เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 ทางเลือกของสัญชาตญาณ

บทที่ 13 ทางเลือกของสัญชาตญาณ

บทที่ 13 ทางเลือกของสัญชาตญาณ


บทที่ 13 ทางเลือกของสัญชาตญาณ

หลินฉวินเลือกออกเดินทางในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ซึ่งยังมีแสงอยู่ในชั้นบรรยากาศ

แต่ด้วยเมฆครึ้มหนาทึบที่ก่อตัวขึ้นเหนือท้องฟ้ามหานครโม๋ตู ส่งผลให้ยานเรือสำเภายักษ์ของชาวบากาตันดูเลือนลาง

อย่างไรก็ตาม จำนวนชาวบากาตันที่ออกมาจากรอยแยกเริ่มลดน้อยลงแล้ว

ชาวบากาตันที่ข้ามผ่านรอยแยกมิติมาได้ ไม่กระจายตัวไปทุกทิศทุกทางเหมือนตอนแรก แต่กลับรวมกลุ่มอย่างหนาแน่นเพื่อมุ่งหน้าไปสมทบกับกองกำลังหลักทางทิศตะวันตกของเมือง

แต่ก็ยังมีชาวบากาตันจำนวนไม่น้อยที่ยังหลงเหลืออยู่ในเขตต่างๆ ของโม๋ตู

นับเป็นโชคดีของหลินฉวิน

ในสถานการณ์การรบขนาดใหญ่เช่นนี้ การตายของชาวบากาตันสิบกว่าตนที่ชายขอบสมรภูมิ ย่อมไม่ดึงดูดความสนใจจากระดับผู้นำของพวกบากาตันได้

หลินฉวินไม่รู้สถานการณ์ฝั่งตะวันออกชัดเจนนัก แต่เขาสัมผัสได้ว่าตรงจุดนั้นน่าจะกำลังเกิดมหาสงครามขึ้นในไม่ช้า

เป็นหนึ่งวันที่ผ่านไปอย่างหวาดเสียวแต่ยังปลอดภัย

ภายในอาคาร 5 หลี่ซิงเหอเก็บตัวเงียบไม่ยอมออกจากห้อง ส่วนบรรดาผู้รอดชีวิตต่างกระจายตัวกันอยู่ ข่าวลือและข้อมูลต่างๆ ถูกแพร่สะพัดไปทั่ว

หลินฉวินแอบฟังอยู่พักหนึ่งตอนที่ลงจากตึกเพื่อออกไปล่าชาวบากาตัน และได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาบ้าง

มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเคยทำงานในหน่วยความมั่นคงของสหพันธรัฐ วิเคราะห์อย่างมั่นใจว่า: "ตอนนี้ตัวเลขถอยหลังในดวงตาพวกเราเหลือเวลาอีกแค่สิบกว่าชั่วโมง"

"ตามหลักการแล้ว หากมีเพียงโม๋ตูเท่านั้นที่ถูกพวกบากาตันบุก กองกำลังจากพื้นที่รอบนอกควรจะส่งกำลังเสริมมานานแล้ว หรือต่อให้ไม่มีกำลังเสริม แค่การระดมยิงปูพรมถล่มครั้งเดียว กองทัพอากาศของพวกบากาตันจำนวนมากแค่ไหนก็ต้องมีหนาวบ้าง"

"แต่การที่ยังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ ผมสันนิษฐานว่ากองทัพเข้ามาไม่ได้..."

"พวกคุณยังจำประโยคก่อนที่อารยธรรมบากาตันจะเคลื่อนพลล่วงหน้าได้ไหม?"

"เกรงว่าที่นี่จะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สมรภูมิปิดตาย ทำให้กำลังเสริมภายนอกเข้ามาไม่ได้ และพวกเราก็ออกไปไม่ได้เหมือนกัน!"

คำพูดนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นทันที

ผู้รอดชีวิตที่มารวมกลุ่มกันเพื่อพึ่งพาใครสักคนที่เก่งกาจ ส่วนใหญ่ก็แค่คนธรรมดา เมื่อได้ฟังการวิเคราะห์แบบนี้ ความกลัวก็ยิ่งทวีคูณ

"ทำยังไงดี? อาหารในบ้านฉันเหลือไม่มากแล้ว ตกลงจะมีคนมาช่วยไหม?"

"กองกำลังในโม๋ตูของเรามีแค่หยิบมือเดียว แต่อีกฝ่ายมาทั้งดาวเลยนะ!"

"ทุกคนไม่ต้องตกใจไป ชาวบากาตันตัวต่อตัวอาจจะเก่งกว่าเรา แต่เทคโนโลยีดูเหมือนจะไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก ดูจากอันดับสมรภูมิสิ ทหารของเราตั้งมากมายยังคงสู้สุดใจและสังหารพวกบากาตันได้"

"อันดับหนึ่งที่ชื่อเซี่ยฉิงมีแต้มผลงานเกิน 200 แต้มไปแล้วไม่ใช่เหรอ? พวกเราชนะได้! พวกเราต้องชนะ!"

ผู้คนต่างถกเถียงกันวุ่นวาย บางคนตื่นตระหนก บางคนมีความเชื่อมั่นอย่างประหลาด และบางคนก็แอบทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกันเป็นการส่วนตัว

หลินฉวินเห็นกับตาว่า

มีชายคนหนึ่งดึงตัวคุณแม่ยังสาวที่กำลังกอดลูกน้อยหลบอยู่มุมกำแพงออกมา เขาหยิบช็อกโกแลตหนึ่งซองยื่นให้ พลางกวาดสายตาโลมเลียไปตามรูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้งของคุณแม่คนนั้น

คุณแม่ยังสาวคนนั้นมาจากอาคารอื่น เธอไม่มีทรัพย์สินติดตัวเลย น้ำนมก็น่าจะแห้งไปแล้วเพราะความหิวโหย และลูกน้อยก็ร้องไห้ไม่หยุดเช่นเดียวกัน

เธอมองช็อกโกแลตซองนั้นอยู่นานก่อนจะพยักหน้าเงียบๆ

ในเวลานี้ ภายในตึกมีสถานการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นมากมายเนื่องจากมีผู้คนจากอาคารอื่นหนีมาพักพึ่งที่อาคาร 5 จำนวนมาก

และฟ่านเหวินฉวนก็ไม่ได้ห้ามให้คนเหล่านั้นมาปักหลักตามห้องว่างหรือโถงทางเดิน เพราะเขาต้องการทรัพยากรมากมายเพื่อยึดเหนี่ยวท่านยอดฝีมือหลี่ซิงเหอเอาไว้

ทำให้กลุ่มคนที่อยู่รอบๆหลี่ซิงเหอกลายเป็นกลุ่มที่สะดวกสบายที่สุดในอาคาร

ผู้คนจำนวนไม่น้อยอยากได้รับการคุ้มครองโดยตรงจากหลี่ซิงเหอ จำเป็นต้องจ่ายด้วยเสบียงจำนวนมาก หรือไม่ก็ต้องมีความสามารถพิเศษที่เป็นประโยชน์เท่านั้น

กลุ่มของฟ่านเหวินฉวนกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลย่อยๆ ในนี้ไปแล้ว สร้างช่องว่างความแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจน

พวกผู้รอดชีวิตธรรมดาๆ ต่างฝันอยากจะเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น ส่วนคนที่ไม่ได้เข้าร่วมก็ได้แต่เฝ้ามองด้วยความหวัง

หลินฉวินมองอย่างเย็นชา ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากอาคาร 5 ไป

แม้เสบียงในบ้านเขาจะมีไม่มาก แต่ก็เพียงพอให้กินได้ครึ่งเดือน และเขามีความสามารถในการปกป้องตัวเอง

ความทุกข์ร้อนของผู้รอดชีวิตเหล่านี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย

กลุ่มของฟ่านเหวินฉวนที่เริ่มจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับหลินฉวิน เพราะเขาต่างหากคือยอดฝีมือตัวจริง!

ยังมีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปเข้าร่วมอีกล่ะ?

ในขณะที่คนส่วนใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านหรือในตึก ตัวสั่นไม่กล้าออกมา หลินฉวินกลับเลือกที่จะก้าวออกมาเอง เพื่อออกล่าชาวบากาตัน!

พลังจิตของเขาฟื้นฟูจนเต็มอยู่ที่ 18 แต้ม

ยามอาทิตย์อัสดงกำลังจะลับขอบฟ้า เมฆครึ้มปกคลุมไปทั่ว โลกเริ่มตกอยู่ในความมืดสลัว...

นี่คือเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการล่า

แม้ตอนนี้ค่าร่างกายและคุณสมบัติต่างๆ ของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็เพิ่งจะเหนือกว่าคนปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาไม่ได้คิดที่จะไปปะทะกับชาวบากาตันซึ่งๆหน้า

ในมุมมองของหลินฉวิน...

ไม่ว่าการปะทะซึ่งหน้าจะชนะหรือไม่ การแทงข้างหลังย่อมดีกว่าเสมอ

เพราะความเสี่ยงในการลอบกัดนั้นต่ำที่สุด!

ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสียใจภายหลัง!

ทว่าในช่วงวันเดียวที่ผ่านมา อันดับของหลินฉวินตกลงไปอีกครั้งจนอยู่ที่อันดับ 7

ดังนั้น เขาจึงต้องเร่งตัวเองมากขึ้นเพื่อรักษาอันดับ 4 เอาไว้

การสรุปอันดับครั้งแรกจะมีขึ้นในเวลาเที่ยงคืนคืนนี้ ตราบใดที่เขาสามารถรักษาอันดับสูงๆ ไว้ได้ก่อนเวลานั้น เขาจะได้รับแต้มผลงานโบนัสเพิ่มเติม!

แววตาของหลินฉวินเป็นประกาย นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของเขา

ภายในหมู่บ้านหลงเฉิงตี้จิ่งเงียบสงัด บนพื้นมีศพนอนระเกะระกะ

หมู่บ้านที่เคยสวยงามได้กลายเป็นนรกไปเสียแล้ว ศพบางส่วนเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเน่า คละคลุ้งไปกับกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมาปะทะจมูก

หลินฉวินเคลื่อนที่ไปตามเงามืดระหว่างตึก ขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นเงาคนแวบๆ เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังอยู่ระหว่างอาคาร

ในเวลานี้ ทุกคนต่างมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวของตัวเอง

แต่ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะแค่ออกมาตามหาคนหรือสิ่งของ และไม่มีใครกล้าออกห่างจากตัวตึกมากนัก

น้อยคนที่จะกล้าออกไปนอกหมู่บ้าน

มีเพียงหลินฉวินคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น

ภายในหมู่บ้านหลงเฉิงตี้จิ่งไม่มีชาวบากาตันเหลืออยู่แล้ว เขาจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าออกไปนอกหมู่บ้าน

พื้นที่ของหมู่บ้านค่อนข้างกว้าง จากอาคาร 5 ไปถึงประตูทางเข้าหมู่บ้านต้องใช้เวลาเดินอย่างน้อย 7-8 นาที

และเมื่อเข้าใกล้บริเวณนั้น หลินฉวินก็ได้ยินเสียงมาจากตำแหน่งร้านซูเปอร์มาร์เก็ตตรงหน้าประตูหมู่บ้าน

ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้นอยู่ตรงข้ามกับซูเปอร์มาร์เก็ตที่หลินฉวินไปซื้อของตอนแรก ร้านนี้ไม่ได้นำของออกมาขาย แต่ปิดประตูเงียบมาโดยตลอด ซึ่งน่าจะมีของอยู่ข้างในไม่น้อย

โดยทั่วไป เหลินฉวินคิดว่าต้องมีคนกำลังทำอะไรบางอย่างกับเสบียงภายในร้าน เขาเคลื่อนไหวเข้าใกล้ซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้นเรื่อยๆและก็ได้กับความจริงว่า

มีคนกำลังถูกไล่ต้อนอยู่ภายในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้!

