เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 - ใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน

บทที่ 13 - ใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน

บทที่ 13 - ใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน


บทที่ 13 - ใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน

"ฮึบ!"

ในหออาภรณ์ขาว เสิ่นอี้เปล่งเสียงช่วยส่งพลัง ร่างกายโก่งดั่งคันธนู หมัดพุ่งดั่งลูกศร ปล่อยหมัดออกไปหนึ่งหมัด แฝงความน่าเกรงขามจนคนไม่กล้ามองตรงๆ

เทียบกับเมื่อวาน หมัดอรหันต์ของเขาดูจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น เพลงหมัดพื้นฐานกลับร่ายรำได้ดุจยอดวิชาชั้นสูง

เหมือนคำกล่าวที่ว่า คนพันคนอ่านแฮมเล็ตก็ได้แฮมเล็ตพันแบบ คนพันคนฝึกหมัดอรหันต์ ก็ได้หมัดอรหันต์พันแบบ แม้แก่นส่วนใหญ่จะเหมือนกัน แต่ความแตกต่างย่อมมีอยู่ไม่น้อย

เสิ่นอี้ได้รับความเข้าใจที่แตกต่างกันของอู๋เจวี๋ยและอู๋อี้ นำมาผสมผสานกับความเข้าใจของตนเอง ทำให้หมัดอรหันต์ที่เขาเชี่ยวชาญอยู่แล้วยิ่งรุดหน้า จนก้าวข้ามระดับที่พระนักสู้คนอื่นจะเอื้อมถึง

ในขณะนี้ เสิ่นอี้จมดิ่งอยู่กับการฝึกหมัด จนลืมเลือนตนเอง ทิ้งความฟุ้งซ่านจากเสียงคอลเซ็นเตอร์ของอู๋เจวี๋ยและอู๋อี้ไว้เบื้องหลัง จิตใจจดจ่ออยู่กับหมัดเพียงอย่างเดียว

อรหันต์ ในทางพุทธมีความหมายรวมถึง ผู้ฆ่าโจร (กิเลส), ผู้ไม่เกิดอีก, ผู้ควรแก่การบูชา คำว่า "ฆ่าโจร" ในที่นี้หมายถึงการฆ่าโจรแห่งความทุกข์กิเลส ถือครองจิตใจที่มุ่งมั่น

เสิ่นอี้ทุ่มเทฝึกหมัด มุ่งมั่นก้าวหน้า ฆ่าฟันความคิดฟุ้งซ่านจนหมดสิ้น หมัดอรหันต์ที่เรียบง่ายกลับดูคล้ายจะไร้กระบวนท่าแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ เมื่อร่ายรำจบชุด เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ความหงุดหงิดจากการถูกรบกวนก่อนหน้านี้หายไปจนหมด

เพียงแต่หลังจากฝึกเสร็จ จิตใจกลับสู่ภาวะปกติ เสิ่นอี้ก็สัมผัสได้ถึงการรบกวนจากภายนอกอีกครั้ง

อู๋หมิงและอู๋อวิ๋น สองสายสืบที่เปิดเผยตัวตนของอู๋เชิน เห็นเสิ่นอี้พัฒนาฝีมือขึ้น ก็เริ่มจับตามองเสิ่นอี้อีกครั้ง แม้จะยังไม่เข้ามาลองเชิงซ้ำ แต่สายตาที่จับจ้องนั้นเลี่ยงไม่ได้

การแอบมองอย่างแนบเนียนนั้นคนอื่นอาจไม่รู้ตัว แต่ประสาทสัมผัสของเสิ่นอี้เฉียบคมเป็นพิเศษ จึงรับรู้สายตานั้นได้อย่างชัดเจน

‘วิญญาณอาฆาตไม่ยอมไปผุดไปเกิดจริงๆ’

เสิ่นอี้ทำหน้าเรียบเฉย แต่ส่งสายตาให้อู๋เจวี๋ยที่อยู่ไม่ไกล แล้วปรายตามองไปทางตำแหน่งของสองสายสืบนั้น

วินาทีถัดมา สาวกเอกของเขาก็เข้าใจความหมายทันที กระซิบกระซาบกับอู๋อี้ แล้วเดินเข้าไปหาอู๋หมิง

"ศิษย์พี่อู๋หมิง โปรดชี้แนะ"

พอเข้าประชิด อู๋เจวี๋ยก็ตะโกนเสียงต่ำ แล้วพุ่งเข้าใส่ ปล่อยหมัดใส่เหมือนที่อู๋หมิงทำเมื่อวาน บังคับให้ประลองกันดื้อๆ

"เจ้าทำอะไรน่ะ?"

อู๋หมิงตกใจแทบสิ้นสติ แต่ก็หยุดไม่ได้ จำต้องรับมืออู๋เจวี๋ย

อีกด้านหนึ่ง อู๋อี้จู่ๆ ก็พุ่งชนอู๋อวิ๋นจนเซถลาไปสองก้าว แล้วชิงตะโกนก่อนว่า "ศิษย์พี่อู๋อวิ๋น เมื่อวานเจ้าจงใจชนอู๋เฟิง วันนี้ยังจะมาชนข้าอีก ข้าว่าเจ้ารังแกกันเกินไปแล้ว รับมือ!"

พูดจบ อู๋อี้ก็ชิงลงมือก่อน เข้าคลุกวงในทันที

ความวุ่นวายนี้ย่อมดึงดูดความสนใจของทุกคน แม้แต่พระผู้ดูแลที่มาคุมวันนี้ก็ยังหันมามอง แต่การประลองของทั้งสองคู่ไม่ได้รุนแรงเกินขอบเขต และพระรูปนี้ไม่ใช่คนของอู๋เชิน จึงยืนดูเฉยๆ ไม่ได้ห้ามปราม

การต่อสู้ดำเนินไป อู๋เจวี๋ยกับอู๋อี้แม้จะไม่ได้เปรียบ แต่ก็ทำให้ทุกคนเห็นว่าทั้งสองคนฝึกจนเกิดลมปราณ เปิดชีพจรได้แล้ว และสามารถสู้กับอู๋อวิ๋นและอู๋หมิงได้อย่างสูสี

เรื่องนี้ดึงดูดความสนใจของคนอื่นยิ่งกว่า พระนักสู้ที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้หลายคนพากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตื่นเต้น

ผลก็คือ ไม่มีใครสนใจสถานการณ์ของเสิ่นอี้เลย

‘ว่าแล้วเชียว คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย (หนึ่งผู้กล้าสามคนช่วย) ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ต้องมีคนช่วย’

เสิ่นอี้เห็นสถานการณ์แล้ว ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะให้อู๋เจวี๋ยขยายฐานกำลังคน

ลำพังตัวคนเดียวย่อมมีข้อจำกัด หากอยากฝึกยุทธ์อย่างสบายใจ ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ อย่างน้อยก็ช่วยกันเรื่องจุกจิกไม่ให้มารบกวนการฝึก

ดังนั้น ในขณะที่ทางโน้นตีกันนัวเนีย เสิ่นอี้กลับปลีกตัวไปหามุมสงบฝึกหมัดเงียบๆ อย่างสบายใจ พอร่ายรำจบอีกชุด ความปลอดโปร่งทางจิตวิญญาณก็กลับมาอีกครั้ง

‘สบายตัวจริง’ เสิ่นอี้พอใจมาก

"ไม่เลว"

เสียงชมเชยดังขึ้นกะทันหัน เสิ่นอี้หันขวับไปมอง เห็นคงเซี่ยงผู้มาสอนเมื่อวานมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังมองเสิ่นอี้ด้วยความพึงพอใจ

วันนี้ไม่ใช่วันเรียนรวม แถมเมื่อวานคงเซี่ยงบอกเองว่าจะไม่มาสอนอีกจนกว่าจะเข้าหออรหันต์ ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาที่หออาภรณ์ขาวได้

"ในบรรดาศิษย์รุ่นปัจจุบัน คนที่เข้าถึงแก่นแท้ของหมัดอรหันต์ได้เช่นเจ้า มีไม่เกินห้านิ้วมือ" คงเซี่ยงสีหน้าเคร่งขรึม แต่น้ำเสียงอ่อนโยนมาก "พวกเขาไม่รู้ว่า วัดเหล็กหลิงหลงสังกัดนิกายฌาน พระนักสู้ฝึกยุทธ์เพื่อใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน การมุ่งแต่จะเอาชนะคะคานเสาะหาวรยุทธ์สูงส่งโดยหลงลืมแก่นแท้ของการใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน ก็เป็นแค่การทิ้งรากเหง้าไปคว้าเอากิ่งก้านเท่านั้น"

พูดถึงตรงนี้ คงเซี่ยงเว้นจังหวะ แล้วกล่าวต่อ "หากเจ้าสนใจ หลังฝึกยุทธ์เสร็จลองไปศึกษาพระธรรมที่หอไตรดูบ้าง จะเป็นผลดีต่อวิถียุทธ์ของเจ้า"

"ขอรับ อาจารย์อาคงเซี่ยง" เสิ่นอี้พนมมือตอบรับอย่างนอบน้อม

หอไตรคือที่เก็บคัมภีร์ของวัดเหล็กหลิงหลง ไม่เหมือนวัดเส้าหลินในนิยายชาติก่อน หอไตรที่นี่ไม่มีคัมภีร์ยุทธ์เก็บไว้ มีแต่พระไตรปิฎก บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา หรือหนังสือที่เป็นที่นิยมในยุทธภพ

ส่วนคัมภีร์ยุทธ์ของวัดเหล็กหลิงหลง แยกเก็บตามระดับชั้นไว้ที่ หออรหันต์, หอปัญญา , ตึกมหา โดยมีหัวหน้าตึกดูแลด้วยตนเอง ไม่วางทิ้งไว้ล่อโจรหรอก

แน่นอน ก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะมีพระเถระบางรูปเบื่อๆ แล้วแอบยัดวิชายุทธ์ไว้ในเล่มพระไตรปิฎก

เมื่อก่อนเสิ่นอี้ไม่เข้าใจความหมายของการใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน ก็เหมือนพระนักสู้คนอื่นที่ไม่ค่อยสนใจหอไตร จะคาดหวังให้คนกิเลสหนาไปเป็นพระจริงๆ จังๆ ได้ยังไง

แต่วันนี้เมื่อได้ฟังคำแนะนำของคงเซี่ยง ประกอบกับความปลอดโปร่งที่ได้จากการฝึกหมัดอรหันต์ เสิ่นอี้ตัดสินใจว่าถ้ามีเวลาจะแวะไปหอไตรบ่อยๆ

‘หมัดอรหันต์ช่วยกำจัดความคิดฟุ้งซ่านได้ วิชายุทธ์อื่นก็น่าจะมีผลคล้ายกัน ข้าอาจจะใช้วิชาสายพุทธมากดข่ม หรือกำจัดผลข้างเคียงของ คัมภีร์ลับเจ็ดบทเสวียนจวิน ได้’

อย่างน้อยถ้าอยากขยายฐานกำลังคน ก็ต้องกดความฟุ้งซ่านจาก ยันต์ติ้งกวนแดนลี้ลับ ให้ได้เสียก่อน

คงเซี่ยงมาเงียบๆ แล้วก็ไปเงียบๆ

นอกจากไม่กี่คนที่สังเกตเห็น คนส่วนใหญ่ในหออาภรณ์ขาวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์อาท่านนี้แวะมา

เขาเดินออกจากหออาภรณ์ขาว หันกลับมามองแวบหนึ่ง แล้วถอนหายใจเบาๆ "น่าเสียดาย ศิษย์เช่นนี้ดันมีหนี้เลือดแค้นฝังใจ ไม่อย่างนั้นอาตมาคงอยากรับไว้เป็นศิษย์"

"ศิษย์รุ่น 'อู๋' ในวัดตอนนี้ อย่างน้อยสามส่วนล้วนมีหนี้เลือดแค้น ศิษย์พี่คงเซี่ยงจะทอดทิ้งพวกเขาเพราะเหตุนี้ ไม่รู้สึกว่าน่าขันไปหน่อยรึ?"

พระสงฆ์วัยกลางคนสวมจีวรเหลืองเช่นกัน ใบหน้าเย็นชาแข็งกร้าว เดินออกมาจากมุมตึกข้างหน้า ได้ยินคำพูดนั้นก็สวนกลับเย็นชา "อาตมาเองก็มีหนี้เลือดแค้น ญาติพี่น้องทางโลกของอาตมาล้วนตายในหายนะเมื่อสามปีก่อน ศิษย์พี่จะไปฟ้องเจ้าอาวาสให้ทอดทิ้งอาตมา ขับไล่อาตมาออกจากสำนักด้วยไหม?"

วาจาของพระวัยกลางคนเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและไม่พอใจ แฝงนัยประชดประชัน จนคงเซี่ยงต้องถอนหายใจเบาๆ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 13 - ใช้วรยุทธ์บำเพ็ญฌาน

คัดลอกลิงก์แล้ว