เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - ผู้จัดการ

บทที่ 34 - ผู้จัดการ

บทที่ 34 - ผู้จัดการ


นอกจากฝีมือการต่อสู้ที่สูงส่งแล้ว นอกนั้นไม่มีส่วนไหนที่เหมือนกันเลย

ซูเสี่ยวไช่ในชีวิตนี้ได้เปลี่ยนเส้นทางไปอย่างสิ้นเชิง เธอเลือกเรียนด้านการปลูกผักเป็นอาชีพ

ส่วนซูเสี่ยวไช่ในชาติก่อนนั้น มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบหุ่นรบฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ และถือเป็นเป้าหมายตลอดชีวิต

เซวียฮุ่ยอี้ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน

เธอเริ่มระแวงไปทั่ว บางครั้งก็คิดจะจ้างคนมาฆ่าซูเสี่ยวไช่ให้จบเรื่องไปเพื่อตัดปัญหาในระยะยาว แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าความคิดนี้มันเกินกว่าเหตุ

ในชาตินี้เธอคือเซวียฮุ่ยอี้ ไม่จำเป็นต้องทำมือให้เปื้อนเลือดเพื่อคนปลูกผักคนหนึ่ง

ต้นทุนการฆ่าคนบนโส่วตูซิงนั้นสูงลิบลิ่ว ต่อให้วางแผนรอบคอบแค่ไหน ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปัญญาประดิษฐ์และตำรวจ อีกทั้งยังมีพวกนักสืบเอกชนที่สืบเสาะไปได้ทุกที่อีก

ซูเสี่ยวไช่ที่เรียนจบน่าจะหางานทำบนโส่วตูซิง หากเธอไปใช้ชีวิตอยู่ในย่านคนจนที่พลุกพล่านสักสองสามวันก็คงจะดี

เธอรับประกันได้เลยว่าซูเสี่ยวไช่จะตายไปอย่างเงียบเชียบที่สุด

แม้แต่นักสืบก็ยากจะสืบเสาะเข้าไปในที่ซบเซาแห่งนั้น

งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว เซวียฮุ่ยอี้หยุดความคิดเพ้อเจ้อ เธอจ้องมองหญิงสาวผู้มีสง่าราศีและผิวพรรณขาวผ่องในกระจกด้วยความชื่นชม

ผิวที่ดูบอบบางจนแทบจะเห็นน้ำใสอยู่ข้างใต้ ไร้ซึ่งรูขุมขน ดวงตาเป็นประกายสดใส

ลูกสาวที่เติบโตมาในตระกูลร่ำรวยย่อมดูดีกว่าผู้อพยพที่อดมื้อกินมื้อจนตัวผอมแห้งผิวเหลืองเป็นธรรมดา

เธอไม่ต้องประจบสอพลอใคร และไม่ต้องหมกตัวอยู่ในห้องกรงที่มืดมิดเพื่อรอคอยให้ใครบางคนมาช่วยเธอออกไป

หลังจากปรับอารมณ์ให้คงที่ เซวียฮุ่ยอี้ก็เรียกคนเข้ามาจัดแต่งทรงผมให้เธอ จากนั้นเธอก็สวมรองเท้าส้นสูงแบบเจ้าหญิงสูง 5 เซนติเมตร ก้าวเข้าสู่ลานเต้นรำที่เต็มไปด้วยเสียงแก้วกระทบกันและความรื่นเริง ชายกระโปรงสะบัดพลิ้ว กลายเป็นจุดสนใจใจกลางงานเลี้ยงทันที

...

วันนี้ซูเสี่ยวไช่ออกไปข้างนอกทั้งวัน เธอรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าตอนฝึกซ้อมหรือปลูกผักในโรงเรียนเสียอีก

หลังจากอาบน้ำเสร็จเธอก็ฟุบลงบนเตียงไม่อยากขยับตัวไปไหน

แต่จี้หลี่ส่งเอกสารข้อมูลของผู้จัดการมืออาชีพมาให้เธอ 3 ราย

เดิมทีซูเสี่ยวไช่ไม่อยากดู แต่ผู้จัดการจะต้องถูกตัดสินใจเลือกให้เสร็จสิ้นก่อนปิดภาคเรียน เพราะเมื่อการฝึกซ้อมของโรงเรียนสิ้นสุดลง เธอจะต้องเป็นนิติบุคคลของบริษัทแล้ว จะมัวแต่ทำตัวเฉื่อยชาไม่ได้

เธอรวบรวมสมาธิอ่านข้อมูล

ผู้จัดการทั้ง 3 คนต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน มีความถนัดคนละด้าน

