เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 88 ข้าไม่ปิดบังอีกต่อไป จริงๆ แล้วข้ามีร่างกายพิเศษ!

บทที่ 88 ข้าไม่ปิดบังอีกต่อไป จริงๆ แล้วข้ามีร่างกายพิเศษ!

บทที่ 88 ข้าไม่ปิดบังอีกต่อไป จริงๆ แล้วข้ามีร่างกายพิเศษ!


บทที่ 88 ข้าไม่ปิดบังอีกต่อไป จริงๆ แล้วข้ามีร่างกายพิเศษ!

หลู่ฉางเซิงไม่รู้ว่า ท่านปู่รองไปบอกเรื่องของเขาที่ย่านการค้าเก้ามังกรให้ผู้อาวุโสสี่ฟัง

เขายังคงเล่นกับลูกๆ ในสวน

ตอนนี้ สวนของเขากลายเป็นโรงเรียนอนุบาลและสนามเด็กเล่นไปแล้ว

เวลานี้เอง หลู่เมี่ยวอวิ๋นได้เข้ามาบอกว่า ถึงเวลารับลูกที่คฤหาสน์ไป๋ลู่

เมื่อสองสามเดือนก่อน หลู่ผิงอัน หลู่อู๋โหยว หลู่หวูอวี๋ และหลู่ซีเล่อ ถูกส่งไปเรียนหนังสือที่คฤหาสน์ไป๋ลู่บนเขาชิงจู๋

เพราะฉะนั้น หลู่เมี่ยวอวิ๋นและคนอื่นๆ จึงต้องไปรับไปส่งพวกเขาทุกวัน

หลู่ฉางเซิงได้ยินว่าจะไปรับลูก เขาก็รีบบอกว่าจะไปด้วย

เขาในฐานะบิดา ยังไม่เคยไปรับลูกเลิกเรียนเลยสินะ?

จากนั้น หลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋นก็ออกจากบ้าน และเดินไปที่คฤหาสน์ไป๋ลู่

ระหว่างทาง หลู่ฉางเซิงก็เล่าเรื่องชีวิตของเขาที่ย่านการค้าเก้ามังกรให้หลู่เมี่ยวอวิ๋นฟัง

เขาซื้อสาวใช้มากมาย และมีลูกเยอะมาก

อย่างแรกคือ เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบัง

ยังไงที่บ้านก็ต้องรู้เรื่องอยู่ดี

อย่างที่สองคือ เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะถูกท่านปู่รองบอกให้ผู้อาวุโสสี่รู้

ในเมื่อเป็นแบบนี้ ไม่สู้บอกภรรยาหลวงอย่างหลู่เมี่ยวอวิ๋นก่อนจะดีกว่า

ยิ่งท่านปู่รองมีเรือเหาะ และยังนั่งได้หลายคน เขายังคิดว่าครั้งนี้จะพาหลู่เมี่ยวอวิ๋นและคนอื่นๆ ไปย่านการค้าเก้ามังกรด้วย

ไม่อย่างนั้น ถ้ากลับมาแค่ครึ่งปีครั้งหนึ่ง เวลาที่ต้องแยกจากกันมันนานเกินไป

พอไปถึงย่านการค้าเก้ามังกร หลู่เมี่ยวอวิ๋นและคนอื่นๆ ก็จะเห็นสาวใช้พวกนั้นอยู่แล้ว ไม่สู้บอกพวกนางล่วงหน้า และให้พวกนางทำใจ

หลู่เมี่ยวอวิ๋นได้ยินว่าหลู่ฉางเซิงหาสาวใช้มากมาย นางก็เงียบไปครู่หนึ่ง

แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร แค่บอกหลู่ฉางเซิงด้วยความรักว่า ต่อไปหลู่ฉางเซิงต้องอยู่เป็นสหายพวกนาง

"มีภรรยาที่ดีเช่นนี้ ข้ายังต้องการอะไรอีก?"

หลู่ฉางเซิงรู้สึกซาบซึ้งใจ

ถึงเขาจะซื้อสาวใช้และแต่งอนุภรรยามากมาย หลู่เมี่ยวอวิ๋นก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์

แต่เขาก็ยังหวังว่าเหล่าภรรยาจะเข้าใจและยอมรับ เพื่อให้บ้านสงบสุข

ไม่อย่างนั้น ถ้าเหล่าภรรยาต้องทะเลาะและแย่งชิงความรักกันทุกวัน เขาก็คงเหนื่อยมาก

ทัศนคตินี้ของหลู่เมี่ยวอวิ๋น ทำให้เขาชื่นชอบมาก

"สามี ปีหน้าผิงอันและคนอื่นๆ ก็จะเข้าร่วมพิธีทดสอบรากจิตวิญญาณแล้วสินะเจ้าคะ"

หลู่เมี่ยวอวิ๋นจับแขนหลู่ฉางเซิง และพูด

หลู่ฉางเซิงได้ยิน เขาก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย

ทุกปีในวันที่สองเดือนกุมภาพันธ์ เขาชิงจู๋จะมีพิธีทดสอบรากจิตวิญญาณ

เพื่อทดสอบรากจิตวิญญาณให้กับเด็กอายุห้าถึงหกขวบ

หลู่ผิงอัน หลู่อู๋โหยว หลู่หวูอวี๋ และหลู่ซีเล่อ ทั้งหมดก็อายุประมาณนี้แล้ว ปีหน้าพวกเขาสามารถเข้าร่วมพิธีทดสอบรากจิตวิญญาณได้

แต่หลู่ฉางเซิงรู้ดีว่า ลูกสี่คนนี้ไม่มีรากจิตวิญญาณ

"ใช่ ไม่รู้ว่าพวกเขามีรากจิตวิญญาณหรือไม่?"

หลู่ฉางเซิงถอนหายใจเบาๆ และพูด

ในใจรู้สึกเศร้าเล็กน้อย

เขารักหลู่ผิงอันและคนอื่นๆ มาก

"สามี บางทีผิงอันและคนอื่นๆ อาจจะมีรากจิตวิญญาณก็ได้นะเจ้าคะ"

หลู่เมี่ยวอวิ๋นจับมือหลู่ฉางเซิง และพูดเบาๆ

นางก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ค่อนข้างโหดร้ายสำหรับบิดามารดา

ถ้าไม่มีรากจิตวิญญาณ ในอนาคตก็จะเป็นแค่คนธรรมดา

นางนึกถึงหลู่อวิ๋น บุตรชายของนาง

ถ้าเขาไม่มีรากจิตวิญญาณ...ในอนาคตก็ต้องส่งเขากลับไปใช้ชีวิตในโลกปุถุชน

"ข้าไม่เป็นไร เรื่องแบบนี้ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ"

"ถ้ามีรากจิตวิญญาณ ก็ให้พวกเขาเรียนวิชาสร้างยันต์กับข้า ถ้าไม่มีรากจิตวิญญาณ งั้นก็ให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกปุถุชน"

หลู่ฉางเซิงบีบมือภรรยา และยิ้มพูด

เรื่องแบบนี้ เขาเคยคิดมานานแล้ว และทำใจไว้แล้ว

แค่ตอนนี้หลู่เมี่ยวอวิ๋นพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้เขารู้สึกเศร้าเล็กน้อย เพราะวันนั้นกำลังจะมาถึง

พวกเขาทั้งสองพูดคุยกัน และเดินไปยังคฤหาสน์ไป๋ลู่

คฤหาสน์แห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก ขนาดพอๆ กับบ้านของหลู่ฉางเซิง

ข้างในมีคนมากมายมารับลูก พวกเขาล้วนเป็นคนของตระกูลหลู่

"ฉางเซิง เมี่ยวอวิ๋น พวกเจ้ามารับลูกหรือ?"

