ไหม... ที่จะมีสักเสี้ยวหนึ่งที่เป็นเพราะตัวเธอ?
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเซี่ยฉานมาตั้งแต่จบการประชุม ไม่ว่าจะพยายามสลัดออกยังไงก็ไม่หลุด
ทันทีที่ลุกจากเตียงมาเห็นซูเป่ย แรงกระตุ้นที่อยากจะถามให้รู้เรื่องก็เข้าครอบงำสมองของเธอ
เพียงแต่...
พอได้รับคำตอบจากปากซูเป่ย
เซี่ยฉานได้แต่ยกมือกุมอก ขบเม้มริมฝีปาก เธอคงคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปจริงๆ
"นี่ อย่าบอกนะว่าโกรธ?"
"...เอ๊ะ เปล่านะคะ..."
สัมผัสหนักแน่นจากฝ่ามือของซูเป่ยที่วางลงบนไหล่ ทำให้เซี่ยฉานสะดุ้งเฮือก ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"จะบอกให้นะ มาถึงขั้นนี้แล้ว คุณคงไม่ได้กำลังคิดอะไรเพ้อเจ้อ แล้วทึกทักไปเองว่าผมมองคุณเป็นคนอื่นคนไกลหรอกใช่ไหม?"
"เปล่าสักหน่อย..."
ไม่คิดว่าจะโดนอ่านใจออกได้ตรงเผงขนาดนี้ เซี่ยฉานเผลอหันกลับมามองซูเป่ยแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
แต่วินาทีถัดมา
แรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
สมดุลที่เสียไปทำให้เซี่ยฉานเซถลาเข้าไปหาซูเป่ยทั้งตัว
"อ๊ะ..."
รู้ตัวอีกทีก็ตกอยู่ในอ้อมกอดแกร่งของซูเป่ยเสียแล้ว เธอเผลอร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"ตอนที่ช่วยคุณ ผมก็บอกไปแล้วว่าคุณคือผู้หญิงของผม อย่างน้อยที่สุดในสายตาของผม ผมปฏิบัติต่อพวกคุณทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน"
ซูเป่ยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและกลิ่นหอมชวนหลงใหลจากเรือนร่างบอบบางที่กำลังสั่นเทา
กลิ่นหอมสะอาดของเส้นผม และกลิ่นกายหอมหวานจางๆ
"..."
"ต...แต่ว่า ทั้งเวินหลาน ทั้งมู่เสี่ยวอวี๋ พวกเธอเก่งกาจกันทั้งนั้น ส่วนฉันมันก็แค่คนธรรมดา ฉันก็เลยรู้สึกเหมือนคุณไม่ค่อยสนใจฉันเท่าไหร่ ก็เลย..."
คำพูดเมื่อครู่ของซูเป่ยเปรียบเสมือนแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามากลางใจ เซี่ยฉานที่ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
"คุณเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยเจียงไห่ที่มีคนหมายปองเป็นหมื่นเป็นแสนเชียวนะ ธรรมดาตรงไหน?"
"ยังจะมาเรียกว่าดาวมหาลัยอีก!"
คำเรียกขานนั้นทำให้เซี่ยฉานรู้สึกเหมือนกำลังโดนล้อเลียน เธอทำท่าทางน้อยใจทั้งน้ำตาคลอเบ้า กำปั้นน้อยๆ ทุบลงบนอกซูเป่ยเบาๆ
"ถ้าไม่เจอคุณ ป่านนี้ฉัน..."
"จะไปคิดมากทำไม ก็เจอผมแล้วนี่ไง"
มองดูเซี่ยฉานที่น้ำตาปริ่มขอบตา ซูเป่ยดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแหวนมิติบรรจงซับน้ำตาให้เธอพลางส่งยิ้มอ่อนโยน
"อื้อ..."
เซี่ยฉานกระพริบตาปริบๆ
"ส่วนเรื่องที่ดูไม่ค่อยใส่ใจคุณ อาจจะเป็นปัญหาที่ตัวผมเอง ตั้งแต่เล็กจนโตผมชินกับการไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ถนัดเข้าหาคนอื่น"
"เพราะงั้นต่อให้เป็นพวกคุณ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะวางตัวแบบไหนถึงจะดีที่สุด แต่ว่า เดี๋ยวอยู่กันไปนานๆ ก็คงดีขึ้นเองแหละ"
"ง...งั้นคุณต้องรักษาคำพูดนะ!"
แก้มเนียนแนบชิดกับไหปลาร้าของซูเป่ย เซี่ยฉานเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่หาได้ยากยิ่ง
"ถ้าอยู่กันไปนานๆ แล้ว คุณห้ามเมินฉันเด็ดขาดเลยนะ!"
"แน่นอน"
"ตอนนอนตอนกลางคืน คุณก็ต้องกอดฉันเหมือนที่กอดหลิงหลิงด้วย!"
"ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะคุณเขินจนไม่กล้าให้ผมกอดนอนหรอกเหรอ?"
"...อย่าไปสนใจเรื่องพวกนั้นสิคะ!"
เซี่ยฉานเงยหน้ามองซูเป่ย พลางส่ายหัว
ริมฝีปากจิ้มลิ้มยื่นออกมาเหมือนผลเชอร์รี่ดูน่าเอ็นดู
แต่สิ่งที่หลุดออกมาจากปากนั้น
ไม่ใช่คำตัดพ้อ แต่เป็นคำสัญญาที่หนักแน่นมั่นคง
"รอฉันไปเมืองชิงสุ่ยเมื่อไหร่ ฉันจะเกลี้ยกล่อมคุณพ่อให้เข้าร่วมกับเราให้ได้ จะช่วยพัฒนาหวงเฉวียนให้สุดความสามารถเลย!"
"ดี ผมจะรอวันนั้น"
ซูเป่ยกระชับอ้อมกอด รวบร่างบางของเซี่ยฉานเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
บนระเบียง
เงาร่างของทั้งสองที่ดูราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวนั้น ยืนเคียงคู่กันอย่างเงียบงันท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
[จบแล้ว]