สองคนแรกเป็นผู้มีประสบการณ์สูง วัยกลางคน และมาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ คนหนึ่งเพิ่งลาออกเมื่อเดือนก่อน ส่วนอีกคนลาออกมาได้ครึ่งปีแล้ว

ทั้งคู่กำลังมองหางานที่ให้เงินเดือนสูงและมีเจ้านายที่ไม่จู้จี้จุกจิก

เจียงเสี่ยวเจี่ย อายุ 83 ปี นิสัยกะล่อนและเจนโลก เธอเริ่มไต่เต้ามาจากระดับล่างสุด เมื่อได้เป็นยอดนักขายก็ค่อย ๆ เลื่อนตำแหน่งขึ้นมา จนมีความชำนาญในเรื่องภายในบริษัททุกอย่าง

อีกคนเป็นมือเก๋าด้านการเงิน อายุน้อยลงมาหน่อยคือ 66 ปี เขามีอิทธิพลมากในวงการการเงิน ทำงานด้วยความสุขุมเยือกเย็น เขาจบการศึกษาด้านการจัดการ แต่ตอนหลังคิดว่าการบริหารในช่วงแรกหาเงินได้ยาก จึงไปเรียนต่อด้านการเงินระหว่างดวงดาวควบคู่ไปด้วย

ทั้งคู่ต่างเป็นบุคคลชั้นนำในอุตสาหกรรม

แต่สำหรับซูเสี่ยวไช่แล้ว พวกเขาไม่เหมาะสมเลย

ทั้งสองคนนี้ไม่ต้องการหุ้น แต่ต้องการเพียงเงินเดือน

ซึ่งเป็นเงินเดือนที่เหมาะสมกับฐานะและประสบการณ์ของพวกเขา โดยเรียกร้องเงินเดือนต่อปีมากกว่า 10,000,000 หยวน

ซูเสี่ยวไช่ไม่มีเงินจ่ายขนาดนั้น เธอต้องการคนทำงานที่ขยันขันแข็งและทุ่มเทให้บริษัทสุดตัว ไม่ได้ต้องการผู้อาวุโสมาประดับไว้เฉย ๆ

พูดง่าย ๆ ก็คือ เธอต้องการของถูกและดี

ยังไม่ทันได้เป็นนายทุน เธอก็เริ่มมีความคิดแบบนายทุนเสียแล้ว

สาเหตุหลักคือเงินในกระเป๋าว่างเปล่า จึงจ้างคนเก่งระดับนั้นไม่ไหว

ดังนั้นจึงเหลือเพียงคนเดียว จี้หลี่บอกว่าคนคนนี้มีข้อเสียที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง

นั่นคือเขาไม่ชอบออกไปพบปะผู้คน หรือที่เรียกกันว่าพวกติดบ้าน

เขาอายุน้อยมาก จบเพียงชั้นมัธยมปลาย แต่มีใบประกาศนียบัตรทักษะจำนวนมหาศาล

ทั้งการบัญชี การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ใบรับรองช่างเครื่องระดับกลาง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเครือข่าย ครูฝึกรถลอยฟ้า ใบอนุญาตครูฝึกดำน้ำ เจ้าหน้าที่การแพทย์...

เขาสอบเอาทักษะทุกอย่างที่สามารถสอบได้

ซูเสี่ยวไช่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ตั้งใจเรียนมากพอแล้ว ประหนึ่งใช้หนึ่งสมองแทนสามสมอง

แต่พี่ชายคนนี้เหมือนมีร่างแยก ในช่วงที่เรียนอยู่ เขาสามารถสอบได้ใบประกาศ 3 ใบภายในครึ่งปี

ซูเสี่ยวไช่อ่านประวัติครอบครัวของเขาต่อ

เขาสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ใช้ชีวิตอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าฉวินอ้ายเป็นเวลา 3 ปี ต่อมาสถานสงเคราะห์ถูกปิดตัวลง เขาจึงต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นอีก 2 แห่ง

ทว่าสถานสงเคราะห์ที่เขาไปอยู่ กลับต้องปิดตัวลงภายในเวลาไม่ถึงปี

เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เพราะเขาเป็นคนรวบรวมหลักฐานความผิดไปแจ้งความเอง หลังจากอายุ 15 ปี ก็ไม่มีสถานสงเคราะห์ที่ไหนกล้ารับเขาเข้าอยู่อีก

เขาต้องเร่ร่อนไปทั่ว หาทางหาเงินประทังชีวิต พออายุ 16 ปีเขาก็ไปเรียนชั้นประถม เพียงปีเดียวก็กระโดดข้ามไปเรียนชั้นมัธยมต้น และอีกปีหนึ่งก็เข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย เขาใช้เวลาเรียนมัธยมปลายเพียง 2 ปีก็จบการศึกษา

ในช่วงเวลานั้นเขาสอบเก็บใบประกาศไปเรื่อย ๆ เพราะการสอบในช่วงที่ยังเป็นนักเรียนจะมีส่วนลด และใบประกาศหลายอย่างก็สอบได้ฟรี เขาจึงใช้เวลา 4 ปีสอบไปได้มากกว่า 20 ใบ

นี่ไม่สามารถใช้คำว่าเก่งธรรมดาบรรยายได้แล้ว แต่ต้องเรียกว่าเป็นยอดคนในหมู่ผู้กล้า จะมีคนบ้าที่ไหนสอบเก็บใบประกาศด้วยความถี่ขนาดนี้

หยูไห่หมิง ปีนี้อายุ 21 ปี เขาเขียนไว้ในประวัติอย่างชัดเจนว่า นิสัยร่าเริงไม่ซึมเศร้า สื่อสารกับผู้คนได้ไม่มีปัญหา ไม่เกี่ยงการทำงานล่วงเวลาในช่วงวันหยุด และสามารถถือว่าบริษัทเป็นบ้านได้เลย

เพียงแต่เขามีคุณสมบัติการติดบ้านเต็มขีดจำกัด หวังว่าเจ้านายจะยอมรับข้อเสียที่เขาไม่ยอมก้าวเท้าออกจากบ้านได้

ซูเสี่ยวไช่แอบพยักหน้า นี่ไม่ใช่ข้อเสียเสียหน่อย แต่มันคือจุดเด่นต่างหาก ผู้บริหารบริษัทเกมที่ถือว่าบริษัทเป็นบ้านได้ คือผู้จัดการในอุดมคติของเธอเลยล่ะ

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่เรียกร้องเรื่องค่าตอบแทนมากนัก ขอแค่มีอาหารมีที่พัก และเงินเดือนมากกว่า 10,000 หยวนก็พอ

ความสนใจของซูเสี่ยวไช่กลับไปอยู่ที่ชื่อสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าฉวินอ้าย สถานที่แห่งนี้คือที่ที่เคยรับเลี้ยงเธอไว้ก่อนอายุ 5 ขวบ

หลังจากเธอถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าอยู่ต่อ ซูเหล่าตี้ก็รับเธอเข้าทะเบียนบ้านในชื่อของเขา

พอเธอกลับไปตั้งใจจะไปดูเด็กคนอื่น ๆ สถานสงเคราะห์แห่งนั้นก็ว่างเปล่าไปเสียแล้ว

หยูไห่หมิงเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 3 ปี เขาจะรู้จักเธอไหมนะ?

เวลาผ่านไป 10 ปีแล้ว เขาคงจำเธอไม่ได้หรอก

ซูเสี่ยวไช่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสถานสงเคราะห์เลย แม้แต่ประโยคที่ยังคงแว่วอยู่ในหูหลังจากกลับชาติมาเกิดเธอก็จำไม่ได้ชัดเจน

เธอกลับมาสนใจรายชื่อผู้จัดการทั้ง 3 คนอีกครั้ง

ซูเสี่ยวไช่ตัดสินใจเลือกหยูไห่หมิงวัย 21 ปีอย่างแน่วแน่

มันค่อนข้างเสี่ยง แต่เธอไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าจ้างให้สองคนแรก หากคนใดคนหนึ่งยินยอมรับเป็นหุ้นส่วนและขอลดเงินเดือนลง เธอคงเลือกคนนั้นไปอย่างไม่ลังเล

แต่พวกเขาก็คงไม่อยากให้โอกาสเจ้านายอย่างเธอมาหลอกใช้ทำงานฟรี ดังนั้นเธอจึงถูกบีบให้เหลือทางเลือกเดียว

ตอนนี้เวลาสามทุ่มแล้ว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหลับไปหรือยัง

ซูเสี่ยวไช่ต้องการจัดการให้จบอย่างรวดเร็ว เธอจึงโทรศัพท์ไปหาเขา

เสียงสัญญาณดังขึ้นสองครั้งก่อนจะมีการรับสาย "สวัสดีค่ะ ใช่คุณหยูไห่หมิงไหมคะ?"

เสียงผู้ชายที่ดูสดใสตอบกลับมา "ใช่ครับ ผมหยูไห่หมิง สวัสดีครับ คุณคือใครครับ? มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?"

"ฉันแซ่ซูค่ะ จี้หลี่แนะนำให้ฉันติดต่อไปหาคุณ ฉันกำลังจะตั้งบริษัทเกม และต้องการผู้จัดการค่ะ"

ที่ม้านั่งริมถนน มีผู้ชายผมสั้นคนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่

ภายใต้แสงไฟเขามีสภาพที่ดูน่าสงสารเล็กน้อย เขาเช็ดจมูกที่ไหลออกมาเพราะความหนาว แล้วรีบตอบทันที "คุณจะจ้างผมเป็นผู้จัดการเหรอครับ? คุณรู้เงื่อนไขของผมใช่ไหม?"

เขามาอยู่ที่โส่วตูซิงได้สองเดือนแล้ว แต่ยังหางานทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีเจ้านายอยากจ้าง แต่เป็นเพราะเขาเสนอเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

เขาจะรับเฉพาะการพูดคุยกับลูกค้าและการประชุมผ่านทางวิดีโอออนไลน์เท่านั้น

แต่เจ้านายย่อมไม่อนุญาตให้พนักงานทำตัวติดบ้านขนาดนั้นแน่

คุณเป็นฝ่ายรับจ้าง ไม่ใช่ฝ่ายจ้างงาน ฝ่ายจ้างงานคือพระเจ้า จะมีพระเจ้าที่ไหนตามหาลูกน้องทุกวันเพื่อส่งเงินให้ล่ะ

ดังนั้นหยูไห่หมิงจึงต้องอาศัยอยู่ในห้องกรงที่คับแคบเหมือนเดิม เขาจะไม่กลับไปจนกว่าจะถึงเวลาเข้านอน และนั่งทอดอาลัยคิดถึงชีวิตอยู่ที่ริมถนน

เขาเพิ่งรู้จักกับจี้หลี่เมื่อเดือนก่อน

ในตอนนั้นเขาต้องการหาเงินประทังชีวิต จึงไปตั้งแผงขายของทำมือในตลาดนัดขนาดใหญ่ เขาตั้งราคาไว้ชัดเจนและไม่ยอมให้ต่อราคาเลย

จี้หลี่เดินมาซื้อไป 2 ชิ้น

หยูไห่หมิงคนนี้ แม้จะเป็นพวกติดบ้าน แต่เขาก็เป็นคนพูดจาฉะฉาน เข้ากับคนได้ดี

จี้หลี่แต่งตัวดูดีมีระดับ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่

หยูไห่หมิงจึงเสนอตัวอย่างไร้ยางอาย ถามจี้หลี่ว่ามีตำแหน่งงานที่เหมาะกับเขาไหม และอยากจะจ้างเขาหรือเปล่า

เขายังหยิบใบประกาศกองโตออกมาจากกระเป๋าเพื่อยืนยันความสามารถของตน พร้อมทั้งอธิบายเงื่อนไขส่วนตัว

จี้หลี่ในตอนนั้นถามคำถามเขามากมายด้วยความสงสัย และขอประวัติส่วนตัวของเขาไปด้วย

แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเลย

จนกระทั่งในวันนี้ หนึ่งเดือนผ่านไป ก็มีเจ้านายโทรศัพท์มาจริง ๆ

ซูเสี่ยวไช่: "ฉันรู้เงื่อนไขของคุณค่ะ ฉันทำธุรกิจเกม ไม่จำเป็นต้องให้คุณไปพบลูกค้าที่ไหน แค่ต้องการให้คุณดูแลการดำเนินงานของบริษัทให้เป็นปกติก็พอ"

"แต่ว่า ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกมเท่าไหร่นะครับ โดยเฉพาะเรื่องเทคนิค ถ้าส่งมอบงานให้ผม คุณไม่กลัวว่าจะมีปัญหาเหรอครับ? อีกอย่าง ถ้าเจ้านายจะตั้งบริษัทใหม่ มีเงินทุนหรือยังครับ? ทางผมคงช่วยเรื่องนี้ไม่ได้แน่ ๆ"

"คุณดูแลเรื่องการบริหาร ฉันคือช่างเทคนิค เรื่องเทคนิคคุณไม่ต้องห่วงค่ะ ส่วนเรื่องเงินทุน ทางฉันมีคนสนใจอยากร่วมลงทุนด้วยแล้ว"

ซูเสี่ยวไช่พูดต่อ: "ถ้าคุณตกลง ฉันก็มีข้อเรียกขอนิดหน่อย ซึ่งอาจจะทำให้คุณลำบากใจบ้าง เพราะฉันไม่มีเวลา จึงต้องการให้คุณช่วยไปทำเรื่องเอกสารจดทะเบียนบริษัทและใบอนุญาตต่าง ๆ ในช่วงเดือนนี้ที่ฉันต้องเดินทางไปข้างนอก คุณทำได้ไหมคะ? ถ้าทำได้ พรุ่งนี้เรามาเจอกันหน่อย"

