เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว

บทที่ 46 ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว

บทที่ 46 ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว


ความจริงแล้ว หลินเจิ้งจวินก็ไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไอ้คนชุดคลุมหน้าที่ข่มเหงจ้าวเสวี่ยโหรวในชาติก่อนนั้นคือเว่ยซานเหยี่ยหรือเปล่า

แต่ใครจะเป็นคนทำนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สิ่งที่สำคัญคือต้องสร้าง "ศัตรูในจินตนาการ" ให้จ้าวเสวี่ยโหรวเห็นภาพ เพื่อให้หล่อนเพิ่มความระมัดระวังตัว และสามารถกลับเมืองได้อย่างปลอดภัย

และบังเอิญว่าในช่วงที่ผ่านมาเว่ยซานเหยี่ยเคยตามตื๊อหล่อนอยู่พักหนึ่ง จ้าวเสวี่ยโหรวเองก็มีความระแวงในใจอยู่บ้างแล้ว การใช้เขาเป็นศัตรูในจินตนาการจึงเหมาะสมที่สุด

เมื่อเห็นท่าทางฮึดสู้ของจ้าวเสวี่ยโหรว หลินเจิ้งจวินก็ได้แต่เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า "ยังไงก็ตาม คุณต้องระวังตัวให้มากที่สุดนะครับ ก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันแล้ว!"

เมื่อเห็นหลินเจิ้งจวินจริงจังขนาดนี้ จ้าวเสวี่ยโหรวก็รู้สึกตื้นตันใจอยู่บ้าง จึงรีบตอบว่า "ได้ๆๆ ฉันฟังคุณค่ะ รับรองว่าจะระวังตัวเป็นพิเศษแน่นอน!"

"อีกอย่าง ถ้าเวลาไหนที่คุณต้องไปไหนมาไหนคนเดียวจริงๆ ก็เรียกเฮยจินของบ้านผมให้ตามไปด้วย! เฮยจิน มานี่มา!" หลินเจิ้งจวินกวักมือเรียก

"โฮ่ง โฮ่ง!"

เฮยจินที่นอนหลับอยู่ใต้ชายคาบ้าน รีบวิ่งร่าเข้ามาหาหลินเจิ้งจวินพลางกระดิกหางอย่างประจบประแจง

หลายวันมานี้ หลินเจิ้งจวินใช้กากข้าวโพดบดหมักเลี้ยงเฮยจินจนพุงกางทุกวัน

เดิมทีเฮยจินเป็นสุนัขจรจัดที่อดมื้อกินมื้อ มันไม่เคยสัมผัสชีวิตที่ดีขนาดที่มีคนเลี้ยงจนอิ่มหนำสำราญทุกมื้อแบบนี้มาก่อนเลย

มันรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน จึงรีบฝากตัวเป็นสมุน ยึดเอาหลินเจิ้งจวินเป็นเจ้านาย และพอตกกลางคืนมันก็จะมาเฝ้าบ้านให้ตระกูลหลิน

ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ เมื่อคืนนี้มันยังคาบไก่ลายดอกกลับมาตัวหนึ่งด้วย

ตอนแรกหลินเจิ้งจวินกะจะตีมันสักที แล้วไปถามคนในหมู่บ้านว่าไก่ใครหายจะได้ชดใช้ให้เขา แต่พอสังเกตดูดีๆ ไก่ตัวนี้มันดูคุ้นตา เหมือนจะเป็นไก่ของบ้านเว่ยซานหู่

และก็เป็นไปตามคาด ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเฮ่อเฟิ่งอิงตะโกนด่าลั่นหมู่บ้าน "ไอ้สุนัขลอบกัด แกขโมยไก่ลายดอกของข้าไป!"

"ที่แท้เฮ่อเฟิ่งอิงก็รักสัตว์ขนาดนี้เลยเหรอ..." หลินเจิ้งจวินได้ยินก็ขำพรวดออกมา เขาจึงเอาไก่ตัวนั้นไปตุ๋นให้เฮยจินกินเสียเลย

หลังจากเหตุการณ์นั้น หลินเจิ้งจวินก็ยิ่งเอ็นดูเฮยจินมากขึ้น

เจ้าหมาตัวนี้มันฉลาดเป็นกรดจริงๆ ถึงขนาดแยกแยะมิตรกับศัตรูได้ด้วย!

หลินเจิ้งจวินลูบหัวเฮยจิน "เฮยจิน ช่วงนี้เวลาถึงเวลาข้าวแกก็มาที่บ้านนะ แต่เวลาปกติแกต้องตามผู้หญิงสองคนนี้ไป คอยปกป้องให้ดี เข้าใจไหม?"

"โฮ่ง โฮ่ง! บรู๊ววว!"

เฮยจินหูตั้งหางกระดิกส่งเสียงร้องอืออาในคอ เหมือนมันจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูดจริงๆ

...

ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ชีวิตของหลินเจิ้งจวินก็ดำเนินไปอย่างราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง

อิฐ กระเบื้อง ปูน ทราย ปูนขาว และไม้ ค่อยๆ ทยอยเข้ามาในพื้นที่ก่อสร้าง ฐานรากถูกวางไว้อย่างดี และการสร้างบ้านใหม่บนเนินเขาก็เริ่มลงมือก่อสร้าง

นอกจากหลินเจิ้งจวินจะยุ่งอยู่กับการทำม่ายหยาถัง รับซื้อของป่าและของสดเพื่อไปส่งในเมืองแล้ว ทุกวันเขายังต้องพยายามคิดเมนูอาหารใหม่ๆ มาเลี้ยงทุกคน

นอกจากเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ที่ซื้อมาจากในเมืองแล้ว ยังมีไก่ป่า เป็ดป่า ตะพาบน้ำ ปลาไหล หอยขม และกบ ที่เด็กๆ ในหมู่บ้านไปหามาได้

ด้วยฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยมของหลินเจิ้งจวิน ประกอบกับความใจป้ำที่ใส่ทั้งน้ำมันและเครื่องปรุงแบบไม่ยั้ง อาหารที่เขาทำจึงหอมหวลจนทุกคนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย

หากจะพูดแบบไม่เกินจริง คนพวกนี้ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยทานอาหารที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย

ที่สำคัญ หลินเจิ้งจวินรู้จักการกะปริมาณอาหารได้อย่างพอดี ไม่ได้ฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ

โดยปกติจะมีกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์สามอย่าง ผสมกับผักที่มีน้ำมันพอเหมาะ ทุกคนทานกันอย่างอิ่มหนำสำราญ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนสูงจนตระกูลหลินรับไม่ไหว

สรุปคือ ด้วยแรงกระตุ้นจากอาหารเลิศรสของหลินเจิ้งจวิน ทุกคนจึงทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง บ้านหลังใหม่มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทุกวัน!

และชื่อเสียงเรื่องฝีมือการทำอาหารของหลินเจิ้งจวิน ก็แพร่กระจายไปทั่วหน่วยการผลิตเหอวาน และลามไปถึงหมู่บ้านละแวกสิบลี้แปดลี่อย่างรวดเร็ว

ในยุคหลัง เหล่านักชิมอาจยอมขับรถไปเป็นพันกิโลเมตรเพียงเพื่อทานอาหารรสเลิศสักจาน

แต่ในยุคที่ปีหนึ่งจะได้กินเนื้อไม่กี่ครั้งแบบนี้ ความโหยหาอาหารเลิศรสย่อมรุนแรงกว่านักชิมในยุคหลังหลายเท่าตัวนัก

เพื่อให้ได้ทานอาหารอร่อยๆ แม้จะต้องทำงานหนักตลอดทั้งวัน สำหรับคนในยุคนี้มันก็ช่างคุ้มค่าเหลือเกิน

แม้ว่าเงินจะไหลออกจากกระเป๋าเหมือนน้ำ แต่หลินเจิ้งจวินกลับมีความสุขอย่างยิ่ง

เมื่อเรือนหอสร้างเสร็จ เขาก็จะได้แต่งงานกับถังเสี่ยวฟูโดยเร็ว ไม่ต้องรอจนถึงสิ้นปีอีกต่อไป

พอนึกถึงตอนแต่งงานแล้ว จะได้โอบกอดสาวน้อยคนนั้นไว้บนเตียงในเรือนหอ จะจูบจะกอดอย่างไรก็ได้ เขาก็รู้สึกฮึดสู้ขึ้นมาทันที!

...

ขณะที่ไซต์ก่อสร้างบ้านใหม่รุดหน้าไปทุกวัน ตระกูลหลินเต็มไปด้วยความรื่นเริง แต่ทางบ้านของเว่ยซานหู่กลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง

เพื่อจะหาเงินจากการทำม่ายหยาถัง เว่ยซานหู่ได้ขอยืมธัญญาหารมาไม่น้อย

ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองฉลาด คิดว่ากรรมวิธีมันง่าย คงทำเงินได้มหาศาลแน่ จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะคืนของภายในห้าวัน

ความจริงถ้าเขาไม่พูดแบบนั้น ก็คงไม่มีใครยอมให้ยืม

เพราะการแบ่งธัญญาหารช่วงฤดูร้อนก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว และกำลังจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง ธัญญาหารในแต่ละบ้านก็เริ่มร่อยหรอลงไปทุกที ถ้าต้องให้ยืมยาวๆ คนอื่นเขาก็จะอดตายเหมือนกัน!

ดังนั้น ในช่วงสองวันนี้จึงมีพวกญาติมิตรแวะเวียนมาทวงของอยู่ไม่ขาดสาย ครอบครัวเว่ยซานหู่จึงต้องคอยพูดจาหว่านล้อมและขอโทษขอโพยไปวันๆ

ทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดอย่างหนัก ราวกับถังดินระเบิดที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ

"ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้เวรหลินเจิ้งจวินนั่นแท้ๆ!"

หลังจากส่งญาติที่มาทวงหนี้กลับไปแล้ว เว่ยซานหู่ก็โกรธจัดจนคว้าถ้วยน้ำชามาทุ่มทิ้งจนแตกละเอียด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนออกมาขณะคำรามว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะหลินเจิ้งจวินแอบไปเป่าหูให้คนในสหกรณ์จงใจเล่นงานพวกเรา พวกเราคงรวยไปนานแล้ว ตอนนี้กลับต้องมาแบกหนี้สินพะรุงพะรังแบบนี้ มันน่าเจ็บใจนัก..."

เว่ยซานเหยี่ยรีบสุมไฟทันที "ก็ใช่น่ะสิพี่ ตอนนี้หลินเจิ้งจวินผูกขาดธุรกิจม่ายหยาถังไว้คนเดียว ทำเงินได้มหาศาลเชียวนะ บ้านกระเบื้องหลังใหญ่ก็ใกล้จะสร้างเสร็จแล้วด้วย!"

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เว่ยซานหู่ก็ยิ่งโกรธขึ้นไปอีก

หลินเจิ้งจวินมันมีดีอะไรกัน!

ไอ้ลูกหลานเจ้าที่ดิน ไอ้คนไม่เอาถ่าน กลับได้สร้างบ้านกระเบื้องหลังใหญ่โต!

แต่เขาที่เป็นถึงเบอร์สามของหน่วยผลิต กลับยังต้องอุดอู้อยู่ในบ้านดินมุงหญ้าหลังเก่าๆ!

นี่มันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว!

หน้าอกของเขาเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เขาสูดหายใจเข้าออกเสียงดังราวกับวัวแก่ที่เพิ่งลากไถเสร็จ "ข้าต้องจัดการไอ้บ้านั่นให้ตายสักวัน! มันช่างอำมหิตเลวทรามจริงๆ!"

เว่ยซานเหยี่ยเอ่ยต่อ "พี่ครับ ผมได้ยินมาว่า ชาวบ้านที่ไปช่วยงานบ้านหลิน ได้กินทั้งเหล้าทั้งเนื้อทุกมื้อเลยนะ กินดีกว่าบ้านเราเยอะเลย!"

เว่ยซานหู่เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "มันก็ปกติไม่ใช่เหรอ พวกเขาไปช่วยแรงแต่ไม่ได้เงินค่าจ้าง ก็ต้องเลี้ยงดูให้ดีหน่อยสิ!"

"พี่ครับ พี่นี่ประมาทเกินไปแล้ว!"

เว่ยซานเหยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ปกติบ้านอื่นในหน่วยผลิตเราเวลาเรียกคนมาช่วยสร้างบ้าน เลี้ยงแค่หมั่นโถวกับหัวไชเท้าดองก็หรูแล้ว อย่างดีที่สุดก็แค่ซาลาเปากากหมู!"

"แต่บ้านมันน่ะ มีเนื้อสามอย่าง ผักสามอย่างทุกมื้อเลยนะ อาหารหลักก็มีทั้งบะหมี่เนื้อ ซาลาเปาไส้เนื้อ เกี๊ยวไส้เนื้อ พอตกเย็นหลังเลิกงานยังมีเหล้าขวดให้กินอีก กินดีกว่าภัตตาคารของรัฐเสียอีก มันยอมทุ่มทุนสร้างจริงๆ!"

"พี่ต้องระวังนะ หลินเจิ้งจวินมันกำลังใช้เรื่องนี้ซื้อใจคน เพื่อสร้างบารมีให้กับตัวเอง!"

คิ้วของเว่ยซานหู่เริ่มขมวดเข้าหากัน

ตอนที่หลินเจิ้งจวินและหลินซานหวยออกไปหาคนงานในหมู่บ้าน แล้วมีแต่คนกระตือรือร้นอยากจะช่วยงานขนาดนั้น เขาก็ได้เห็นกับตาตัวเองมาแล้ว!

