เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 92 ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด สุ่มรางวัล!

บทที่ 92 ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด สุ่มรางวัล!

บทที่ 92 ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด สุ่มรางวัล!


บทที่ 92 ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด สุ่มรางวัล!

สองวันต่อมา

เรือเหาะลำหนึ่งลงจอดที่ด้านนอกเขาชิงจู๋

หลู่ฉางเซิง ครอบครัวหกคน และท่านปู่รอง ลงจากเรือเหาะ และเข้าไปในเขาชิงจู๋

ระหว่างทาง มีคนเห็นหลู่ฉางเซิงอุ้มลูก หลู่เมี่ยวอวิ๋นกับชวีเจินเจินท้องเล็กน้อย และอุ้มลูกเช่นกัน พวกเขาก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น และพูดคุยกันเบาๆ

"ทำไมหลู่ฉางเซิงกับพี่สาวเมี่ยวอวิ๋นถึงอุ้มลูกกลับมา?"

"น่าจะเป็นลูกของพวกเขา"

"ตอนที่พวกเขาออกไป พวกเขาไม่ได้อุ้มลูกออกไปนี่นา?"

"หลู่ฉางเซิงไม่ได้ไปดูแลร้านค้าที่ย่านการค้าหรือ? หรือว่าเขาไปมีลูกที่นั่น และพากลับมา?"

"งั้นเขาก็มีลูกเก่งเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็ต้องมีลูกทุกที่สินะ?"

"เจ้านี่ไม่รู้จริงๆ หรือ? หลู่ฉางเซิงชอบมีลูกมากจริงๆ ดูนั่นสิ พี่สาวเมี่ยวอวิ๋นกับชวีเจินเจินท้องอีกแล้ว"

"บ้าไปแล้ว หากเป็นเรื่องมีลูก ข้าคงต้องขอคารวะหลู่ฉางเซิง!"

"ตอนนั้นถ้าประมุขตระกูลรับหลู่ฉางเซิงแบบนี้เข้าตระกูลเยอะๆ ไม่รู้ว่าจะเพิ่มคนให้ตระกูลหลู่ได้มากขนาดไหน?"

ศิษย์ตระกูลหลู่หลายคนพูดคุยกัน

"บัดซบ! หลู่ฉางเซิงไม่ต้องมีลูกห้าสิบคนแล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมเขาถึงยังพยายามขนาดนี้?"

"ข้ายังขาดอีกสามสิบแปดคน เจ้าว่าถ้าข้าขอให้หลู่ฉางเซิงช่วยข้าทำลูก เขาจะตกลงไหม?"

ศิษย์บางคนเห็นแบบนั้น พวกเขาก็พูดคุยกันเบาๆ

หลู่ฉางเซิงไม่รู้ว่าคนอื่นๆ สงสัยและพูดคุยอะไร ถึงรู้ เขาก็ไม่ได้สนใจ

เพราะพวกเขาไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดี แค่บอกว่าเขาชอบมีลูกเท่านั้น

พอกลับมาถึงบ้าน หลู่ฉางเซิงก็จัดการเรื่องของลูกๆ ทั้งสามคน

และไปดูลูกคนที่สามสิบสามและสามสิบสี่ของเขา

ถึงเด็กทารกจะดูเหมือนกันหมด และลูกเยอะขนาดนี้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไร

แต่ในฐานะบิดา พอกลับบ้าน เขาก็ต้องไปดูลูกๆ

จากนั้น หลู่ฉางเซิงก็มอบโอสถบำรุงผิวพรรณและของขวัญอื่นๆ ให้เหล่าภรรยา

"ขอบคุณสามีเจ้าค่ะ!"

"ของพวกนี้มันล้ำค่ามาก!"

"ขอบคุณสามีที่เสียเงิน"

"ขอบคุณพี่สาวเมี่ยวอวิ๋น!"

เหล่าภรรยาเห็นของขวัญพวกนี้ และได้ยินคุณสมบัติของโอสถบำรุงผิวพรรณ พวกนางก็ดีใจและซาบซึ้งใจมาก

ไม่คิดว่าหลู่ฉางเซิงจะมอบโอสถล้ำค่าแบบนี้ให้พวกนาง

สำหรับพวกนาง มันคือโอสถวิเศษ!

ภรรยาบางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ

ภรรยาชุดแรกที่แต่งงานกับหลู่ฉางเซิง ล้วนเป็นสตรีจากตระกูลหลู่ในโลกปุถุชน

ตอนที่พวกนางแต่งงานกับหลู่ฉางเซิง ก็เพราะรางวัลของตระกูลหลู่ และอยากทำประโยชน์ให้กับตระกูลเพียงแค่นั้น

อย่างมากก็แค่หวังว่าจะได้พึ่งพาบุตรชาย

พวกนางไม่ได้คาดหวังอะไรกับหลู่ฉางเซิง สามีของพวกนาง

ไม่คิดว่าหลู่ฉางเซิงจะก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ จากเขยที่ถูกบังคับให้มีลูก กลายเป็นเขยตระกูลที่แท้จริง

เพราะเรื่องนี้ทำให้พวกนาง เหล่าภรรยาของหลู่ฉางเซิง ได้มีฐานะที่สูงขึ้น

และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

แต่อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้หลู่ฉางเซิงก้าวหน้ามาก พวกนางก็เริ่มรู้สึกด้อยค่า และรู้ว่าตัวเองไม่คู่ควรกับหลู่ฉางเซิง

แต่ตอนนี้ ทัศนคติที่หลู่ฉางเซิงมีต่อพวกนางก็ไม่เปลี่ยนแปลง

แถมยังมอบของขวัญล้ำค่าแบบนี้ให้พวกนาง ทำให้พวกนางรู้สึกซาบซึ้งใจและร้องไห้ออกมา

พวกนางรู้สึกว่าการแต่งงานกับหลู่ฉางเซิง มันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต!

"ทำไมถึงได้ร้องไห้?"

หลู่ฉางเซิงไม่คิดว่าการที่เขามอบของขวัญ จะทำให้พวกนางร้องไห้ เขาจึงรีบปลอบพวกนาง

"สามี...ท่านดีกับเฉี้ยเซินเกินไปแล้ว ทำให้เฉี้ยเซินรู้สึกซาบซึ้งใจและดีใจมาก"

(妾身 qièshēn คำที่ภรรยา หรืออนุภรรยา ใช้เรียกตัวเอง เพื่อแสดงถึงความต่ำต้อย)

หลู่อวี้จู้พูดด้วยความซาบซึ้งใจ

"พวกเจ้าคือภรรยาของข้า ข้าจะไม่ดีกับพวกเจ้า แล้วข้าจะดีกับใคร?"

"นี่เป็นแค่การเริ่มต้น ต่อไปฐานะทางบ้านของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตของพวกเจ้าและลูกๆ ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน" หลู่ฉางเซิงเช็ดน้ำตาให้พวกนาง และพูดอย่างอ่อนโยน

ภรรยาเหล่านี้ ถึงจะไม่ใช่ภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามาตั้งแต่ต้น แต่หลู่ฉางเซิงก็ไม่ใช่คนที่ลืมของเก่าเมื่อมีของใหม่

ยังไงก็ตาม ผลประโยชน์ก็คือผลประโยชน์

ในเมื่อพวกนางเป็นภรรยาของเขา และเป็นมารดาของลูกๆ เขา หลู่ฉางเซิงก็ต้องรับผิดชอบพวกนาง

พอหลู่ฉางเซิงพูดจบ เหล่าภรรยาก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก

หลู่เมี่ยวอวิ๋นกับชวีเจินเจินที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเช่นกัน

เพราะ..

โลกใบนี้เป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด มันเป็นสังคมศักดินา

ถึงหลู่ฉางเซิงจะมีภรรยาเยอะ แต่การกระทำของเขา ก็ถือว่าเป็นบุรุษที่ดีที่ให้เกียรติสตรี

หลังจากปลอบเหล่าภรรยาเสร็จ หลู่ฉางเซิงก็ให้ลูกๆ ที่เดินได้มายืนเรียงแถว และแจกของขวัญให้พวกเขา

"ขอบคุณท่านพ่อขอรับ!"

"จุ๊บๆ ขอบคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ!"

เด็กๆ เห็นของขวัญ ทั้งขนมและของเล่น พวกเขาก็ดีใจมาก

ส่วนเด็กที่ยังเล็กเกินไป เดินและพูดไม่ได้ หลู่ฉางเซิงก็นำหยกสุริยันทำเป็นจี้ห้อยคอ และให้พวกเขาสวมใส่

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เห็นเหล่าภรรยาและลูกๆ มีความสุข หลู่ฉางเซิงก็ยิ้มออกมา เขารู้สึกพึงพอใจและมีความสุขมาก

ชีวิตแบบนี้ ข้ายังต้องการอะไรอีก?

ตอนที่เขากำลังมีความสุข หลู่ฉางเซิงก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ตันเถียน

คอขวดขอบเขตหลอมปราณขั้นหกของเขา เริ่มคลายตัว

หลู่ฉางเซิงดีใจมาก

เขารู้ว่าโอกาสที่เขาจะทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นกลางไปยังขั้นปลายมาถึงแล้ว

เขารีบบอกเหล่าภรรยา และไปที่ห้องฝึกฝนทันที เพื่อทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นปลาย

หลู่ฉางเซิงหยิบโอสถหลอมปราณหนึ่งขวดออกมาจากถุงเก็บของ และกินมัน

จากนั้นก็ถือหินวิญญาณสองก้อน หลับตา และโคจรเคล็ดวิชาฮุ่ยหยวน เพื่อทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด

พอกินโอสถหลอมปราณ ปราณวิญญาณในตันเถียนของเขาก็เหมือนกับน้ำเดือด รอบๆ ตัวเขามีแรงกดดันจิตวิญญาณแผ่ออกมา

หลู่ฉางเซิงใช้เคล็ดวิชาฮุ่ยหยวนนำปราณวิญญาณไปยังตันเถียนและเส้นชีพจร จากนั้นสร้างเส้นทางการไหลเวียนที่สมบูรณ์ ทำให้กลิ่นอายรอบตัวเขาปั่นป่วน และแรงกดดันจิตวิญญาณก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน

"ตูม!"

ร่างกายของหลู่ฉางเซิงสั่นสะท้าน และมีฝุ่นที่มองไม่เห็นกระจายออกไป

ตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนกำลังลอยอยู่ และร่างกายเบาขึ้น

ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด สำเร็จ!

เขาระงับความตื่นเต้น และปรับปราณวิญญาณที่ปั่นป่วนในเส้นชีพจรให้สงบลง

ไม่นาน กลิ่นอายของเขาก็สงบนิ่ง

"ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด ในที่สุดข้าก็ทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นปลายแล้ว!"

หลู่ฉางเซิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขามีแววดีใจ

ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด หมายความว่าเขาเข้าสู่ขอบเขตหลอมปราณขั้นปลายได้เสียที

พลังบ่มเพาะระดับนี้ ถือว่าหายากมากในตระกูลหลู่

มีแต่คนรุ่นเดียวกับหลู่หยวนติ่งและผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลหลู่เท่านั้น ที่มีพลังบ่มเพาะระดับนี้

ในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน หลู่ฉางเซิงรู้จักแค่หลู่เมี่ยวเก๋อ

และศิษย์ตระกูลหลู่อีกสองสามคน

"หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร มีมากมายหลายแบบ ไม่ใช่แค่การฝึกฝนอย่างหนัก แต่ละคนก็มีหนทางที่แตกต่างกัน"

"บางคนตั้งใจบำเพ็ญเพียร บางคนออกไปผจญภัย ต่อสู้ และทะลวงขอบเขตในสถานการณ์เสี่ยงตาย บางคนก็ใช้ชีวิตในโลกปุถุชน สังเกตผู้คน และมองหาโอกาสทะลวงขอบเขต"

"วันนี้ข้าก็เหมือนกับพวกเขา"

"คอขวดการบำเพ็ญเพียร นอกจากการฝึกฝนแล้ว ก็ต้องอาศัยความคิดที่ปลอดโปร่ง และขอบเขตทางจิตวิญญาณ"

ตอนนี้ หลู่ฉางเซิงเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้น

ปกติตอนที่เขาอ่านตำรา เขาเคยเห็นคำพูดเกี่ยวกับหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรมากมาย

แต่ของแบบนี้ ไม่ว่าอ่านหรือฟัง มันก็ดูลึกลับและเลื่อนลอย

แต่เมื่อกี้ พอเห็นเหล่าภรรยาและลูกๆ มีความสุข เขาก็รู้สึกปลอดโปร่ง และมีความสุข ทำให้คอขวดขอบเขตหลอมปราณขั้นหกของเขาคลายตัว

คอขวดและโอกาสทะลวงขอบเขต มันดูเหมือนจะเลื่อนลอย

แต่ในโลกใบนี้ มันมีอยู่จริง!

เช่น คำสาบานของผู้ฝึกตนเซียน เหตุและผล รวมถึงโชคชะตา!

หลู่ฉางเซิงไม่ได้คิดมาก เขาหลับตาลง สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงหลังจากทะลวงขอบเขต

ปราณวิญญาณที่ไหลเวียนในเส้นชีพจร ไม่เพียงแต่แข็งแกร่งขึ้น ยังบริสุทธิ์ขึ้นอีกด้วย

ในตันเถียนทะเลปราณ ปราณวิญญาณที่เคยเหมือนธารน้ำ ตอนนี้กลายเป็นทะเลสาบขนาดเล็ก

นี่คือทะเลสาบปราณ!

สัญลักษณ์ของขอบเขตหลอมปราณขั้นปลาย ปราณวิญญาณรวมตัวเป็นทะเลสาบ!

พอพลังบ่มเพาะถึงขอบเขตหลอมปราณขั้นสูงสุด ทะเลสาบปราณจะกลายเป็นมหาสมุทรปราณ และรองรับแท่นเต๋า ก็จะสามารถสลัดกายหยาบ สร้างรากฐานเต๋า และกลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน!

"ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด ไม่เพียงแต่ปราณวิญญาณจะแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า จิตใจของข้าก็แข็งแกร่งขึ้นมากเช่นกัน!"

หลู่ฉางเซิงรู้สึกว่าเขามีพลังเหลือเฟือ ร่างกายเบาขึ้น และความคิดก็ปลอดโปร่งขึ้น

นี่คือจิตใจของผู้คน

การทะลวงขอบเขตจากขอบเขตหลอมปราณไปยังขอบเขตสร้างรากฐาน มีสามด่าน

ด่านสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงของจิตใจ และการกำเนิดของจิตสำนึก!

ทำให้สามารถปลดปล่อยจิตสำนึกออกไปได้

มันมีประโยชน์มากสำหรับการบำเพ็ญเพียรและการต่อสู้

"ด้วยพลังบ่มเพาะและพลังของข้าตอนนี้ ข้าสามารถลองวาดยันต์ระดับสองได้แล้ว"

หลู่ฉางเซิงคิดในใจ

ตอนที่เขาอยู่ขอบเขตหลอมปราณขั้นหก แค่วัสดุเพียงพอ เขาก็สามารถวาดยันต์ขั้นสุดยอดได้

ตอนนี้ทะลวงคอขวด และกลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด จิตใจและปราณวิญญาณของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาก

ทำให้เขามั่นใจในการวาดยันต์ระดับสอง และมีโอกาสสำเร็จไม่น้อยกว่าแปดส่วน

"แต่วัสดุที่ใช้สร้างยันต์ระดับสองไม่เพียงแต่ราคาแพง แต่มันยังหายาก ไม่เหมือนกับกระดาษยันต์และหมึกจิตวิญญาณระดับหนึ่งที่หาซื้อง่ายๆ"

"ยิ่งถ้าข้าอยากวาดยันต์ระดับสอง พู่กันยันต์ระดับกลางคงใช้ไม่ได้ ข้าต้องมีพู่กันยันต์ระดับหนึ่งขั้นสุดยอดอย่างน้อยหนึ่งด้ามก่อน"

หลู่ฉางเซิงส่ายหน้าอีกครั้ง

เขารู้ว่าถ้าอยากวาดยันต์ระดับสอง เขายังขาดสิ่งที่สำคัญที่สุด

นั่นคือเงิน!

เขาไม่ได้คิดมาก ลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้อ และยิ้มเล็กน้อย "ไม่ถึงเจ็ดปี ก็ทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ดแล้ว ไม่เลว ไม่เลว!"

"ไม่เสียแรงที่ข้าพยายามมาหลายปี!"

หลู่ฉางเซิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และกำลังจะออกจากห้องฝึกฝน

แต่ตอนที่กำลังจะเปิดประตู หลู่ฉางเซิงก็หยุดชะงัก

เขายืนยันอีกครั้งว่ากลิ่นอายปราณวิญญาณของเขา ถูกอาวุธวิเศษและหยกที่สตรีชุดหลากสีมอบให้ ปกปิดไว้หรือไม่?

เพราะเขาบอกคนอื่นว่า เขาอยู่ขอบเขตหลอมปราณขั้นสี่

ตอนนี้ทะลวงขอบเขตแล้ว อย่างมากก็แค่บอกว่าเขาอยู่ขอบเขตหลอมปราณขั้นห้า

ถ้าแสดงพลังขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ดออกมา เขาคงอธิบายไม่ได้

หลังจากยืนยันว่าไม่มีปัญหา หลู่ฉางเซิงก็เปิดประตู และเดินออกจากห้องฝึกฝน

เหล่าภรรยารอเขาอยู่ที่ด้านนอก

ก่อนหน้านี้หลู่ฉางเซิงบอกว่าเขารู้สึกถึงบางอย่าง และกำลังจะทะลวงขอบเขต พวกนางจึงมารอเขา

พวกนางหวังว่าพอสามีของพวกนางทะลวงขอบเขตสำเร็จ จะได้เห็นพวกนาง และแบ่งปันความสุขกับพวกนาง

"สามี!"

"สามี!"

"สามี!"

เหล่าภรรยามองหลู่ฉางเซิง และตะโกนเรียกเขาพร้อมกัน

เห็นภาพนี้ สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความชื่นชม และความห่วงใยของเหล่าภรรยา หลู่ฉางเซิงก็ยิ้ม และพูดว่า "ฮ่าๆๆ แค่พลังบ่มเพาะก้าวหน้าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเอง"

หลู่ฉางเซิงพูดด้วยสีหน้าที่สงบ

"ยินดีกับสามีที่ทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้า!"

หลู่เมี่ยวอวิ๋นเห็นหลู่ฉางเซิงเป็นแบบนี้ นางก็ดีใจมาก และรีบแสดงความยินดีกับหลู่ฉางเซิง

"ยินดีกับสามีที่ทะลวงขอบเขต!"

"ยินดีกับสามีที่ก้าวหน้าบนเส้นทางเซียน!"

"ยินดีกับท่านพ่อขอรับ!"

"ยินดีกับท่านพ่อเจ้าค่ะ! ท่านพ่อเก่งที่สุด!"

ภรรยาคนอื่นๆ ก็ทำตามหลู่เมี่ยวอวิ๋น พวกนางประสานมือคำนับ และสอนลูกๆ แสดงความยินดีกับหลู่ฉางเซิง

หลู่ฉางเซิงเห็นแบบนั้น เขาก็หัวเราะออกมา "ดีๆๆ วันนี้ข้าทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้า ต้องฉลองให้ยิ่งใหญ่!"

ตกกลางคืน

เขาชิงจู๋ตกอยู่ในความมืดและความเงียบสงบ

มีแต่บ้านของหลู่ฉางเซิงในหุบเขาชิงจู๋เท่านั้น ที่มีแสงไฟสว่างไสว เขาและเหล่าภรรยากำลังฉลองที่เขาทะลวงขอบเขตสำเร็จ

เช้าวันรุ่งขึ้น

หลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋นออกจากบ้าน และไปคารวะผู้อาวุโสสี่

เพราะเขากลับมาแล้ว ยังไงก็ต้องไปคารวะท่านย่าผู้นี้

พอมาถึงบ้านผู้อาวุโสสี่ พวกเขาก็เจอท่านปู่รองที่กำลังจะออกไป

"ท่านปู่รอง"

"ท่านปู่รอง"

หลู่ฉางเซิงยิ้มและประสานมือ

คิดในใจว่าท่านปู่รองคนนี้ช่างขี้นินทายิ่งนัก!