"พี่ฉางเซิง พี่สาวเมี่ยวอวิ๋น"

"ฉางเซิง น้องเมี่ยวอวิ๋น"

มีคนรู้จักหลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋น พวกเขาก็เข้ามาทักทาย

หลู่ฉางเซิงไม่รู้จักคนมากนัก

บางคนเขาเคยเจอ แต่ไม่รู้จักชื่อ

ส่วนหลู่เมี่ยวอวิ๋นรู้จักคนส่วนใหญ่ นางจึงทักทายพวกเขาอย่างสนิทสนม

ไม่นาน ก็มีเสียงระฆังดังขึ้นในคฤหาสน์ เด็กๆ มากมายเดินออกมา

พวกเขาอายุไม่มาก ส่วนใหญ่ห้าถึงหกขวบ คนที่โตหน่อยก็เจ็ดถึงแปดขวบ

เพราะเด็กที่ไม่มีรากจิตวิญญาณ อย่างช้าสุดก็อายุแปดถึงเก้าขวบ จะถูกส่งออกจากเขาชิงจู๋

เพราะพวกเขาเกิดที่เขาชิงจู๋ และรู้จักโลกบำเพ็ญเพียร แต่พวกเขาไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ การอยู่ที่นี่ มันค่อนข้างโหดร้ายสำหรับพวกเขา

"ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านแม่!"

ตอนนี้ เด็กสองคนชายสองคนหญิง เห็นหลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋น พวกเขาก็ร้องตะโกน

จากนั้นก็วิ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยขายาวๆ

หลู่ฉางเซิงเห็นลูกๆ ของเขา เขาก็ยิ้ม และอุ้มหลู่อู๋โหยวกับหลู่ซีเล่อขึ้นมา

"คิดถึงบิดาหรือไม่?"

หลู่ฉางเซิงถาม และหยิบผลไม้เคลือบน้ำตาลออกมาจากถุงเก็บของ มอบให้พวกเขา

"คิดถึงเจ้าค่ะ!"

เด็กหญิงสองคนตอบด้วยเสียงที่ไพเราะ

จากนั้น หลู่ฉางเซิงก็มองหลู่ผิงอันกับหลู่หวูอวี๋ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ และทำหน้างงๆ เขาก็มอบผลไม้เคลือบน้ำตาลให้พวกเขาคนละอัน

และมอบให้อีกอันให้หลู่เมี่ยวอวิ๋น

เพราะลูกเยอะ หลู่ฉางเซิงจึงซื้อผลไม้เคลือบน้ำตาลที่ทำจากผลไม้จิตวิญญาณในราคาส่ง

หลู่เมี่ยวอวิ๋นเห็นว่าตัวเองก็มีส่วนด้วย นางก็ยิ้มออกมา ดวงตาของนางเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

นางรับผลไม้เคลือบน้ำตาลมากินเองหนึ่งอัน และป้อนหลู่ฉางเซิงหนึ่งคำ

จากนั้น ครอบครัวสี่คน หลู่ฉางเซิงอุ้มลูกสองคน หลู่เมี่ยวอวิ๋นจูงลูกสองคน และเดินกลับบ้าน

"ตอนนี้พวกเจ้าไปโรงเรียน ท่านอาจารย์สอนอะไรพวกเจ้าบ้าง?"

หลู่ฉางเซิงถาม

เขาค่อนข้างอยากรู้ว่าอาจารย์ในโรงเรียนสอนอะไรพวกเด็กๆ?

เขากลัวว่าการศึกษาในตระกูลผู้ฝึกตนเซียน จะปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ จงรักภักดีต่อตระกูลตั้งแต่เด็ก

เด็กๆ ก็กินผลไม้เคลือบน้ำตาล และเล่าสิ่งที่ท่านอาจารย์สอนให้หลู่ฉางเซิงฟัง

ส่วนใหญ่เป็นตำราพื้นฐาน สอนการอ่านและการเขียน ไม่มีการปลูกฝังความคิดใดๆ

หลู่ฉางเซิงได้ยิน เขาก็รู้สึกโล่งใจ

ตกกลางคืน

มีคนกล่าวไว้ว่า การจากลาสั้นๆ ดีกว่าการแต่งงานใหม่

ครั้งที่แล้วที่เขากลับบ้าน หลู่เมี่ยวอวิ๋นกับชวีเจินเจินตั้งครรภ์ จึงไม่สามารถมีสัมพันธ์สวาทได้

ครั้งนี้หลู่ฉางเซิงจึงต้องชดเชยให้พวกนาง

และให้พวกนางสัมผัสถึงพลังของเขาที่ฝึกฝนร่างกายจนสำเร็จ!

เช้าวันรุ่งขึ้น สายมากแล้ว

หลู่ฉางเซิงได้ยินเสียงเคาะประตู และมีคนบอกว่าผู้อาวุโสสี่มาเยี่ยม เขาจึงให้หลู่เมี่ยวอวิ๋นกับชวีเจินเจินช่วยเขาแต่งตัว และไปที่ห้องรับแขก

"ท่านย่า"

"ท่านย่า"

หลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋นมาถึงห้องรับแขก และเห็นผู้อาวุโสสี่ที่สวมชุดสีเขียว เส้นผมดำแซมด้วยผมหงอกขาวบางส่วน นางกำลังอุ้มเด็กทารกด้วยความรัก

ไม่ต้องคิดก็รู้ว่านางกำลังอุ้มหลู่อวิ๋น

ถึงผู้อาวุโสสี่จะรักหลู่ฉางเซิง แต่นางก็ไม่ได้รักลูกทุกคนของเขา

นางแค่รักเหลนที่หลู่เมี่ยวอวิ๋นให้กำเนิดเป็นพิเศษเท่านั้น

"ฮ่าๆๆ ดูเหมือนว่าย่าจะมาผิดเวลาสินะ?"

ผู้อาวุโสสี่ยกหน้าขึ้นมองพวกเขาทั้งสอง และเห็นได้ชัดว่าหลานสาวกับหลานเขยของนางเพิ่งตื่นนอน นางจึงพูดติดตลก

หลู่เมี่ยวอวิ๋นได้ยิน นางก็มีสีหน้าเขินอายทันที

"เมื่อวานฉางเซิงกลับมา เขาใช้เวลาอยู่กับเหล่าภรรยาและลูกๆ จึงลืมไปคารวะท่านย่า ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย"

หลู่ฉางเซิงประสานมือและพูดอย่างใจเย็น

เขารู้สึกว่าผู้อาวุโสสี่มาที่นี่ คงไม่ได้มาดูเหลนเฉยๆ

ไม่อย่างนั้น นางคงไม่ให้คนมาตามเขาและหลู่เมี่ยวอวิ๋น

"ฮ่าๆๆ ย่าก็แค่คิดถึงเหลนสุดที่รัก และคิดว่าฉางเซิงกลับมาแล้ว จึงมาดูพวกเจ้า"

ผู้อาวุโสสี่ยิ้มและพูด

จากนั้นก็พูดคุยเรื่องทั่วไปกับหลู่ฉางเซิงและหลู่เมี่ยวอวิ๋น

พอคุยกันเกือบเสร็จ ผู้อาวุโสสี่ก็มองหลู่ฉางเซิง "ฉางเซิง เจ้าไม่ได้กลับมานานแล้ว ให้ย่าดูหน่อยว่าทักษะการสร้างยันต์ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? หรือว่าเจ้าไม่ได้ฝึกฝน?"

ผู้อาวุโสสี่พูด

นี่คือจุดประสงค์ที่นางมาที่นี่

เพราะคำพูดของผู้อาวุโสสองเมื่อวาน ทำให้นางต้องมาดูว่าหลู่ฉางเซิงเป็นอย่างไรบ้าง?

แต่นางไม่อยากพูดเรื่องที่หลู่ฉางเซิงหมกมุ่นกับการมีลูกโดยตรง

นางจึงใช้ข้ออ้างเรื่องการตรวจสอบทักษะการสร้างยันต์ เพื่อดูว่าหลู่ฉางเซิงยังคงบำเพ็ญเพียรและฝึกฝนการสร้างยันต์หรือไม่?

ถ้าไม่ได้ละเลย มันคงจะดีมาก

ถ้าละเลย นางก็จะใช้เรื่องนี้เตือนหลู่ฉางเซิง และไม่ให้เขาหมกมุ่นกับเรื่องทางเพศ

"ครั้งนี้ข้ากลับมา ก็อยากขอคำแนะนำจากท่านย่า ได้โปรดชี้แนะข้าด้วย"

หลู่ฉางเซิงพอเดาจุดประสงค์ของผู้อาวุโสสี่ได้ เขาก็พูดอย่างจริงจัง

จากนั้นก็ลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะ และหยิบอุปกรณ์สร้างยันต์ออกมาจากถุงเก็บของ

หลู่เมี่ยวอวิ๋นเห็นแบบนั้น นางก็รับหลู่อวิ๋นมาจากผู้อาวุโสสี่ และออกจากห้องรับแขก

