- หน้าแรก
- เกิดใหม่ครั้งนี้ ผมดันมีทะเลเป็นสวนหลังบ้าน
- บทที่ 40 สมบัติประจำตระกูล
บทที่ 40 สมบัติประจำตระกูล
บทที่ 40 สมบัติประจำตระกูล
ณ คฤหาสน์ตระกูลหลิน
“ยัยหนู วันนี้ทำไมกลับเร็วจังลูก?” หวงอี้จวินมองดูลูกสาวที่เติบโตเป็นสาวสะพรั่งด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก
“พี่เจ็ดดื่มหนักไปหน่อยค่ะ ตอนนี้เมาพับหลับเป็นตายไปแล้ว เดี๋ยวหนูต้องกลับไปดูอีกรอบ”
หลินฉางชิงเดินออกมาจากห้องหนังสือ เพียงปราดเดียวเขาก็มองทะลุปรุโปร่งถึงเจตนาของลูกสาว ยัยตัวแสบนี่ถ้าไม่มีเรื่องอะไรมาอวด มีหรือจะยอมวิ่งแจ้นกลับบ้านมาตอนบ่ายแก่ๆ แบบนี้?
ลูกสาวพอโตขึ้นใจก็ลอยไปอยู่บ้านผู้ชาย แทบจะอยากย้ายไปกินนอนบ้านเย่ซื่อไห่ใจจะขาดแล้วมั้ง เขาแอบขยิบตาให้ภรรยาอย่างรู้กัน หวงอี้จวินยิ้มรับพลางเอ่ยขึ้น
“กลับมาแล้วก็อยู่บ้านเถอะลูก เป็นสาวเป็นนาง หัดทำตัวให้อ่อนหวานเรียบร้อยซะบ้าง” พูดจบเธอก็ลุกไปชงชาให้สามี สองสามีภรรยาแกล้งทำเหมือนหลินเฉี่ยวฮวาไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนั้น
น้องเฉี่ยวฮวาที่ปกตินิสัยแก่นแก้วแสนซน จู่ๆ ก็เกิดอาการบิดไปบิดมาด้วยความขัดเขิน อันที่จริงหลินฉางชิงสังเกตเห็นสร้อยข้อมือบนข้อมือของลูกสาวตั้งนานแล้ว และในใจเขาก็สงสัยใคร่รู้ไม่น้อย เพราะเขาดูออกทันทีว่านั่นคือ ‘หอยมือเสือสีเลือด’ ที่หาได้ยากยิ่ง
อัญมณีชนิดนี้ล้ำค่ามากและมีราคาแพงระยับ ที่สำคัญคือมีความหมายเป็นมงคล บรรดาเศรษฐีที่มีรสนิยมต่างตามหามาครอบครอง หลินฉางชิงเองก็ชื่นชอบมาก แต่เขากลับนิ่งเงียบ แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเสียนี่
สองสามีภรรยาตั้งหน้าตั้งตาชงชา จิบชา และพูดคุยเรื่องธุรกิจกันอย่างออกรส จนในที่สุดน้องเฉี่ยวฮวาก็ทนไม่ไหว เธอขยับเข้าไปนั่งเบียดข้างแม่แล้วพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน
“แม่คะ หนูชงให้เองค่ะ”
หวงอี้จวินรับคำในลำคอ ปล่อยให้ลูกสาวจัดการเรื่องชงชาแบบกงฟู ส่วนตัวเองก็หันไปคุยกับสามีต่อ น้องเฉี่ยวฮวาก้มหน้าก้มตาชงชาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดความอดทนก็ขาดผึง
“พ่อคะ พ่อไม่สังเกตเหรอว่าวันนี้หนูมีอะไรเปลี่ยนไป?”
“หือ? งั้นเหรอ?”
“พ่อลองดูดีๆ สิคะ”
“อืม... วันนี้ลูกสาวพ่อดูสวยขึ้นนะเนี่ย”
“โธ่ ไม่ใช่เรื่องนั้นค่ะหนูหมายถึง... พ่อไม่เห็นเหรอว่าบนข้อมือหนูมีอะไรเพิ่มมา?”
หลินฉางชิงแกล้งทำท่าเพ่งมอง แต่กลับเมินสร้อยข้อมือสีแดงสดที่ใสกระจ่างราวกระจกเส้นนั้นอย่างแนบเนียน “ไม่เห็นมีนี่นา?”