พอเขากลับมาที่เขาชิงจู๋ ท่านปู่รองก็ต้องไปบอกเรื่องของเขาที่ย่านการค้าเก้ามังกรให้ผู้อาวุโสสี่ฟัง

โชคดีที่เขา หลู่ฉางเซิง เป็นคนดี ไม่กลัวคนอื่นนินทา!

"ฉางเซิง อวิ๋นเอ๋อร์ พวกเจ้ามาแล้ว"

ผู้อาวุโสสี่เห็นหลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋นมา นางก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน

จากนั้นก็พูดคุยสักพัก และเริ่มตรวจสอบทักษะการสร้างยันต์ของหลู่ฉางเซิง

สำหรับการสร้างยันต์ หลู่ฉางเซิงแสดงออกมาเหมือนกับครั้งที่แล้วที่เขากลับมา

แสดงให้เห็นว่าเขาเชี่ยวชาญยันต์น้ำแข็งแล้ว และยันต์ขั้นกลางอีกแบบหนึ่ง เพิ่งฝึกฝนจนสำเร็จขั้นแรก

หลังจากที่หลู่ฉางเซิงแสดงความสามารถครั้งที่แล้ว และมีร่างกายพิเศษเป็นข้ออ้าง ผู้อาวุโสสี่ก็ไม่ได้สนใจความก้าวหน้าของหลู่ฉางเซิงมากนัก

แค่นางเห็นว่าความก้าวหน้าของหลู่ฉางเซิงในครึ่งปีมานี้ พอๆ กับสี่เดือนก่อน

นางอดไม่ได้ที่จะคิดว่า ครั้งนี้หลู่ฉางเซิงมีความก้าวหน้าน้อยกว่าครั้งที่แล้ว เพราะครึ่งปีมานี้เขามีสัมพันธ์สวาทน้อยลงหรือไม่?

แต่นางเป็นถึงญาติผู้ใหญ่ ไม่อาจถามเรื่องแบบนี้ได้

นางคงไม่กล้าพูดว่า ฉางเซิง ถ้าร่างกายเจ้าไหว ก็ให้มีสัมพันธ์สวาทเยอะๆ นะ เรื่องของอวิ๋นเอ๋อร์ ย่าจะช่วยเจ้าพูด…. อะไรแบบนี้

"ไม่เลวๆ"

"ฉางเซิง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อย่างมากก็แค่หนึ่งปี เจ้าก็จะเป็นนักสร้างยันต์ขั้นสูงแล้ว!"

ผู้อาวุโสสี่พูดด้วยความดีใจ

"ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับ"

หลู่ฉางเซิงพูด

เขาก็คิดแบบนี้เช่นกัน

เขาตั้งใจจะแสดงความสามารถของนักสร้างยันต์ขั้นสูงในอีกหนึ่งปี

เร็วกว่าที่เขาวางแผนไว้ประมาณหนึ่งปี

เพราะเขามีร่างกายพิเศษ ความเร็วในการพัฒนาจึงเพิ่มขึ้น มันย่อมปกติ

"ฉางเซิง เจ้าต้องพยายามบำเพ็ญเพียร และห้ามละเลย"

"ถึงขอบเขตหลอมปราณขั้นสี่จะวาดยันต์ขั้นสูงได้ แต่มันก็ค่อนข้างยาก เจ้าควรทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้าโดยเร็วที่สุด"

ผู้อาวุโสสี่มองปราณวิญญาณของหลู่ฉางเซิง

แต่หลู่ฉางเซิงเก็บงำปราณวิญญาณ ทำให้นางมองไม่ออก

นางไม่ได้สนใจมากนัก

นางรู้ว่าหลู่ฉางเซิงคงใช้สมบัติล้ำค่าปกปิดกลิ่นอายปราณวิญญาณ

เพราะการออกไปข้างนอก เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ

"ท่านย่า เมื่อวานข้าเพิ่งทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้าขอรับ"