เพื่อไม่ให้เด็กรบกวนหลู่ฉางเซิงวาดยันต์

การวาดยันต์ขั้นกลาง หลู่ฉางเซิงไม่กลัวว่าเด็กจะส่งเสียงดังรบกวน

ถึงจะอุ้มลูกด้วยมือข้างหนึ่ง และวาดยันต์ด้วยมืออีกข้างหนึ่ง เขาก็ทำได้อย่างง่ายดาย

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาคงทำแบบนั้นไม่ได้

หลังจากที่หลู่เมี่ยวอวิ๋นอุ้มลูกออกไปแล้ว หลู่ฉางเซิงก็เริ่มวาดยันต์อย่างช้าๆ ภายใต้สายตาของผู้อาวุโสสี่

เขากำลังวาดยันต์ขั้นกลาง ยันต์มุดดิน

มันเป็นยันต์ที่ผู้อาวุโสสี่เคยสอนเขา

ไม่นาน หลู่ฉางเซิงก็วาดยันต์มุดดินสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ

"ฉางเซิง ยันต์มุดดินของเจ้าเชี่ยวชาญขนาดนี้แล้ว?"

ผู้อาวุโสสี่เห็นหลู่ฉางเซิงวาดยันต์มุดดินอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าของนางก็มีแววดีใจ

สี่เดือนกว่าก่อน นางเพิ่งสอนหลู่ฉางเซิงวาดยันต์มุดดิน

แต่ตอนนี้ หลู่ฉางเซิงไม่เพียงแต่วาดยันต์มุดดินสำเร็จ เขายังวาดได้อย่างคล่องแคล่ว อัตราความสำเร็จเจ็ดถึงแปดส่วน

นี่ทำให้นางประหลาดใจและดีใจมาก

นางรู้ทันทีว่าหลู่ฉางเซิงไม่ได้ละเลยการสร้างยันต์ที่ย่านการค้าเก้ามังกร

"นี่เป็นเพราะคำแนะนำของท่านย่า"

หลู่ฉางเซินยิ้มอย่างเขินอาย และพูดต่อ "ท่านย่า ข้าไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญยันต์มุดดินแล้ว ช่วงนี้ข้ายังฝึกฝนยันต์น้ำแข็งจนสำเร็จขั้นแรก แต่ข้ายังไม่เชี่ยวชาญ อยากให้ท่านย่าชี้แนะ"

ในเมื่อพอเดาจุดประสงค์ที่ผู้อาวุโสสี่มาที่นี่ได้ เขาก็ต้องแสดงละครให้ดีๆ

ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า การที่เขาแต่งอนุภรรยาและซื้อสาวใช้มากมาย มันไม่ใช่เรื่องดี

ตระกูลหลู่คงไม่พอใจ

เพราะฉะนั้น เขาจึงคิดข้ออ้างไว้แล้ว

"อะไรนะ? เจ้าฝึกฝนยันต์น้ำแข็งจนสำเร็จขั้นแรกแล้ว!?"

ผู้อาวุโสสี่ได้ยิน นางก็ตกใจมาก

ดวงตาของนางเบิกกว้าง มองหลู่ฉางเซิงอย่างตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อ

สายตาของนาง เหมือนกับตอนที่ต้วนเหยียนชิงรู้ว่าต้วนอี้ป็นบุตรชายของเขา และเหม่อมองต้วนอี้ (จากเรื่องแปดเทพอสูรมังกรฟ้านะคะ)

"ขอรับ ท่านย่า แค่ข้ายังไม่เชี่ยวชาญ"

หลู่ฉางเซิงเห็นสีหน้าของผู้อาวุโสสี่ เขาก็พูดอย่างใจเย็น

คิดในใจว่าเขาแสดงละครเกินไปหรือเปล่านะ?

"ตกลง เจ้าลองวาดยันต์น้ำแข็งให้ข้าดู"

ผู้อาวุโสสี่สูดหายใจเข้าลึกๆ และพูด

ยันต์น้ำแข็งมีความยากพอๆ กับยันต์มุดดิน มันเป็นยันต์ขั้นกลางเช่นกัน

แต่ยันต์น้ำแข็ง นางยังไม่ได้สอนหลู่ฉางเซิง

สี่เดือนก่อน นางเพิ่งสอนหลู่ฉางเซิงวาดยันต์มุดดินอย่างเดียว

หลังสี่เดือน หลู่ฉางเซิงกลับสามารถวาดยันต์มุดดินได้อย่างคล่องแคล่ว มันก็น่าทึ่งมากแล้ว

แต่ตอนนี้หลู่ฉางเซิงบอกนางว่า ไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญยันต์มุดดิน เขายังฝึกฝนยันต์น้ำแข็งจนสำเร็จขั้นแรกด้วยตัวเอง

นี่ทำให้นางตกใจมาก

จากนั้น ภายใต้สายตาของผู้อาวุโสสี่ หลู่ฉางเซิงก็เริ่มวาดยันต์น้ำแข็งอย่างตะกุกตะกัก

ตามบท ครั้งแรกต้องล้มเหลว

"ตอนที่เจ้าวาดยันต์ ปราณวิญญาณของเจ้าไม่ค่อยคล่องแคล่ว ทำให้ปราณวิญญาณกระจัดกระจาย"

ผู้อาวุโสสี่เห็นแบบนั้น นางก็พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน และชี้ข้อบกพร่อง

"ขอรับ ท่านย่า"

หลู่ฉางเซิงพยักหน้า และเริ่มวาดยันต์อีกครั้ง

แต่ก็ยังล้มเหลว

ผู้อาวุโสสี่ชี้ข้อบกพร่องอีกครั้ง

แต่นางมองหลู่ฉางเซิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

นางเห็นได้ชัดว่าหลู่ฉางเซิงค่อนข้างเชี่ยวชาญยันต์น้ำแข็ง

ตอนนี้ หลู่ฉางเซิงหยิบสุราร้อยดอกไม้ออกมาดื่มหนึ่งจิบ และเริ่มวาดยันต์ครั้งที่สาม

ในที่สุด ภายใต้สายตาของผู้อาวุโสสี่ หลู่ฉางเซิงก็วาดยันต์น้ำแข็งสำเร็จ

"ถึงจะยังไม่เชี่ยวชาญ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายันต์น้ำแข็งของเจ้าสำเร็จขั้นแรกแล้วจริงๆ"

ผู้อาวุโสสี่มองยันต์น้ำแข็ง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความดีใจ แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อ

ถ้าไม่เห็นกับตา นางคงไม่เชื่อว่าหลู่ฉางเซิงใช้เวลาแค่สี่เดือนกว่า ก็เชี่ยวชาญยันต์มุดดิน

พร้อมกันนั้น เขายังฝึกฝนยันต์น้ำแข็งจนสำเร็จขั้นแรกด้วยตัวเอง

พรสวรรค์ด้านการสร้างยันต์แบบนี้ มันช่าง...

มันเหนือกว่าพรสวรรค์ด้านการสร้างยันต์ที่เขาเคยแสดงออกมา

"ฉางเซิง เจ้าทำได้อย่างไร?"

"ข้าได้ยินท่านปู่รองบอกว่า ช่วงนี้เจ้าแต่งอนุภรรยาหลายคน และหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ที่ย่านการค้าเก้ามังกร"

ผู้อาวุโสสี่พูด และไม่รู้จะพูดอะไรอีก

เดิมทีนางคิดว่าจะใช้การตรวจสอบทักษะการสร้างยันต์เป็นข้ออ้าง และเตือนหลู่ฉางเซิง

แต่นางไม่คิดว่าทักษะการสร้างยันต์ของหลู่ฉางเซิงจะไม่ได้ลดลง

แถมยังดีกว่าเมื่อก่อนมากด้วยซ้ำ!

เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกงุนงง

นางยังสงสัยว่าพี่รองหลอกลวงนางหรือไม่?

ไม่อย่างนั้น คนที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องทางเพศ จะมีเวลาฝึกฝนการสร้างยันต์ได้อย่างไร?