น้องเฉี่ยวฮวาเก็บอาการไม่อยู่แล้ว เธอหน้าแดงก่ำ ยื่นมือขวาออกไปแกว่งไปมาตรงหน้าพ่อแม่รัวๆ “นี่ไงคะ นี่ไง! พ่อกับแม่ไม่เห็นจริงๆ เหรอคะ?”
สองสามีภรรยากลั้นขำไม่ไหวอีกต่อไป ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน น้องเฉี่ยวฮวาถึงได้รู้ตัวว่าโดนแกล้ง เธออายจนซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอกแม่ ใช้หัวทุยๆ ซุกไถที่คางแม่โต้อย่างแง่งอน “พ่อกับแม่แกล้งหนูอะ!”
หลินฉางชิงค่อยๆ แบมือออกมา “ถอดออกมาให้พ่อชมหน่อยซิ”
น้องเฉี่ยวฮวาถอดสร้อยออกอย่างขัดเขิน ตอนส่งให้พ่อเธอยังมีท่าทีหวงแหน “พ่อคะ ระวังหน่อยนะคะ”
หลินฉางชิงรับไปส่องดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนพลางพยักหน้าไม่หยุด “ของดี... เย่ซื่อไห่นับว่าใส่ใจมากทีเดียว”
น้องเฉี่ยวฮวายืดอกด้วยความภาคภูมิใจทันที “แน่นอนสิคะ นี่เป็นของขวัญที่เขาให้หนูเพราะหนูสอบติดมหาวิทยาลัย หนูบอกว่าอยากได้ของที่เขาทำเอง เขาก็เลยลงไปงมหาฟอสซิลหอยมือเสือในทะเลมาทำให้เลยนะ” เธอชี้ไปที่ไข่มุกดำเม็ดกลมเกลี้ยงนั่นพลางอวดต่อ “ไข่มุกเม็ดนี้พวกเราก็ช่วยกันแกะออกมาจากหอยเองกับมือเลยนะ เจ๋งไหมคะ?”
หวงอี้จวินและหลินฉางชิงหันมาสบตากันด้วยความตกตะลึง เรื่องความมหัศจรรย์ของเย่ซื่อไห่พวกเขาพอจะรู้มาบ้าง แต่เรื่องหอยมือเสือสีเลือดกับไข่มุกดำนี่สิ ถ้าลูกสาวไม่เล่าพวกเขาก็คงไม่มีทางรู้
การเดินชายหาด จับปลา หรือแม้แต่มีวาฬมาช่วยต้อนปลา ลึกๆ แล้วหลินฉางชิงยังไม่ได้รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อขนาดนั้น เพราะชาวประมงเฒ่าที่มีประสบการณ์สูงก็อาจทำได้ เพียงแต่ไม่บ่อยเท่าเย่ซื่อไห่ แต่การที่เขาสามารถค้นพบฟอสซิลหอยมือเสือระดับพรีเมียม และแกะไข่มุกดำเม็ดงามออกมาได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน... นี่มันชักจะน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
หากโชคดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ มันยังเรียกว่าโชคอยู่อีกหรือ?
“ลูกรัก ที่บ้านเย่ซื่อไห่มีใครอยู่บ้าง?”
น้องเฉี่ยวฮวาได้ทีก็เปิดฉากเล่าเรื่องน้ำไหลไฟดับ หลินฉางชิงและภรรยาฟังจบถึงกับพูดไม่ออก เขาแซวลูกสาวว่า “กินดีอยู่ดีขนาดนั้นเชียว? เป๋าฮื้อครึ่งหัว หอยสังข์ยักษ์ แถมปลาจวดเหลืองใหญ่? มื้อเดียวฟาดไปหลายแสน ไม่เสียดายเงินเหรอเรา?”
ยัยตัวเล็กจอมงกทำหน้าปวดใจขึ้นมาทันที “โธ่พ่อคะ ขอร้องล่ะ อย่าพูดถึงเรื่องมูลค่ามันเลย หนูทำใจไม่ได้”
หวงอี้จวินหัวเราะพลางลูบหัวลูกสาวเบาๆ “เซียวเจี้ยนกั๋วน่ะพ่อรู้จัก แต่หลิวกางนี่เป็นใคร?” น้องเฉี่ยวฮวาจึงเล่าเรื่องที่ไปเมืองเล่อเฉิงกับเย่ซื่อไห่ให้ฟัง
“น่าสนใจ” คนฉลาดเป็นกรดอย่างหลินฉางชิงมองออกทะลุปรุโปร่ง เขาลูบคลำสร้อยข้อมือในมือพลางหันไปพูดกับภรรยา “เย่ซื่อไห่เจ้าเด็กนี่ใจใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยนะคุณ ผมชักอยากรู้แล้วสิว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน”
หลินฉางชิงหันมาถามลูกสาวต่อ “สี่คนนั้นนอกจากดื่มเหล้าแล้ว ไม่ได้คุยเรื่องอื่นกันเลยเหรอ?”
น้องเฉี่ยวฮวาตั้งการ์ดทันที “พ่อคะ พ่ออย่ามายุ่งเรื่องของพวกเขาเลยนะ”
หลินฉางชิงหมั่นไส้ เขกหัวลูกสาวไปหนึ่งที “งั้นคืนนี้แกเก็บของย้ายไปอยู่บ้านเย่ซื่อไห่เลยไป๊!”
น้องเฉี่ยวฮวาหน้าแดงระเรื่อ รีบเกาะแขนพ่อแล้วพูดเสียงอ้อมแอ้ม “ก็คนเขา... อยากจะช่วยดูแลบ้านช่องให้เขานี่นา” หลินฉางชิงได้ยินแบบนี้ก็แทบอยากจะตัดหางปล่อยวัดลูกสาวคนนี้ไปเสียเลย
ในที่สุดน้องเฉี่ยวฮวาก็ยอมเล่าเรื่องที่เย่ซื่อไห่ชวนหลินชี เซียวเจี้ยนกั๋ว และหลิวกางร่วมหุ้นเปิดบริษัทให้ฟัง เมื่อฟังจบหลินฉางชิงถึงกับถอนหายใจยาว “เจ้าเด็กนี่... อัจฉริยะชัดๆ”
“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นคะ?” หวงอี้จวินถาม
หลินฉางชิงวางความกังวลสุดท้ายที่มีต่อเย่ซื่อไห่ลงอย่างสิ้นเชิง “การที่เขากล้าเสนอตั้งบริษัท แสดงว่าเขามั่นใจเกินร้อยว่าจะสามารถตักตวงความมั่งคั่งจากท้องทะเลได้อย่างไม่มีวันหมด”
มหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่และความมั่งคั่งในทะเลเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ โรงงานย้อมผ้าของตระกูลกว่าจะทำกำไรได้ยี่สิบล้านหยวนต้องใช้เวลาครึ่งปี แต่เย่ซื่อไห่กลับทำได้ในเวลาไม่กี่วัน
“คนเก่งมีฝีมือน่ะไม่เท่าไหร่หรอก” หลินฉางชิงถอนหายใจ “แต่เขารู้จักแบ่งปัน ดึงเจ้าเจ็ด หลิวกาง และเซียวเจี้ยนกั๋วลงเรือลำเดียวกัน นี่สิคือความน่ากลัวที่แท้จริง แบบนี้เท่ากับว่าขุมกำลังของตระกูลหลิว ตระกูลหลิน และเซียวเจี้ยนกั๋ว ต้องหนุนหลังเขาเต็มตัว”
เขาตั้งใจพูดให้ลูกสาวฟัง เพราะรู้ว่าเธอเป็นคนขี้งก “ด้วยฝีมือระดับเย่ซื่อไห่ เขาไม่จำเป็นต้องตั้งบริษัทเลยหากินคนเดียวก็สบายไปทั้งชาติ แต่การตั้งบริษัทหมายความว่าเขาพร้อมจะแบ่งปันรายได้มหาศาลเพื่อแลกกับความมั่นคงและพันธมิตร”
พอนึกภาพตาม น้องเฉี่ยวฮวาก็เริ่มใจหาย เงินล้านของหนูบินหนีไปแล้ว! แต่พอเห็นสายตาพ่อแม่เธอก็รีบเก็บอาการทันที
“ดูท่า พ่อคงต้องหาโอกาสคุยกับเจ้าหนุ่มนั่นแบบตัวต่อตัวในงานเลี้ยงซะหน่อยแล้ว” พูดจบหลินฉางชิงก็ส่งสร้อยข้อมือคืนให้ลูกสาว “เก็บรักษาให้ดีนะลูก นี่สามารถใช้เป็น ‘สมบัติประจำตระกูล’ ได้เลย”
แม้จะไม่ได้พูดออกมา แต่น้องเฉี่ยวฮวาก็ดูเหมือนจะเปล่งประกายออร่าแห่งความสุขออกมาจนแสบตา หลินฉางชิงอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีที่เห็นลูกสาวมีความสุข “เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ นะ พ่อจะรอดูว่าเขาจะไปได้ไกลสักแค่ไหน”
จบบท