หลู่ฉางเซิงได้ยิน เขารู้ว่าผู้อาวุโสสี่มองไม่เห็นพลังบ่มเพาะของเขา เพราะอาวุธวิเศษและหยกที่สตรีชุดหลากสีมอบให้ เขาจึงเอ่ยอย่างใจเย็น

เรื่องที่เขาทะลวงขอบเขตเมื่อวาน ไม่สามารถปิดบังได้ และไม่จำเป็นต้องปิดบัง

รากจิตวิญญาณระดับเก้า ใช้เวลาหนึ่งปีแปดเดือน จากขอบเขตหลอมปราณขั้นสี่ ทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้า ถึงจะดูเกินจริงไปหน่อย

แต่มันก็พออธิบายได้

"อะไรนะ? เจ้าทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้าแล้ว!?"

ผู้อาวุโสสี่ได้ยิน นางก็ตกใจเล็กน้อย

เพราะหลู่ฉางเซิงไม่เพียงแต่มีรากจิตวิญญาณระดับเก้า

เขายังใช้เวลาและความพยายามไปกับการสร้างยันต์ การดูแลร้านค้า และเรื่องทางเพศ

เพราะฉะนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ การที่เขาทะลวงขอบเขตหลอมปราณขั้นห้า มันน่าทึ่งมาก

"ขอรับ ท่านย่า"

"ข้ารู้ว่าพรสวรรค์ของข้าไม่ดี ข้าจึงไม่เคยละเลยการบำเพ็ญเพียร"

"ปกติข้าก็วาดยันต์ขายให้สหายคนหนึ่ง และขายที่ร้านยันต์บางส่วน เอาหินวิญญาณที่ได้มาซื้อโอสถ และใช้บำเพ็ญเพียร"

หลู่ฉางเซิงพูดถึงเรื่องที่เขาขายยันต์ให้หงอี้และร้านยันต์

เพราะเรื่องพวกนี้ เขาไม่ได้คิดจะปิดบังตระกูลหลู่ และไม่กลัวว่าตระกูลหลู่จะรู้

"ดีๆๆ รู้ว่าเจ้าไม่ได้ละเลยการบำเพ็ญเพียร ย่าก็โล่งใจแล้ว"

"เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เจ้ารู้ตัวก็พอ ถ้าเจ้ามีปัญหาในการบำเพ็ญเพียร เจ้าสามารถมาถามย่าได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็สามารถบอกย่าได้เลย"

ผู้อาวุโสสี่พูดด้วยความโล่งใจ

นางคาดเดาในใจว่า ร่างกายพิเศษของหลู่ฉางเซิง อาจจะช่วยเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียร

แต่ความเร็วนี้ก็ไม่ได้น่าทึ่งมาก นางจึงไม่ได้ถามมากนัก

เพราะในโลกบำเพ็ญเพียร ใครๆ ก็มีความลับ ไม่จำเป็นต้องถามให้รู้ทุกเรื่อง

จากนั้นก็เริ่มสอนหลู่ฉางเซิงวาดยันต์

การสอนหลู่ฉางเซิงวาดยันต์ สำหรับนาง มันคือความสุขอย่างหนึ่ง

เพราะการสอนศิษย์ มันทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและมีความสุข

ยิ่งนึกถึงอนาคต ที่นางสามารถสอนนักสร้างยันต์ระดับสองได้ นางก็ยิ่งรักหลู่ฉางเซิงมากขึ้น

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หลู่ฉางเซิงกลับไปที่ย่านการค้าเก้ามังกรกับท่านปู่รอง

เดิมทีเขาตั้งใจจะพาหลู่หลานซู หรือหลู่จื่อเอ๋อร์กับหลู่ชิงเอ๋อร์ไปย่านการค้าเก้ามังกร

แต่พวกนางบอกว่า อีกสามเดือนก็ถึงพิธีทดสอบรากจิตวิญญาณแล้ว พวกนางอยากอยู่บ้านเป็นสหายลูกๆ

หลู่ฉางเซิงได้ยิน เขาก็ไม่ได้บังคับ

จึงพาภรรยาอีกสองคนไปย่านการค้าเก้ามังกร

"พี่น้องหลู่ เจ้ามีภรรยากี่คนกันแน่?"

พอมาถึงย่านการค้าเก้ามังกร อวี๋เม่าเฉิงเห็นหลู่ฉางเซิงพาสตรีสองคนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะถาม

"ไม่เยอะหรอก แค่ภรรยาห้าคน อนุภรรยาเก้าคน นางบำเรอสองคน และสาวใช้สิบห้าคน"

หลู่ฉางเซิงพูด

"ข้ามันโง่จริงๆ"

อวี๋เม่าเฉิงได้ยิน เขาก็คิดว่าตัวเองจะถามไปทำไม?

เขารีบตบปากตัวเองสองที

"พี่น้องอวี๋ อย่าทำแบบนี้ อย่าทำแบบนี้...พี่น้องอวี๋"

หลู่ฉางเซิงรีบดึงเขาไว้

พอกลับมาถึงบ้าน หลู่ฉางเซิงก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า

เขารู้สึกว่าถ้ายังอยากเป็นสหายกับอวี๋เม่าเฉิง ก็อย่าพูดเรื่องพวกนี้จะดีกว่า

จากนั้น เขาก็นั่งนับหินวิญญาณ

มีทั้งหมดสองร้อยห้าก้อน

"เฮ้อ...จนจริงๆ!"

หลู่ฉางเซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่

ตอนนี้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของเขาก็ไม่น้อยแล้ว

ยิ่งช่วงก่อนหน้านี้ เขาซื้อของขวัญให้เหล่าภรรยาและลูกๆ เขาใช้เงินไปเยอะมาก เขาจึงไม่มีเงินเก็บ

"ดูเหมือนว่าต้องรออีกสักพัก ถึงจะไปหอหยกขาวได้"

"ส่วนเรื่องยันต์ระดับสอง ข้าคงต้องพักไว้ก่อน"

หลู่ฉางเซิงมองหินวิญญาณจำนวนนี้ เขาก็ได้แต่ล้มเลิกความคิดที่จะไปหอหยกขาวและวาดยันต์ระดับสองชั่วคราว

ในพริบตา ครึ่งเดือนก็ผ่านไป

สาวใช้สี่คนที่หลู่ฉางเซิงซื้อมาก่อนหน้านี้ คนสุดท้ายก็ตั้งครรภ์สำเร็จ

ทำให้ลูกของหลู่ฉางเซิงมีทั้งหมดห้าสิบคน

"ตระกูลหลู่ก็มีคุณธรรม ตอนนั้นให้ข้ามีลูกห้าสิบคน ภายในยี่สิบปี"

หลู่ฉางเซิงนึกถึงเรื่องที่เขาใช้เวลาแค่หกปี ก็ทำตามข้อกำหนดของตระกูลหลู่สำเร็จ เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่เขยแต่งเข้าของตระกูลหลู่อีกต่อไป

ไม่อย่างนั้น ด้วยประสิทธิภาพแบบนี้ หลู่หยวนติ่ง ประมุขตระกูลหลู่ คงต้องชมเชยเขาต่อหน้าคนมากมายสินะ?

อีกหนึ่งเดือนกว่าผ่านไป

ลูกคนที่สามสิบหก สามสิบเจ็ด สามสิบแปด และสามสิบเก้าของหลู่ฉางเซิงก็เกิด

"ไม่รู้ว่าลูกคนที่สี่สิบจะมีรางวัลหรือไม่?"

หลู่ฉางเซิงคาดหวังกับลูกคนต่อไปที่จะเกิดในอีกไม่นาน

เก้าวันต่อมา

พอลูกคนที่สี่สิบเกิด ก็มีเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น

[ยินดีด้วย! ลูกของโฮสต์มีจำนวนถึงสี่สิบคนแล้ว ได้รับสิทธิ์สุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง!]

จบบทที่ บทที่ 92 ขอบเขตหลอมปราณขั้นเจ็ด สุ่มรางวัล!

คัดลอกลิงก์แล้ว