หลู่ฉางเซิงได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสสี่ เขาก็รู้ว่าท่านปู่รองบอกเรื่องนี้ให้ผู้อาวุโสสี่ฟังแล้ว

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง และไม่ได้พูดอะไร

"ไม่เป็นไร แค่เจ้าไม่ได้ละเลยการบำเพ็ญเพียรและการสร้างยันต์ก็พอ"

เห็นหลู่ฉางเซิงเงียบ ผู้อาวุโสสี่ก็ไม่ได้ถามต่อ

เพราะหลู่ฉางเซิงแสดงความสามารถด้านการสร้างยันต์ออกมาได้ดีขนาดนี้ นางจะพูดอะไรได้อีกล่ะ ใช่ไหม?

หลู่ฉางเซิงได้ยิน เขาก็กัดฟัน และพูดว่า "ข้าขอไม่ปิดบังท่านย่า แต่ท่านย่าอาจจะไม่เชื่อ"

"ข้าพบว่าหลังจากมีสัมพันธ์สวาทแล้ว ข้าจะวาดยันต์ได้คล่องแคล่วมากขึ้น"

"ยิ่งความรู้ด้านการสร้างยันต์ที่ข้าไม่เข้าใจ พอมีสัมพันธ์สวาทบ่อยๆ ข้าก็จะเข้าใจมากขึ้น และวาดยันต์ได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งขึ้น"

หลู่ฉางเซิงพูด

นี่คือข้ออ้างที่หลู่ฉางเซิงคิดขึ้นมา

เพื่ออธิบายว่าทำไมเขามีพรสวรรค์ด้านการสร้างยันต์ และทำไมเขาถึงแต่งภรรยากับมีลูกมากมาย

ถึงข้ออ้างนี้จะฟังดูแปลกๆ

แต่ในโลกบำเพ็ญเพียร มันก็ไม่ได้แปลกขนาดนั้น

มีเหตุผลหนึ่งที่สามารถอธิบายคำพูดของหลู่ฉางเซิงได้

ร่างกายพิเศษ!

ในโลกบำเพ็ญเพียร มีร่างกายพิเศษมากมายหลายแบบ

เช่น 'ร่างกายห้าธาตุ' ที่สามารถเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญเพียร

'ร่างกายสาวพรหมจรรย์' ที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรคู่

'ร่างกายพิษ' ของผู้ฝึกตนเซียนสายพิษ 'กระดูกกระบี่' ของผู้ฝึกตนเซียนสายกระบี่ และอื่นๆ

ในบรรดาร่างกายพิเศษเหล่านี้ ย่อมมีร่างกายพิเศษที่เหมาะกับการสร้างยันต์

ทำให้ผู้คนมีพรสวรรค์ด้านการสร้างยันต์ และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

ส่วนร่างกายพิเศษที่สามารถเพิ่มทักษะการสร้างยันต์ด้วยการมีสัมพันธ์สวาท หลู่ฉางเซิงก็ไม่รู้ว่ามีหรือไม่?

แต่โลกใบนี้กว้างใหญ่มาก ใครจะไปรู้ล่ะ ถูกต้องไหม?

ยิ่งร่างกายพิเศษมีแบบที่แสดงออกมาให้เห็น และแบบที่ซ่อนเร้นอยู่

ตระกูลหลู่เป็นแค่ตระกูลผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน พวกเขาย่อมไม่รู้จักร่างกายพิเศษมากนัก

นี่คือเหตุผลที่หลู่ฉางเซิงกล้าพูดแบบนี้ และบอกว่าเขามีร่างกายพิเศษ

ส่วนเรื่องที่ข้ออ้างนี้จะทำให้เขามีปัญหาหรือไม่ หลู่ฉางเซิงก็ไม่ได้กังวล

เพราะสถานการณ์ของเขามันก็ไม่ได้แปลกขนาดนั้น

แค่มีพรสวรรค์ด้านการสร้างยันต์มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย

ตระกูลหลู่คงไม่ทำอะไรเขาเพราะเรื่องนี้หรอก ถูกต้องไหม?

บางทีเพราะเรื่องนี้ ตระกูลหลู่อาจจะมองว่าเขามีศักยภาพมากขึ้น และผูกมัดเขากับตระกูลหลู่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นก็เป็นได้

จบบทที่ บทที่ 88 ข้าไม่ปิดบังอีกต่อไป จริงๆ แล้วข้ามีร่างกายพิเศษ!

คัดลอกลิงก์แล้ว