เว่ยซานเหยี่ยขยี้ปมในใจพี่ชายต่อ "วันข้างหน้าถ้าหลินปิ่งเต๋อเรียกประชุมชาวบ้าน เขาอาจจะขับพี่ลงจากตำแหน่ง แล้วให้หลินเจิ้งจวินมาเป็นรองหัวหน้าหน่วยผลิตและผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความสงบแทนก็ได้นะ"

"แม่งเอ๊ย! ที่แท้มันจ้องตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยผลิตของข้าอยู่นี่เอง!" เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยซานหู่ก็กระโดดตัวลอยเหมือนเจอศัตรูคู่อาฆาต

อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้บารมีของหลินเจิ้งจวินเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว เขามีเงิน มีเส้นสาย การจะมาแทนที่เขานั้น ขอเพียงแค่มีจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

"ซานเป้า ซานเหยี่ย พวกเราต้องมาวางแผนกันหน่อยแล้ว ถ้าข้าเสียตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยผลิตไป ต่อไปบ้านเราจะเอาอะไรกินเอาอะไรดื่ม แล้วพวกแกจะเอาเงินที่ไหนไปแต่งเมียกันห๊ะ!" เว่ยซานหู่เอ่ยอย่างร้อนรน

เว่ยซานเป้าเป็นคนหัวช้า ได้แต่เกาหัวเงียบๆ

แต่เว่ยซานเหยี่ยกลับกลอกตาไปมาพลางเอ่ยเสียงเย็น "พี่ไม่ต้องรีบร้อนไป ผมมีวิธีที่จะทำให้หลินเจิ้งจวินตกนรกทั้งเป็นได้!"

พูดจบ เขาก็ขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเว่ยซานหู่อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็หยิบปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่งออกมาแล้วหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ "บวกกับไอ้นี่เข้าไป ก็เป็นอันเสร็จพิธี!"

บนด้ามปากกามีตัวอักษรเขียนว่า "รางวัลเกียรติยศโรงเรียนมัธยมปลายหวยเปียน"

เว่ยซานหู่รับปากกามาดูแล้วยิ้มออกมาอย่างถูกใจ "ปากกาด้ามนี้ข้าพอจะจำได้ ตอนนั้นหลินเจิ้งจวินสอบได้ที่หนึ่งของอำเภอ ทางโรงเรียนเลยมอบให้เป็นรางวัล น้องสาวมันยังเอาไปเดินอวดคนไปทั่วหมู่บ้านเลย ใครๆ ก็เคยเห็นทั้งนั้น... แล้วแกไปเอามาได้ยังไง?"

"คราวก่อนตอนที่ข้าวโพดมันงอก แล้วผมพาคนไปจับมันข้อหาเก็งกำไร พอทำมันสลบไปแล้ว ผมเห็นปากกาด้ามนี้วางอยู่บนโต๊ะทำงานมัน ก็เลยหยิบติดมือมาด้วยน่ะสิ!" เว่ยซานเหยี่ยหัวเราะร่า

"แผนของแกนี่ไม่เลวเลยจริงๆ นอกจากจะทำลายจ้าวเสวี่ยโหรวแล้ว ยังทำลายหลินเจิ้งจวินไปพร้อมกันได้ด้วย ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว!"

เว่ยซานหู่ยิ้มอย่างลำพองใจ "ขอเพียงปากกาด้ามนี้ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ หลินเจิ้งจวินก็จบสิ้นคราวนี้แหละ ถึงตอนนั้นถังเสี่ยวฟูคงต้องมาอ้อนวอนขอให้ข้าช่วยหลินเจิ้งจวิน ทีนี้ข้าจะปั้นน้ำเป็นตัวหรือจะขยี้พวกมันยังไงก็ได้..."

เฮ่อเฟิ่งอิง พี่สะใภ้ใหญ่ไปเก็บผักที่สวนหลังบ้านพอดีไม่ได้อยู่ในบ้าน เว่ยซานเหยี่ยจึงพูดจาไร้ขอบเขตพลางยิ้มกิมเล้ง "พี่ครับ พี่ยังอยากจะเคลมคุณยุวปัญญาถังอยู่อีกเหรอ!"

"ยุวปัญญาหญิงนี่แหละดี ผู้หญิงในเมืองนี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ นะ"

เว่ยซานหู่เอ่ยอย่างหยาบโลน "เรือนร่างบอบบางเหมือนกิ่งหลิวในฤดูใบไม้ผลิ ผิวพรรณก็ขาวเนียนนุ่มลื่นเหมือนผ้าไหม!"

"ที่สำคัญคือพวกหล่อนรักสะอาด อาบน้ำแปรงฟันล้างเนื้อล้างตัวทุกวัน กลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งตัว ตั้งแต่ข้างนอกจนถึงข้างใน ไม่เหมือนพวกผู้หญิงบ้านนอกที่ทั้งหยาบทั้งหนานั่นหรอก!"

ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มเมื่อนึกถึงอดีต "ได้ลองสักครั้งแล้วจะอยากลองครั้งที่สอง มันติดใจ... ติดใจสุดๆ! บอกตรงๆ นะ ข้าเริ่มจะเสพติดเข้าให้แล้วล่ะ!"

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 46 ยิงธนูครั้งเดียวได้นกสองตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว