- หน้าแรก
- จะบ่มเพาะไปทำไม? ในเมื่อแค่มีลูกหลานก็เป็นเซียนได้!
- บทที่ 9 วิถียุทธ์และวิถีเซียน!
บทที่ 9 วิถียุทธ์และวิถีเซียน!
บทที่ 9 วิถียุทธ์และวิถีเซียน!
บทที่ 9 วิถียุทธ์และวิถีเซียน!
ฤดูกาลหมุนเวียน ผ่านไปไวเหมือนโกหก หลู่ฉางเซิงมาอยู่ที่เขาชิงจู๋ปีกว่าแล้ว
หนึ่งปีมานี้ เขาไม่เคยออกจากคฤหาสน์ชิงจู๋เลยสักครั้ง ชีวิตช่างแสนน่าเบื่อจริงๆ
แต่เพราะทุกวันได้ฝึกวิชา สร้างยันต์ และอยู่เป็นเพื่อนภรรยา ชีวิตก็ถือว่าไม่เลวร้าย
ส่วนเรื่องปั้มลูก ตอนนี้ก็ช้าลงบ้าง
หลานซู่ หลู่จื่อเอ๋อร์ และหลู่ชิงเอ๋อร์ เพิ่งคลอดลูก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกาย
ส่วนสาวใช้สองคนที่ได้เป็นอนุภรรยา พวกนางก็กำลังตั้งครรภ์ ใกล้คลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สาวใช้สองคนที่ลุงฝูส่งมาทีหลัง หลายเดือนมานี้ หลู่ฉางเซินมัวแต่ยุ่งกับการสร้างยันต์ พลังใจมีไม่มากพอ จึงยังไม่ได้ทำให้พวกนางตั้งครรภ์
เพราะเขามีแค่ขอบเขตหลอมปราณขั้นหนึ่ง เป็นแค่ลูกเจี๊ยบเท่านั้น
ร่างกายและพลังใจมีจำกัด
ยิ่งไปกว่านั้น หลู่ฉางเซินไม่ได้มองภรรยาเป็นแค่เครื่องมือปั้มลูก
ปกติเขาก็จะใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับพวกนาง ดูแลความสัมพันธ์ให้ราบรื่น
ตระกูลหลู่มองเขาเป็นพ่อพันธุ์ แต่เขาจะไม่มองตัวเองเป็นแค่เครื่องมือหว่านเมล็ดพันธุ์
ภรรยาของเขาทุกคน นิสัยไม่เลวร้าย
เหมือนที่ลุงฝูเคยบอกไว้ พวกนางคือคุณหนูตระกูลบัณฑิตในโลกมนุษย์ มีความรู้ มีมารยาท สง่างาม ไม่เรื่องมาก ไม่งี่เง่า
ในสายตาของหลู่ฉางเซินที่เป็นคนทะลุมิติ พวกนางช่างใสซื่อและหลอกลวงง่ายจริงๆ
เพราะภรรยาทั้งหมดเป็นคนตระกูลหลู่ และพวกนางก็เข้ากันได้ดี ทำให้ครอบครัวของเขาสงบสุขมาก
วันนี้หลังจากฝึกวิชาเสร็จ เขาวาดยันต์สองแผ่นที่ห้องหนังสือ เห็นว่าอากาศข้างนอกดี หลู่ฉางเซินจึงอุ้มบุตรสาววัยสองเดือนออกมาตากแดดที่สวน
เขาชิงจู๋ อากาศก็เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล มีทั้งฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว
ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดอ่อนๆ สบายตัว เหมาะกับการตากแดดจริงๆ
ตากแดดได้ครึ่งชั่วยาม หลู่ฉางเซินได้ยินเสียงดังมาจากสวนข้างๆ เขาจึงอุ้มลูกไปเยี่ยมหลี่เฟยอวี่ที่บ้าน
หลี่เฟยอวี่กำลังฝึกวิทยายุทธ์ในสวนเล็กๆ ท่วงท่าสง่างาม
ไม่เกินจริงเลย ถ้าหากเขาต่อยหลู่ฉางเซิน คงต่อยแค่หมัดเดียว แล้วหลู่ฉางเซินคงตัวแตกตาย!
ถึงเขาจะฝึกวิถีาเซียน แต่วิถียุทธ์เขาก็ไม่ได้ทิ้ง
เห็นหลู่ฉางเซินมา หลี่เฟยอวี่ก็ไม่ได้ฝึกต่อ เขาหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อ และพูดขึ้น
"ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้ามัวแต่ฝึกการสร้างยันต์ ทำไมวันนี้ถึงมีเวลาว่างมาหาข้าล่ะ?"
"แค่ยุ่งๆ ไปงั้นแหละ"
หลู่ฉางเซินยิ้ม
เพราะเขากับหลี่เฟยอวี่สนิทกัน แถมยังอยู่บ้านติดกัน ภรรยาของเขาก็มักจะไปคุยกับภรรยาของหลี่เฟยอวี่
เพราะฉะนั้น หลี่เฟยอวี่รู้ว่าเขากำลังฝึกการสร้างยันต์ มันก็ไม่แปลก
"ฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินมาว่าการสร้างยันต์มันเปลืองเงินมาก"
หลี่เฟยอวี่นั่งลงที่โต๊ะหินในสวน หยิบกาน้ำชาขึ้นมา รินชาที่ชงไว้แล้ว
"ก็งั้นๆ พอมีหวัง"
"ข้าไม่ได้หวังอะไรมาก แค่มีวิชาชีพติดตัว เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้ก็พอ"
หลู่ฉางเซินนั่งลง และพูดขึ้น
ถึงเขากับหลี่เฟยอวี่จะสนิทกัน แต่เรื่องส่วนตัว เขาย่อมไม่บอกกล่าว คำพูดที่ใช้กับคนอื่นก็เหมือนเดิม
"ก็ดี ถ้ามีวิชาชีพติดตัว วันข้างหน้าเจ้าไปไหน เจ้าก็อยู่รอดได้"
หลี่เฟยอวี่ยิ้ม และรินชาให้หลู่ฉางเซินอีกถ้วย
"แล้วเจ้าล่ะ มีแผนอะไรบ้าง?"
"ตระกูลหลู่คงไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ใช่ไหม?"
หลู่ฉางเซินรับชา จิบเบาๆ
ในบรรดาต้นกล้าเซียนสิบสองคนที่มากับเขา ตอนนี้มีแค่หลี่เฟยอวี่ที่ยังไม่มีลูก
แถมหลู่ฉางเซินก็ได้ยินมาว่า ภรรยาของเขายังบริสุทธิ์อยู่
"เคล็ดวิชาจิตสุริยันที่ข้าฝึกฝน ก่อนปฐมกำเนิดห้ามมีอะไรกับสตรี ข้าได้อธิบายให้ลุงฝูฟังแล้ว เพราะฉะนั้น ตระกูลหลู่จึงยังไม่บังคับข้า"
หลี่เฟยอวี่พูดเช่นนี้
เขามีรากจิตวิญญาณระดับเจ็ด ตระกูลหลู่จึงค่อนข้างใจกว้างกับเขา ตอนนี้ยังไม่บังคับ
"แล้วหลังจากทะลวงไปยังปฐมกำเนิดล่ะ?"
หลู่ฉางเซินถาม
หลี่เฟยอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง พูดว่า "ในเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว และได้ใช้ทรัพยากรของตระกูลหลู่ ข้าย่อมทำตามสัญญา"
"อีกไม่เกินหนึ่งปี ข้าก็จะทะลวงไปยังปฐมกำเนิด ถึงตอนนั้นก็จะสามารถเก็บกักแก่นแท้หยางได้แล้ว มันจะไม่รั่วไหล แค่ใช้ในการมีบุตร"
หลี่เฟยอวี่พูดเช่นนี้
สุดยอด!
ได้ยินแบบนี้ หลู่ฉางเซินก็อดชื่นชมไม่ได้
วิทยายุทธ์มีประโยชน์แบบนี้ด้วย?
ข้าจะลองฝึกดูดีไหม?
เพราะตอนนี้เขามีภรรยาหลายคน ต้องดูแลไม่น้อย
การบำเพ็ญเพียรขอบเขตหลอมปราณ ตอนนี้ยังไม่ได้เพิ่มพลังให้ร่างกายมากนัก
เขามองหลี่เฟยอวี่ ถามด้วยความสนใจว่า "เฟยอวี่ ถ้าเจ้าทะลวงไปยังปฐมกำเนิดแล้ว พลังจะเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนเซียนได้ไหม?"
ก่อนหน้านี้ ตอนที่มาเขาชิงจู๋ เจอใบมีดวายุของผู้ฝึกตนตระกูลเฉิน หลี่เฟยอวี่สามารถผลักเขาหลบได้อย่างรวดเร็ว
แสดงว่ายอดฝีมือวิทยายุทธ์ น่าจะพอสู้กับผู้ฝึกตนเซียนได้
แต่จะสู้ได้แค่ไหน หลู่ฉางเซินก็ไม่รู้
เพราะเขาไม่เคยเห็นพลังของยอดฝีมือวิทยายุทธ์
ผู้ฝึกตนเซียน เขาก็เห็นแค่ครั้งเดียว
"ทะลวงไปยังปฐมกำเนิด ปราณเสียนเทียนจะกระจายไปทั่วร่าง พลังน่าจะพอๆ กับปราณวิญญาณของขอบเขตหลอมปราณขั้นสาม"
"เพราะฉะนั้น ถ้าจะสู้กัน ก็ต้องดูว่าเข้าประชิดตัวได้หรือไม่"
"แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมปราณขั้นสาม พวกเขาสามารถควบคุมสิ่งของได้ ยอดฝีมือวิทยายุทธ์ยากที่จะเข้าประชิดตัว"
หลี่เฟยอวี่พูดไป ยิ้มแห้งๆ
ยอดฝีมือวิทยายุทธ์ปฐมกำเนิด ในยุทธภพถือว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว
เขาฝึกวิทยายุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ฝึกฝนอย่างหนักสิบกว่าปี ก็เป็นได้แค่ยอดฝีมือ
และเพราะมาอยู่ตระกูลหลู่ปีกว่า กินข้าวจิตวิญญาณทุกวัน มีปราณวิญญาณบำรุง วิทยายุทธ์ของเขาถึงได้พัฒนาเร็วขนาดนี้ และใกล้จะทะลวงไปยังปฐมกำเนิด
แต่ผู้ฝึกตนเซียน ถึงเพียงแค่ขอบเขตหลอมปราณขั้นสาม ก็เทียบเท่ากับยอดฝีมือปฐมกำเนิดไปแล้ว
สองฝ่ายเทียบกันไม่ได้จริงๆ
ที่เขาไม่ยอมทิ้งวิทยายุทธ์ และยังใช้เวลาฝึกฝนอยู่ มันก็เพราะฝึกฝนมาถึงขั้นนี้แล้ว ในใจเขายังมีความตั้งมั่นในจิตใจอยู่บ้าง
หลู่ฉางเซินพยักหน้า เข้าใจแล้ว
ยอดฝีมือปฐมกำเนิดกับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมปราณขั้นสาม ก็เหมือนนักรบกับจอมเวทย์
ถ้านักรบเข้าประชิดตัวได้ ก็มีโอกาสชนะ แต่ถ้าเข้าประชิดตัวไม่ได้ ก็เหมือนโดนว่าวตาย
แต่คิดๆ ดูแล้ว ยอดฝีมือวิทยายุทธ์ปฐมกำเนิดยากที่จะเข้าประชิดตัวผู้ฝึกตนเซียนจริงๆ
เพราะผู้ฝึกตนเซียนมีอาวุธวิเศษ ถ้ามีชุดคลุมวิเศษหรือยันต์ ยอดฝีมือวิทยายุทธ์จะสู้ได้อย่างไร ใช่ไหม?
"หลังจากปฐมกำเนิด ยังมีระดับที่สูงกว่านี้อีกไหม?"
หลู่ฉางเซินมองบุตรสาวในอ้อมแขน และถามต่อ
เขาทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ ถ้าลูกของเขาไม่มีรากจิตวิญญาณ เขาก็สามารถส่งไปฝึกวิทยายุทธ์ได้
เพราะบิดามารดามีรากจิตวิญญาณฝ่ายเดียว โอกาสที่ลูกจะมีรากจิตวิญญาณน้อยมาก
แค่หนึ่งถึงสองในร้อยส่วนเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่ตระกูลหลู่ให้มีลูกห้าสิบคน
โลกนี้อันตราย ลูกๆ ของเขาคงไม่สามารถอยู่ในเขาชิงจู๋ได้ตลอดไป
ถ้าฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง ในอนาคตออกไปข้างนอก ก็ยังพอป้องกันตัวเองได้
ยิ่งไปกว่านั้น
เพราะความสามารถที่สองของระบบ ทำให้หลู่ฉางเซินรู้สึกว่า ลูกสามคนของเขาน่าจะไม่มีรากจิตวิญญาณ
ระบบลูกดกเพิ่มโชคลาภ จะถ่ายทอดพรสวรรค์และพลังของลูกๆ มาที่เขา
รากจิตวิญญาณของเด็กๆ ต้องรอห้าถึงหกขวบถึงจะปรากฏและตรวจสอบได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า ก่อนหน้านั้นพวกเขาจะไม่มีรากจิตวิญญาณ
แต่ลูกสามคนเกิดมาแล้ว หลู่ฉางเซินไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของรากจิตวิญญาณตัวเองเลย
เพราะฉะนั้น เขาจึงคาดเดาแบบนี้
แน่นอน สถานการณ์จริง ต้องรอลูกๆ โตถึงจะตรวจสอบได้ หลู่ฉางเซินแค่คาดเดา เขาไม่แน่ใจ
"เหนือปฐมกำเนิด มีปรมาจารย์ปฐมกำเนิด และบรรพจารย์ปฐมกำเนิด"
"แต่ถึงจะเป็นบรรพจารย์ปฐมกำเนิด ก็แค่พอสู้กับผู้ฝึกตนเซียนขอบเขตหลอมปราณขั้นห้าหรือหกได้เท่านั้น"
"ข้าได้ยินมาว่า ในยุทธภพมีบรรพจารย์ปฐมกำเนิดอยู่ไม่กี่คน เพราะฉะนั้น สองฝ่ายเทียบกันไม่ติด"
หลี่เฟยอวี่ส่ายหน้า
หลู่ฉางเซินพยักหน้า เขาพอเข้าใจวิทยายุทธ์แล้ว
ถึงจะฝึกฝนจนถึงขีดสุด ก็แค่พอๆ กับขอบเขตหลอมปราณขั้นกลาง
นึกถึงพรสวรรค์และพลังของลูกๆ ที่จะถ่ายทอดมาที่เขา
หลู่ฉางเซินก็นึกขึ้นได้ ถ้าลูกๆ ของเขาหลายสิบหรือหลายร้อยคน บำเพ็ญเพียรไปถึงบรรพจารย์ปฐมกำเนิด ด้วยพลังที่ถ่ายทอดมาที่เขา เขาจะเทียบเท่ากับขอบเขตหลอมปราณขั้นสูง หรือแม้แต่ขอบเขตสร้างรากฐานได้ไหม?
พอคิดแบบนี้ หลู่ฉางเซินก็รู้สึกว่า ต่อไปลูกๆ ของเขา ถ้ามีรากจิตวิญญาณก็ให้บำเพ็ญเพียร ถ้าไม่มีรากจิตวิญญาณก็ให้ฝึกวิทยายุทธ์
ส่วนตัวเขาเองจะฝึกวิทยายุทธ์ไหม? ไม่มีทาง! หลู่ฉางเซินแค่คิดเล่นๆ ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ
ตอนนี้การฝึกวิชาและการสร้างยันต์ รวมทั้งภรรยา ก็ใช้เวลาเขาไปเกือบหมดแล้ว
ไม่มีเวลาและพลังใจไปฝึกวิทยายุทธ์อีก
......
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีกเดือนกว่าก็ผ่านไป
ลูกคนที่สี่ของหลู่ฉางเซิงก็เกิดแล้ว
เป็นลูกของอนุภรรยาคนที่สี่ และเป็นบุตรสาว
หลู่ฉางเซินตั้งชื่อว่า หลู่ซีเล่อ
เป็นชื่อที่เขาคิดไว้ตั้งแต่แรก
ตอนนี้เอง หลู่ฉางเซินก็พบปัญหาอย่างหนึ่ง
ถ้าเขาปั้มลูกแบบนี้ไปเรื่อยๆ การตั้งชื่อลูกก็คงเป็นเรื่องปวดหัว
เขาคิดว่าจะตั้งชื่อลำดับรุ่น แบบนี้การตั้งชื่อก็จะง่ายขึ้น
ส่วนอนุภรรยาอีกคน อีกสองเดือนก็จะคลอดแล้ว
ที่น่าพูดถึงคือ จากการตรวจสอบ อนุภรรยาคนนี้ตั้งครรภ์ลูกแฝด!