แน่นอนว่าหยูไห่หมิงตอบตกลงทันที เขาไม่อยากอยู่ในห้องกรงอีกแล้ว คนที่นั่นนิสัยซับซ้อนเกินไป แถมตอนนอนยังชอบนอนกรนอีกด้วย

ก็แค่ช่วงแรกที่ต้องวุ่นวายหน่อยไม่ใช่เหรอ? เขาทำได้อยู่แล้ว

มีเจ้านายยอมจ้างเขา แถมยังยอมรับเงื่อนไขของเขาด้วย จะมีอะไรต้องพิจารณาอีก

หยูไห่หมิงไม่รั้งรออยู่ข้างนอกอีก เขารีบกลับไปนอน เพื่อจะตื่นเช้าไปพบนายจ้าง

แต่กระบวนการเข้านอนของเขาไม่ได้ราบรื่นนัก

ในห้องกรงมีหัวโจกอยู่คนหนึ่ง นิสัยวางอำนาจมาก เมื่อเห็นหยูไห่หมิงกลับมา เขาก็พูดจาล้อเลียนและสั่งให้หยูไห่หมิงมุดหว่างขาเขา

ถ้าไม่ยอมทำก็จะถูกซ้อม

หยูไห่หมิงไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหัวให้ใครและไม่ใช่คนที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีของตนได้ง่าย ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาหางานได้ยาก

เขาไม่มีทางมุดหว่างขาใครทั้งนั้น "ไสหัวไปซะ!"

"ไอ้หน้าอ่อน กล้าลองดีเหรอ"

หยูไห่หมิงพ่นคำด่าออกมา: "ไอ้หน้าดำ ทั้งอัปลักษณ์ทั้งเหม็นสาบ ออกไปให้พ้นหน้าไป เห็นแกแล้วขัดหูขัดตาจริง ๆ"

"แกกล้าด่าฉันเหรอ? ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วใช่ไหม? ไม่ดูสภาพตัวเองเลยนะว่าเหมือนนกกระจอกแค่ไหน จะมีเจ้านายที่ไหนโง่พอจะจ้างตัวประหลาดอย่างแก"

เงื่อนไขในการทำงานของหยูไห่หมิงเป็นที่โจษจันไปทั่วในย่านห้องกรงแห่งนี้ ทุกคนต่างหมั่นไส้เขา ที่ทั้งจนแต่ยังมีความมั่นใจเกินร้อย

ทำไมไม่หางานทำดี ๆ สักอย่าง พอมีเงินแล้วค่อยมาสานฝันของตัวเองล่ะ

ไม่มีใครเข้าใจอุดมการณ์ของหยูไห่หมิง เขาแค่รู้สึกว่าถ้าต้องยอมอ่อนข้อให้กับเงื่อนไขเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ ต่อไปในอนาคตเขาก็ต้องยอมมากกว่านี้ หากเขาเก่งเรื่องการเขียนหนังสือหรือการวาดรูป เขาคงทำงานที่บ้านไปนานแล้ว

ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก ในที่สุดก็ต้องตัดสินด้วยกำปั้น หัวโจกย่อมมีลูกน้องคอยตาม

หยูไห่หมิงต้องสู้กับคน 2 คน ด้วยประสบการณ์การชกต่อยที่โชกโชน หยูไห่หมิงจึงเป็นฝ่ายชนะ แต่บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ

ใบหน้าเยินขนาดนี้ พรุ่งนี้เขาจะเชิดหน้าชูตาไปพบเจ้านายได้อย่างไร

หยูไห่หมิงโกรธจัด เขาคว้าไม้ขนไก่ของพี่ชายคนข้าง ๆ มา แล้วฟาดใส่ "หัวโจก" อย่างบ้าคลั่ง

"พรุ่งนี้ฉันมีนัดพบเจ้านาย แกมาทำหน้าฉันเสียโฉมแบบนี้ แกยังเป็นคนอยู่ไหม"

"ชอบรังแกคนอื่นนักใช่ไหม อยากมารังแกฉันนักใช่ไหม"

"ถ้าฉันสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน แกตายแน่"

หยูไห่หมิงแผดเสียงตะโกนพลางฟาดลงไปอย่างแรง จนหัวโจกต้องกระโดดหลบและร้องขอชีวิต

"ลูกพี่หยู ลูกพี่ อย่าตีเลยครับ ผมเรียกคุณว่าลูกพี่ก็ได้ ผมไม่กล้าแล้ว" จากหัวโจกกลายเป็นลูกน้อง นักเลงตัวโตนึกไม่ออกเลยว่าไอ้หนุ่มหน้าขาวคนนี้เอาพละกำลังมหาศาลมาจากไหน

ไม้ขนไก่หักสะบั้น แต่หยูไห่หมิงยังไม่หายแค้น เขาชี้นิ้วไปที่จมูกของชายร่างกำยำแล้วพูดว่า "ถ้าพรุ่งนี้อนาคตของข้าต้องดับวูบ ขาของแกก็ต้องหักด้วย"

เขาส่งเงินชดเชยค่าไม้ขนไก่ให้เจ้าของไป แล้วหยูไห่หมิงก็เดินไปนอนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

ลูกน้องอีก 2 คนได้แต่หดหัวด้วยความหวาดกลัวไม้ขนไก่ และรู้สึกเสียใจที่ไปแหย่ปีศาจตนนี้เข้า ทั้งที่ทำงานมาเหนื่อยทั้งวันแล้วแท้ ๆ

ดูท่าคนที่อาศัยอยู่ในห้องกรงและไม่ค่อยพูดมักจะโหดเหี้ยมกันทั้งนั้น

หยูไห่หมิงคือคนจำพวกที่โหดเงียบ

...

เช้าวันรุ่งขึ้น ซูเสี่ยวไช่จัดการเก็บกระเป๋าเดินทาง อันที่จริงเธอไม่มีอะไรต้องเก็บมากนัก เสี่ยววานจื่อเธอไม่ได้ทิ้งไว้ให้ซิงเหมี่ยวดูแล แต่เลือกที่จะพกติดตัวไปด้วยทุกที่

ซิงเหมี่ยวพักอยู่ในหอพักเพื่อทดสอบระบบเกม หากหิวก็สามารถไปกินที่โรงอาหารได้

เพราะอาหารที่โรงอาหารก็ไม่ได้แย่นัก แต่อาหารนอกอวกาศนั้นไม่แน่

ซูเสี่ยวไช่ปฏิเสธการกินอาหารแช่แข็งหรือสารอาหารเหลวทุกวัน เสี่ยววานจื่อจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำไปด้วย

หลังจากนั้นเธอขอยืมกุญแจคฤหาสน์จากอู๋ชิงชิง เพื่อไปพบหยูไห่หมิง

เธอได้ตกลงกับอู๋ชิงชิงและอู๋จ้าวเสียงไว้แล้วว่าจะขอยืมใช้คฤหาสน์เป็นเวลาหนึ่งถึงสองเดือน รอให้เธอกลับมาแล้วค่อยหาบ้านเช่าให้หยูไห่หมิง

อู๋ชิงชิงและอู๋จ้าวเสียงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ขอเพียงไม่ใช่คนที่สกปรกซกมก ทุกอย่างก็คุยกันได้ง่าย

หยูไห่หมิงตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อสระผม อาบน้ำ และหวีผมอย่างดี แต่เพราะแก้มและมุมปากบวมเป่ง เขาจึงสวมหน้ากากอนามัยเพื่อปกปิดไว้ แต่มันก็ได้ผลไม่มากนัก เพราะรอยฟกช้ำสีม่วงที่หน้าผากยังคงเห็นเด่นชัด

ใครเห็นก็รู้ว่าไม่ได้เกิดจากการหกล้มเองแน่นอน

เขาส่งสายตาอาฆาตไปยังเหล่านักเลงที่ยังนอนหลับอยู่ หากใบหน้าของเขาทำให้สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน เขาจะกลับมาให้บทเรียนพวกมันอีกรอบ

สถานที่นัดพบกับเจ้านายคือร้านอาหารระดับกลางถึงสูงใกล้กับโรงเรียน

หยูไห่หมิงผลักประตูเข้าไปในร้าน ในร้านมีโต๊ะไม่มากนัก สะอาดและสว่างไสว มองปราดเดียวก็เห็นทั่วร้าน

เขามองหาเงาร่างของคนที่เขาจินตนาการว่าเป็นเจ้านาย

แต่มองไปรอบ ๆ ผู้หญิงในร้านถ้าไม่พาเด็กมาด้วย ก็มากันเป็นกลุ่มเพื่อน

เหลือเพียงโต๊ะเดียวที่มุมร้านที่มีหญิงสาวอายุน้อยนั่งอยู่เพียงลำพัง

เมื่อหาคนไม่เจอ เขาจึงส่งข้อความบอกซูเสี่ยวไช่ว่าเขามาถึงแล้ว

เขาสังเกตเห็นหญิงสาวที่มุมร้านเงยหน้าขึ้นมองมาที่เขา แล้วกวักมือเรียก

ใช่จริง ๆ ด้วย! อายุน้อยขนาดนี้เลยเหรอ เป็นลูกหลานเศรษฐีที่ออกมาทำธุรกิจเองงั้นเหรอ?

หยูไห่หมิงรู้สึกประหม่า เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาก็เห็นใบหน้าของเธอชัดเจน "น้องเล็ก?"

ซูเสี่ยวไช่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เธอรินน้ำชาอย่างสง่างาม "คุณหยู สวัสดีค่ะ! เชิญนั่งก่อนสิ ลองทานขนมดูหน่อย แล้วค่อย ๆ คุยกันค่ะ"

หยูไห่หมิงรีบนั่งลงพลางจ้องมองซูเสี่ยวไช่ไม่วางตา

ซูเสี่ยวไช่หน้าตาเหมือนน้องสาวของเขามาก และอายุอานามก็ดูจะไล่เลี่ยกัน แต่เขาไม่กล้าฟันธง คนหน้าเหมือนกันในโลกนี้มีเยอะแยะไป หากทักผิดขึ้นมาจะลำบาก

"คุณหนูซูครับ ขออภัยที่ต้องถามอย่างเสียมารยาทนะครับ เมื่อก่อนคุณเคยอยู่ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าฉวินอ้ายไหมครับ?"

"ไม่คิดว่าประโยคแรกที่คุณหยูจะถามคือเรื่องนี้" น้ำชาถูกชงเสร็จเรียบร้อย ใบชาที่ร้านจัดไว้ให้ไม่ใช่ใบจากต้นชา แต่เป็นเกสรดอกไม้ของพืชสมุนไพรบางชนิดที่ตากแห้งแล้วนำมาบด

ซูเสี่ยวไช่ค่อนข้างชอบดื่มน้ำชานี้

หยูไห่หมิงรับถ้วยน้ำชาจากซูเสี่ยวไช่ "ขอบคุณครับ ผมใจร้อนไปหน่อย พี่จี้คงบอกคุณแล้วว่าผมเป็นเด็กกำพร้า น้องเล็กที่ผมพูดถึงคือลูกพี่ลูกน้องของผม พ่อแม่ของเราประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต น้องเล็กหายตัวไปตอนอายุ 5 ขวบ ผู้อำนวยการบอกผมว่าเธอตายแล้ว ต่อมาสถานสงเคราะห์ปิดตัวลง หลังจากผมออกมาก็ได้สืบหาข้อมูลการเสียชีวิตของเธอ แต่ก็ไม่พบอะไรเลย"

เขาจ้องมองซูเสี่ยวไช่ด้วยสายตาเป็นประกาย การที่ไม่พบข้อมูลการเสียชีวิตแสดงว่าเธอยังไม่ตาย แต่เธอไปอยู่ที่ไหน เขาก็ไม่มีอำนาจพอจะสืบต่อไปได้อีก

แค่รู้ว่ายังมีญาติพี่น้องหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ก็เพียงพอแล้ว

หยูไห่หมิงไม่ได้คิดจะมารบกวน แต่เขายังอยากจะตามหาเธอให้พบ อย่างน้อยก็อยากรู้ว่าน้องเล็กมีความสุขดีไหม

"ผมทำให้คุณลำบากใจไหมครับ เจ้านาย" หยูไห่หมิงยังไม่กล้าถอดหน้ากากออก เพราะกลัวจะทำให้เจ้านายสาวน้อยที่ดูเหมือนคุณหนูผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าตกใจ

ซูเสี่ยวไช่มองหยูไห่หมิงด้วยความจริงจัง "ถ้าคุณหยูคิดจะใช้การทักญาติเพื่อเพิ่มโอกาสในการผ่านสัมภาษณ์ นั่นถือว่าเสียมารยาทจริง ๆ ค่ะ"

หยูไห่หมิงใจหายวาบ: "ผมไม่ได้..."

ซูเสี่ยวไช่หัวเราะออกมา "ฉันล้อเล่นค่ะ ทานอะไรก่อนเถอะ บนใบหน้ามีรอยแผลเหรอคะ ฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ"

หยูไห่หมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูท่าเจ้านายสาวน้อยคนนี้จะเป็นคนนิสัยดี เขาตัดสินใจถอดหน้ากากอนามัยออก

รอยฟกช้ำสีม่วง 2 แห่งบนผิวหน้าที่ขาวผ่องนั้นดูเด่นชัดมาก และมองออกว่าเป็นแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

"เมื่อคืนมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนร่วมห้องนิดหน่อยครับ" แม้ซูเสี่ยวไช่จะไม่ได้ถาม แต่หยูไห่หมิงก็เลือกที่จะบอกความจริง "พวกเราอยู่ด้วยกันไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่"

"ตอนนี้คุณอาศัยอยู่ที่ไหนคะ?" ซูเสี่ยวไช่ไม่ได้เริ่มคุยเรื่องงานทันที แต่เลือกที่จะคุยเรื่องทั่วไปเพื่อสังเกตนิสัยใจคอของอีกฝ่าย