ชาวบากาตันสองตนที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทหารบากาตันทั่วไป เพราะชุดเกราะที่สวมถูกดัดแปลงซึ่งมีสีที่แตกต่างจากชาวบากาตันทั่วไป

ทั้งสองตนถืออาวุธยืนอยู่หน้าประตูซูเปอร์มาร์เก็ตที่กำลังถูกไฟลุกท่วม พวกมันกำลังหยอกเล่นและสังหารผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ข้างใน!

ชั้นวางของในร้านล้มระเนระนาด เสบียงจำนวนมากถูกเผาวอดในกองเพลิง

ผู้รอดชีวิตสิบกว่าคนที่ดูเหมือนจะมาหาเสบียงในตอนแรก ตอนนี้ต่างหนีตายกันด้วยความตื่นตระหนก

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและการวิ่งหนี ชาวบากาตันสองตนก้าวเดินตามอย่างไม่รีบร้อน ในมือถืออาวุธที่ดูเหมือนปืนลูกซอง และยิงปลิดชีพไปทีละคน ทีละคน…

พวกมันจะยิงคนเหล่านั้นทิ้งในจังหวะที่พวกเขากำลังจะหนีพ้น

เสียงกรีดร้องดังขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งในผู้รอดชีวิตที่กำลังหนีตาย มีเด็กสาวคนหนึ่งสะดุดล้มลง ใบหน้าสวยงามของเธอเบี้ยวบิดด้วยความหวาดกลัว เธอมองดูชาวบากาตันที่ก้าวเข้ามาใกล้พลางกรีดร้องสุดเสียง

และในตอนนั้นเอง ท่ามกลางผู้รอดชีวิตที่กำลังวิ่งหนี กลับมีชายคนหนึ่งวิ่งสวนกลับมา

หลินฉวินจำชายคนนั้นได้ทันที

เขาคือเจ้าของร้านหน้าเลือดคนนั้นเอง!

ดูเหมือนนี่จะเป็นบทลงโทษจากสวรรค์

เขาขายเสบียงไปจนหมด แต่เมื่อวันสิ้นโลกมาถึงจริงๆ เงินเหล่านั้นกลับกลายเป็นเศษกระดาษ และตัวเขาเองก็ต้องออกมาหาเสบียงข้างนอก!

เด็กสาวที่ล้มลงดูเหมือนจะเป็นลูกสาวของเขา เขาพุ่งเข้าไปหาเธออย่างไม่คิดชีวิต หมายจะพาเธอหนีไปให้ได้

ในขณะนี้ ชาวบากาตันตนหน้าเข้าใกล้พวกเขามากขึ้น แต่มันกลับไม่ยอมยิง มันตั้งใจสร้างบรรยากาศแห่งความสยดสยองและค่อยๆ เดินกดดันเข้ามาเรื่อยๆ

"ลูก... รีบหนีไป รีบหนีไปเร็ว..."

ทว่าในวินาทีนั้นเอง ลูกสาวที่เขาพยายามช่วยชีวิตไว้อย่างสุดแรง กลับใช้มือผลักพ่อของตัวเองออกไปโดยสัญชาตญาณ เธอผลักเขาเข้าไปหาชาวบากาตัน ส่วนตัวเธอนั้น... กลับวิ่งหนีไปข้างหน้าสุดชีวิต

นี่คือทางเลือกที่น่าเศร้าและเป็นไปตามสัญชาตญาณดิบ

พ่อของเธอวิ่งย้อนกลับมาเพื่อช่วยชีวิตเธอ แต่เธอกลับผลักพ่อตัวเองออกไปเป็นโล่กำบังอย่างไร้เยื่อใย แล้ววิ่งหนีไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง

จบบทที่ บทที่ 13 ทางเลือกของสัญชาตญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว