- หน้าแรก
- เกิดใหม่ 1979 เริ่มต้นด้วยมรดกพันล้าน
- บทที่ 60 โรเล็กซ์ทองคำของเก่า!
บทที่ 60 โรเล็กซ์ทองคำของเก่า!
บทที่ 60 โรเล็กซ์ทองคำของเก่า!
ในปี 1953 รัฐบาลได้ออกคำสั่งห้ามเกษตรกรหลั่งไหลเข้าสู่เมืองอย่างไม่มีจุดหมาย ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง ผู้อพยพเถื่อน หรือ หม้างหลิว ขึ้นมา
ต่อมาในปี 1975 ยังมีการยกเลิกข้อกำหนดที่ว่า พลเมืองมีเสรีภาพในการอยู่อาศัยและโยกย้ายถิ่นฐาน อย่างชัดเจน
ดังนั้นเป็นเวลานานมากที่รัฐบาลดำเนินนโยบายย้อนกลับสู่ชนบท ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการส่งข้าราชการลงไปทำงานในชนบทและการส่งเยาวชนยุวปัญญาลงไปใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดาร
จนกระทั่งมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ ชนบทจึงเปลี่ยนมาใช้ระบบรับเหมาผลิต เกษตรกรบางกลุ่มเริ่มร่ำรวยขึ้นก่อน ผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น จนไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากอีกต่อไป แรงงานส่วนเกินจึงเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเพื่อหางานทำ
และอุตสาหกรรมต่างๆ ในเมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วก็ต้องการแรงงานกลุ่มนี้พอดี
กลุ่มแรกๆ ที่เข้าสู่เมืองคือกลุ่มขอทานจำนวนมาก ตามมาด้วยแรงงานอพยพที่รับจ้างซ่อมรองเท้า ช่างไม้ หรือใช้แรงงานแบกหาม แต่ในช่วงแรกพวกเขายังคงถูกมองว่าเป็น ผู้อพยพเถื่อน ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกจำกัดสิทธิ์ และถูกไล่ต้อนกวาดล้าง
หลินเจิ้งจวินในชาติก่อนเคยเป็น ผู้อพยพเถื่อน มาก่อน แม้เขาจะหาเงินได้มากมาย แต่ความน้อยเนื้อต่ำใจและความทุกข์ยากที่ได้รับนั้นยากจะอธิบายให้คนนอกเข้าใจได้!
ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เขาได้เกิดใหม่ หลินเจิ้งจวินย่อมไม่อยากไปเผชิญกับความยากลำบากซ้ำซากเหล่านั้นอีก
ทันทีที่เขาสอบติดมหาวิทยาลัย ทะเบียนบ้านของเขาก็จะถูกโอนไปอยู่ที่ตั้งของโรงเรียน ต่อให้เป็นทะเบียนบ้านแบบรวมกลุ่ม แต่มันก็คือทะเบียนบ้านในเมือง เมื่อมีรัศมีของนักศึกษาพ่วงท้าย การจะทำธุรกิจหาเงินก็จะสะดวกสบายขึ้นมาก
พูดกันตรงๆ เป้าหมายสูงสุดในการเข้ามหาวิทยาลัยของหลินเจิ้งจวินคือเพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจ เป็นการใช้เส้นทางสายวิชาการเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ จะสอบติดที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
อีกอย่าง ครอบครัวของถังเสี่ยวฟูในปักกิ่งเป็นครอบครัวปัญญาชน
เมื่อพวกเขาได้รับการคืนชื่อเสียงและเกียรติยศ ญาติพี่น้องของหล่อนคงไม่ปรารถนาจะให้ถังเสี่ยวฟูแต่งงานกับ ผู้อพยพเถื่อน ที่มีสถานะด้อยกว่าคนว่างงานในเมืองหรอก
ในยุคนี้ ธุรกิจส่วนตัวในเมืองเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว ในการเลือกคู่ครอง ทุกคนย่อมปรารถนาข้าราชการระดับรัฐหรือพนักงานในรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก รองลงมาคือพนักงานในโรงงานของส่วนรวม
ส่วนพวกพ่อค้าแม่ขายหรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวนั้นแทบจะไม่มีระดับ ใครๆ ต่างก็ดูแคลน ยุคที่ว่า คนวิจัยขีปนาวุธได้เงินน้อยกว่าคนขายไข่ต้ม ยังมาไม่ถึง
"ตกลงค่ะ พวกเรามาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปด้วยกัน!"
ถังเสี่ยวฟูกุมมือหลินเจิ้งจวินไว้ ทันใดนั้นหล่อนก็เต็มไปด้วยความฮึกเหิม
หลินเจิ้งจวินยิ้มกว้าง "พวกเราไปที่ร้านหนังสือซินหัวกันก่อน ไปซื้อหนังสือชุดวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีมาสองชุดเพื่อใช้เป็นคู่มือทบทวน! จากนั้นค่อยไปซื้อจักรเย็บผ้า นาฬิกาข้อมือ และวิทยุครับ!"
"นั่นมันต้องใช้เงินเยอะมากเลยนะ คุณไม่ต้องยึดติดกับเรื่อง สามหมุนหนึ่งดัง ขนาดนั้นก็ได้ ในเมื่อพวกเราตั้งใจจะสอบมหาวิทยาลัยกันแล้ว งานแต่งก็จัดแบบเรียบง่ายก็ได้ค่ะ เก็บเงินไว้ใช้ทำธุรกิจในวันข้างหน้าดีกว่า..."
"ไม่ใช่ผมยึดติดหรอกครับ แต่ซื้อของพวกนี้ไปไม่มีทางเสียเปล่าแน่นอน จักรเย็บผ้าน่ะวันข้างหน้าแม่ผมก็เอาไว้ใช้ทำเสื้อผ้าได้!"
หลินเจิ้งจวินวางแผนไว้เสร็จสรรพ "ส่วนการซื้อวิทยุ พวกเราจะได้คอยฟังข่าวสารบ้านเมือง เวลาสอบวิชาการเมืองจะได้รู้เท่าทันสถานการณ์ปัจจุบันยังไงล่ะครับ!"
"นาฬิกาข้อมือก็มีไว้เตือนสติให้พวกเราเห็นคุณค่าของเวลาเพื่อเร่งทบทวนตำรา อีกอย่างตอนเข้าห้องสอบเกาเข่าก็ต้องใช้ดูเวลาด้วยนะครับ!"
"คุณนี่พูดจามีเหตุผลไปหมดเลยนะคะ!" ถังเสี่ยวฟูหัวเราะร่วน
...
ช่วงบ่าย ณ ห้างสรรพสินค้าของรัฐ
หลังจากไปซื้อหนังสือชุดเตรียมสอบมาจากร้านหนังสือซินหัวสองชุดแล้ว หลินเจิ้งจวินและถังเสี่ยวฟูก็กลับมาที่ห้างนี้อีกครั้งเพื่อเริ่มภารกิจกวาดซื้อของ
ด้วยเงินจำนวนหลักพันในกระเป๋า หลินเจิ้งจวินจึงเปย์ได้อย่างมั่นใจ ส่วนเรื่องคูปองเขาก็รวบรวมมาจากสหกรณ์บริการซื้อขายประจำอำเภอจนครบถ้วนแล้ว
ทันทีที่หลินเจิ้งจวินเดินเข้ามา พนักงานขายสาวแว่นคนเดิมก็ดวงตาเป็นประกายทันที
มาแล้ว เขามาแล้ว!
เศรษฐีผู้ใจป้ำคนนั้นมาอีกแล้ว!
คราวนี้ล่ะ ฉันต้องรวบรวมความกล้าชวนเขาไปดูหนังให้ได้!
ถ้าเขาไม่ตกลงล่ะก็... งั้นฉันจะเป็นฝ่ายเลี้ยงหนังเขาเองเลย!
แต่พอมองเห็นถังเสี่ยวฟูที่เดินตามหลังหลินเจิ้งจวินมา ความคิดของสาวแว่นก็ดับวูบลงทันที!
ไม่ได้เจอกันพักเดียว ถังเสี่ยวฟูดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก ผิวพรรณขาวเนียนผุดผ่องจนดูอ่อนเยาว์ราวกับน้ำค้าง
ประกอบกับชุดกระโปรงสีขาวและรองเท้าผ้าใบสีขาว ยิ่งทำให้หล่อนดูสง่างาม อ่อนหวาน และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยหนุ่มสาว ดูสวยกว่า หลิวเสี่ยวชิ่ง ในภาพยนตร์เรื่อง เสี่ยวฮวา เสียอีก!
จิตใจของหล่อนก็ดูเบิกบานขึ้นมาก ทั้งตัวเต็มไปด้วยออร่าของความสุขและความมั่นใจ
ความงดงาม รูปร่าง และรัศมีเช่นนั้น ช่างโดดเด่นเหนือใครในอำเภอหวยเปียนแห่งนี้ คงหาคนที่สองมาเปรียบไม่ได้อีกแล้ว!
ส่วนตัวเธอเองก็หน้าตาพื้นๆ จะเอาอะไรไปสู้เขาได้ล่ะ
"สหายครับ ผมอยากจะซื้อจักรเย็บผ้า วิทยุ แล้วก็นาฬิกาข้อมือสองเรือนครับ..." หลินเจิ้งจวินยิ้มบอก
นี่กะจะรวบรวม สามหมุนหนึ่งดัง ให้ครบเพื่อเตรียมแต่งงานเลยสินะ!
ในใจของสาวแว่นนั้นเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา แต่เธอก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อหลินเจิ้งจวินอยู่บ้าง จึงบริการอย่างกระตือรือร้น
"จักรเย็บผ้า เรามี ยี่ห้อผีเสื้อ กับยี่ห้อเฟยเหริน ราคา 160 หยวนกับ 150 หยวนตามลำดับ สหายสนใจตัวไหนดีคะ..."
"เอายี่ห้อผีเสื้อก็แล้วกันครับ!"
"วิทยุเรามี ยี่ห้อหงเติง ยี่ห้อหงฉี ยี่ห้อข่ายเกอ ยี่ห้อเว่ยซิง แล้วก็ ยี่ห้อแพนด้า ค่ะ..." เมื่อมาถึงโซนวิทยุ สาวแว่นก็เริ่มแนะนำต่อ
วิทยุในยุคนี้เป็นแบบทรานซิสเตอร์ ทั้งใหญ่ทั้งหนัก ตัวเครื่องส่วนใหญ่ทำจากไม้ หลินเจิ้งจวินเลือกตัวที่ดูดีที่สุด "เอายี่ห้อแพนด้าครับ!"
"รุ่นนี้ราคา 80 หยวนค่ะ!"
"ตกลงครับ!"
เมื่อเห็นหลินเจิ้งจวินใช้เงินเหมือนเทน้ำเทท่า ถังเสี่ยวฟูก็เริ่มรู้สึกมึนงงไปหมด
ไม่ใช่แค่หล่อนเท่านั้น แม้แต่ลูกค้าคนอื่นๆ ก็มองหลินเจิ้งจวินด้วยสายตาที่ตกตะลึงอย่างยิ่ง
เงิน 240 หยวนเชียวนะ เท่ากับเงินเดือนคนงานเกือบครึ่งปี แต่หลินเจิ้งจวินกลับตัดสินใจซื้อได้ในพริบตา
ต้องรู้ว่าแม้แต่คนในเมืองชีวิตยังต้องกระเบียดเกษียณ ส่วนคนในชนบทยังดิ้นรนอยู่กับความยากลำบาก ในช่วงข้าวยากหมากแพงยังต้องกินผักป่าประทังหิว ใครจะเคยเห็นคนใช้เงินมือเติบแบบหลินเจิ้งจวินมาก่อน!
"งานฝีมือดูหยาบไปหน่อยนะครับ มีนาฬิกาต่างประเทศไหม?"
เมื่อถึงตอนซื้อนาฬิกา หลินเจิ้งจวินกลับเริ่มส่ายหน้า
มีคำกล่าวว่า คนจนเล่นรถ คนรวยเล่นนาฬิกา คนบ้าเล่นคอมพิวเตอร์ หลินเจิ้งจวินในชาติก่อนมีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน เคยติดอันดับมหาเศรษฐี มีนาฬิกาหรูนับร้อยเรือน เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาของเก่าตัวจริง
นาฬิกาในตู้กระจกนี้ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อเซี่ยงไฮ้ ยี่ห้อหงฉี หรือยี่ห้อซูโจว ส่วนใหญ่ทำจากเหล็กกล้า หน้าปัดเป็นกระจกหรือพลาสติก ดูไม่ค่อยสวยงามนัก
พนักงานขายที่อยู่ข้างๆ ถึงกับกลอกตาใส่แทบจะไล่ตะเพิดเขาออกไป
แต่สาวแว่นไม่มีท่าทีรำคาญเลย หล่อนยิ้มตอบ "สหายคะ ที่นี่เราไม่มีนาฬิกานำเข้าหรอกค่ะ ถ้าคุณอยากได้นาฬิกาต่างประเทศ ลองไปเสี่ยงโชคที่ร้านค้าฝากขายของรัฐดูสิคะ บางทีอาจจะมีนะ!"
ร้านนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ร้านรับฝากขาย
ลักษณะคล้ายกับร้านรับจำนำในสมัยก่อน
หากใครต้องการขายของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ร้านค้าฝากขายก็จะตีราคาตามราคาทลาดและสภาพของสินค้าเพื่อรับซื้อไว้
นอกจากนี้ยังมีบริการรับฝากขาย โดยทำหน้าที่เป็นคนกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และเก็บค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย
ตัวอำเภอไม่ใหญ่นัก มีร้านค้าฝากขายของรัฐเพียงแห่งเดียว ตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้า
เมื่อหลินเจิ้งจวินและถังเสี่ยวฟูไปสอบถาม ก็พบว่าไม่มีนาฬิกาต่างประเทศเลย มีเพียงนาฬิกาในประเทศมือสอง ซึ่งราคาถูกลงไปประมาณยี่สิบสามสิบหยวน
ในชาติก่อนหลินเจิ้งจวินเคยได้ยินว่าร้านรับฝากขายในเมืองใหญ่ๆ ช่วงเวลานี้ยังมีเครื่องเรือนและของเก่าอยู่ไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่ในอำเภอหวยเปียนไม่มีของแบบนั้นเลย
ดูเหมือนว่าวันข้างหน้าคงต้องไปเมืองใหญ่เสียแล้ว อย่าว่าแต่ทำธุรกิจเลย แค่ไปหาซื้อของเก่าหรือภาพวาดลายครามเก็บไว้ ก็สามารถทำเงินมหาศาลได้อย่างง่ายดาย
"งั้นซื้อนาฬิกามือสองในประเทศไปสองเรือนก็ได้ค่ะ เดินตรง ดูเวลาได้ก็น่าจะพอแล้ว!" ถังเสี่ยวฟูไม่อยากให้หลินเจิ้งจวินเสียเงินเพื่อหล่อนมากไปกว่านี้แล้ว
"ไม่ได้ครับ ในเมื่อไม่มีนาฬิกาต่างประเทศ อย่างน้อยก็ต้องซื้อนาฬิกาเรือนใหม่ไปสองเรือนนั่นแหละ เวลายังเหลืออีกเยอะ พวกเรากลับไปที่ห้างสรรพสินค้ารัฐบาลกันเถอะ..." หลินเจิ้งจวินเอ่ยยิ้มๆ
ขณะที่กำลังจะเดินออกไป ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีไฝเม็ดใหญ่ตรงมุมปากก็เดินมาตบไหล่หลินเจิ้งจวินพลางหัวเราะทักทาย "เพื่อนเก่า ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เข้ามาซื้อของในเมืองเหรอ?"
ในส่วนลึกของดวงตาหลินเจิ้งจวินฉายแววรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง แต่เขาก็ยังคงรักษาหน้ากากยิ้มแย้มไว้ "อีชั่วเหมา (เจ้าขนกระจุก) ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอแกที่นี่!"
"เจิ้งจวิน พวกเราเรียนจบกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ยังจะมาเรียกฉายาอยู่อีก ฟังดูไม่เพราะเลยนะ! ช่วยเรียกชื่อจริงข้าหน่อย—ตู้ปิน!"
ถังเสี่ยวฟูแอบหลบอยู่ข้างหลังหลินเจิ้งจวินแล้วแอบหัวเราะคิกคัก
พ่อแม่ของคนคนนี้ต้องไม่เคยเลี้ยงสุนัขแน่ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ตั้งชื่อนี้ให้หรอก! (ตู้ปิน พ้องเสียงกับสุนัขพันธุ์โดเบอร์แมน)
ชายหนุ่มคนนี้คิ้วตกตก ทำให้ใบหน้าดูมีความเจ้าเล่ห์แฝงความตลกขบขันอยู่บ้าง
ที่ไฝตรงมุมปากของเขามีขนยาวออกมาหนึ่งกระจุก โกนทิ้งวันเดียวก็งอกใหม่ เขาจึงเกลียดการถูกเรียกด้วยฉายานี้เป็นที่สุด
"ได้เลย ไอ้ชั่วเหมา วันหลังข้าจะเรียกชื่อจริงแกแน่นอน!" หลินเจิ้งจวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ตู้ปินเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นห้องข้างๆ ของหลินเจิ้งจวิน เขาอาศัยว่าตัวเองเป็นคนในตัวเมือง พ่อแม่ทำงานเป็นลูกจ้างรัฐทั้งคู่ ตอนนั้นมักจะชอบรังแกหลินเจิ้งจวินบ่อยๆ จนถูกเหอเจี้ยนอัดไปหลายครั้งถึงได้ยอมสงบเสงี่ยมลง
หลังเรียนจบ ผลการเรียนของเขาห่วยแตกมาก แต่เขาก็ได้รับช่วงต่อตำแหน่งงานจากแม่ ได้เป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ในสถานีเครื่องจักรกลการเกษตรของอำเภอ และในชาติก่อนเขาก็ได้ย้ายไปทำงานที่ธนาคารในตัวเมือง
ไอ้หมอนี่แอบเปิดบ่อนการพนันลับๆ และมักจะโกงกินหลอกลวงญาติมิตรและเพื่อนร่วมรุ่นอยู่เสมอ ต่อมายังไปทำธุรกิจขายตรงและระดมทุนผิดกฎหมาย ทำเรื่องชั่วช้ามานับไม่ถ้วน ถือเป็นตัวหายนะขนานแท้
หลังจากหลินเจิ้งจวินร่ำรวย ไอ้หมอนี่ยังพยายามจะลากหลินเจิ้งจวินลงไปทำเรื่องชั่วๆ ด้วย แม้จะไม่สำเร็จ แต่หลินเจิ้งจวินก็ไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อเขาเลย
"เฮ้อ ตามใจแกเถอะ!"
ตู้ปินรู้สึกพูดไม่ออก จึงเปลี่ยนคำถามว่า "แล้วแกมาที่นี่อยากจะซื้ออะไรล่ะ? ได้ของหรือยัง?"
"อยากซื้อนาฬิกาข้อมือสองเรือนน่ะ แต่น่าเสียดายที่หาไม่ได้เลย ราคาแพงเกินไปด้วย!" หลินเจิ้งจวินแสร้งทำเป็นคนจน
"นาฬิกาเหรอ ข้ามีนะ!"
ตู้ปินรีบหยิบนาฬิกาข้อมือสองเรือนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ "ของพวกนี้ปู่ข้ายึดมาจากพวกทหารอเมริกันในสนามรบสงครามเกาหลีน่ะ!"
หลินเจิ้งจวินจ้องมองนาฬิกาสองเรือนนั้นแล้วดวงตาก็เป็นประกายวูบหนึ่ง
เรือนหนึ่งคือ โรเล็กซ์ทองคำประดับเพชร อีกเรือนคือ โรเล็กซ์ทองคำประดับมรกต แถมยังเป็นของเก่ามีอายุมาก จัดอยู่ในกลุ่มนาฬิกาของเก่าล้ำค่า พอถึงศตวรรษที่ 21 แต่ละเรือนจะมีมูลค่าสูงถึงหลายล้านหรืออาจถึงสิบล้านหยวนเลยทีเดียว
แต่ทว่า เขาก็รีบกดเก็บความตื่นเต้นในแววตาลงอย่างรวดเร็ว
"นาฬิกานี่สภาพเยินจะตายไป สงสัยเข็มคงจะเดินไม่ตรงแล้วมั้ง!"
หลินเจิ้งจวินเบะปากอย่างดูแคลน "อีกอย่าง ใครเขาจะใส่นาฬิกาต่างประเทศกันล่ะ นี่มันเป็นรสนิยมของพวกชนชั้นนายทุนชัดๆ ถ้ามีคนมาเจอเข้าแล้วโดนจับไปปรับทัศนคติจะทำยังไง!"
"ข้าจะซื้อนาฬิกาที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ข้ามันคนรักชาติ!" พูดจบ เขาก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันทีโดยไม่ลังเล!
(จบบท)