ผลการเรียนของหยูไห่หมิงไม่ได้โดดเด่นนัก ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเพราะเขาเรียนหลายอย่างจนเกินไป

หากเป็นพี่น้องกันจริง ๆ ก็สมกับที่เป็นสายเลือดเดียวกันที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือและเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

สิ่งที่หยูไห่หมิงเรียนรู้นั้นล้วนทำไปเพื่อให้หางานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาสามารถสอบผ่านและได้รับใบประกาศนียบัตรมาครอบครองได้ทั้งหมด

ทั้งคู่คุยไปทานไป ขนมเริ่มจะหมดลง ซูเสี่ยวไช่เห็นหยูไห่หมิงเริ่มคีบหัวไชเท้าฝอยที่ประดับจานมากิน เธอจึงสั่งอาหารเพิ่มอีกสองสามอย่าง

"สั่งเยอะขนาดนี้ จะกินหมดเหรอครับ?" หยูไห่หมิงกินหัวไชเท้าฝอยเข้าไปคำหนึ่งแล้ววางตะเกียบลงเพื่อรออาหารจานใหม่

"ลองพูดความคิดเห็นของคุณมาสิครับ ทั้งเรื่องสภาพแวดล้อมการทำงาน ค่าจ้าง และเรื่องที่คุยกันเมื่อคืน หากมีปัญหาอะไรก็บอกมาได้เลย ในช่วงปิดภาคเรียนฉันต้องออกไปข้างนอกกับทางโรงเรียน งานส่วนใหญ่ของบริษัทจึงต้องฝากไว้ที่คุณ"

หยูไห่หมิง: "เงื่อนไขของผมระบุไว้ในประวัติส่วนตัวหมดแล้วครับ หากคุณยอมรับเงื่อนไขและจ้างผม ผมก็ไม่เกี่ยงที่จะช่วยวิ่งเต้นเรื่องต่าง ๆ ให้ในช่วงแรก"

"ตกลงค่ะ ในเมื่อคุณไม่รังเกียจที่บริษัทของฉันยังเป็นแค่ที่เล็ก ๆ งั้นก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกันค่ะ" ซูเสี่ยวไช่ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าฉวินอ้ายเลยแม้แต่คำเดียว เธอต้องการสืบหาความจริงให้แน่ชัดก่อน และต้องรู้จักหยูไห่หมิงให้ดีพอถึงจะยอมรับเป็นญาติ

ญาติเพียงคนเดียวของเธอคือซูเหล่าตี้ การที่มีพี่ชายโผล่มาอย่างกะทันหัน เธอจึงไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไรดี

"จริงเหรอครับ? ผ่านสัมภาษณ์ง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ? ไม่ต้องตรวจสอบประวัติ ไม่ต้องพิจารณาอะไรก่อนเหรอครับ?" หยูไห่หมิงรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาทันที หรือว่าเขาจะหลงเข้ามาในแก๊งต้มตุ๋นกันนะ

"ฉันเชื่อใจจี้หลี่ค่ะ"

หยูไห่หมิงยิ้มแห้ง ๆ พลางพยักหน้า ใช่แล้ว การที่จี้หลี่แนะนำเขาให้ซูเสี่ยวไช่ ย่อมต้องมีการสืบประวัติเขามาเป็นอย่างดีแล้ว

การที่ซูเสี่ยวไช่จะตรวจสอบซ้ำอีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อน

ทั้งสองคนจับมือกัน ซูเสี่ยวไช่บอกเขาว่า: "เดี๋ยวจะมีกลุ่มผู้ลงทุน 3 รายเดินทางมาที่นี่ พวกคุณลองทำความรู้จักกันไว้นะคะ ฉันมีเงินไม่มากนัก งานเตรียมการในช่วงแรกคงต้องขูดรีดเอาจากพวกเขาหน่อย เมื่อพวกคุณรู้จักกันแล้ว จะได้ขูดรีดได้สะดวกขึ้นค่ะ"

หยูไห่หมิงนึกในใจ: ช่างเป็นเจ้านายสาวน้อยที่มีความคิดแหวกแนวเสียจริง

ซูเสี่ยวไช่ไม่กังวลเรื่องเงินเลยสักนิด ไม่มีเงินเหรอ? ก็แค่หาคนใจบุญมาจ่ายให้ก็สิ้นเรื่อง

บริกรเพิ่งจะเก็บจานเปล่าออกไป กลุ่มคนใจบุญทั้ง 3 ไม่สิ กลุ่มผู้ลงทุนก็เดินทางมาถึงพอดี

[จบบท]

จบบทที่ บทที่ 34 - ผู้จัดการ

คัดลอกลิงก์แล้ว