- หน้าแรก
- อัปสเตตัสในฝัน ดันให้สุดจนไร้เทียมทาน
- บทที่ 25 ภาพวาด
บทที่ 25 ภาพวาด
บทที่ 25 ภาพวาด
ความคืบหน้า +1
ซานโซ่ว: เชี่ยวชาญ (39%)
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เฉินเฟิงที่เหงื่อท่วมตัวจึงหยุดการฝึกซ้อม
หยาดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามใบหน้าและปลายคาง เสื้อยืดแขนสั้นสีดำเปียกชุ่มแนบไปกับผิวหนัง
"เก็บทรายก่อเจดีย์ สายน้ำรวมเป็นมหาสมุทร"
เขาพึมพำกับตัวเอง แววตาเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย
แม้พรสวรรค์ของเขาจะไม่ได้โดดเด่นเหนือใคร แต่ตราบใดที่หมั่นเพียรพยายาม เขาก็ยังพัฒนาขึ้นได้
อาจดูไม่มากมายอะไร แต่เมื่อสะสมไปนานวันเข้า มันก็จะช่วยประหยัดแต้ม 'ทำลายขีดจำกัด' ให้เขาได้บ้าง
จากนั้นเขาจึงถือโอกาสพักเหนื่อยและปรับลมหายใจ
เขาเดินไปข้างสนาม หยิบกระบอกน้ำสีเทาขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
อึก! อึก!
ความสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดค่อยๆ ถูกชะล้างออกไป
"จุ๊ๆ ฝึกเสร็จแล้วเหรอ?"
หลินฮ่าวที่อยู่ข้างๆ เพิ่งออกกำลังกายแบบบอดี้เวทเสร็จพอดี เขาวางเคตเทิลเบลขนาดหนักยี่สิบกิโลกรัมลงอย่างเบามือ
"นายไม่เห็นสายตาของโค้ชลู่เมื่อกี้เหรอ มันวาววับยังกับหลอดไฟเลยนะ"
"ฉันพนันได้เลยว่า ตอนนี้ไอ้หนูอย่างนายต้องเป็นลูกรักเบอร์หนึ่งที่เขาจับตามองแน่"
หลินฮ่าวพูดแกมหยอกล้อด้วยความอิจฉาเล็กน้อย เฉินเฟิงฟังพลางเหลือบมองโค้ชลู่ที่กำลังจัดท่าทางให้นักเรียนคนอื่นอยู่
เขาไม่ได้ปฏิเสธ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าโค้ชลู่ให้ความสำคัญกับเขามากแค่ไหน
ทว่า...
"แค่นี้ยังไม่พอ"
"ศิษย์สายตรงต่างหากคือสิ่งที่ฉันต้องการ"
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านสมอง ก่อนที่เขาจะกลับเข้าสู่สมาธิในการฝึกหมัดอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
"ไอ้ปีศาจ มันไม่รู้จักเหนื่อยบ้างหรือไงนะ?"
ใบหน้าของหลินฮ่าวเต็มไปด้วยความอิจฉา โดยไม่รู้เลยว่า 'ค่าร่างกาย' ของเฉินเฟิงในตอนนี้เทียบไม่ได้กับเมื่อก่อนอีกแล้ว
เวลาล่วงเลยไป ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา คลาสเรียนก็จบลง
เฉินเฟิงรีบไปอาบน้ำ และหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็นึกครึ้มอกครึ้มใจเดินขึ้นไปที่ชั้นสองเป็นกรณีพิเศษ
ปัง!!
หมัดถูกส่งออกไป เสียงกระแทกทึบๆ ดังสะท้อน
ตัวเลขที่น่าตกใจปรากฏขึ้นบนหน้าจอเครื่องวัดพลังหมัด
100 กิโลกรัม!
ระดับพละกำลังของมือสมัครเล่นขั้นห้า
"เป็นอย่างที่คิด พลังหมัดของฉันแตะหลักร้อยกิโลกรัมแล้วจริงๆ"
เฉินเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
พรสวรรค์ 'การรับรู้' ของเขาช่วยให้ประเมินความแข็งแกร่งได้เพียงคร่าวๆ บอกได้แค่ช่วงกว้างๆ แต่ไม่แม่นยำเป๊ะๆ
นั่นคือเหตุผลที่เขาต้องมาทดสอบด้วยเครื่องมือ
จากนั้นเขากวาดตามองพื้นที่โล่งๆ ที่มีนักเรียนอยู่เพียงไม่กี่คน ก่อนจะหันหลังเดินออกจากโรงฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างรวดเร็ว
แว่วเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดังไล่หลังมาแผ่วเบา
"ติ๊งหน่อง!"
"ยินดีต้อนรับค่ะ"
เมื่อเดินเข้ามาในซูเปอร์มาร์เก็ต เฉินเฟิงก็ได้ยินเสียงต้อนรับอัตโนมัติ
ด้วยความแปลกใจ ป้าเหอที่ยืนรอส่งกะอยู่ตรงเคาน์เตอร์แคชเชียร์จึงยิ้มและรีบอธิบาย "เพิ่งมาติดตั้งวันนี้เองจ้ะ"
"หลิวฟางบอกว่าเดี๋ยวนี้เขากำลังฮิตกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตอื่นเขาก็ทำแบบนี้ เราเลยต้องเอาอย่างบ้าง"
เฉินเฟิงพยักหน้ารับรู้
ไม่นานนัก การส่งมอบกะก็เรียบร้อย หลี่หงเสียมาถึงพร้อมลูกสาวพอดีเวลา
"เจ๊จาง ฉันสายอีกแล้ว ขอโทษทีนะ"
"โธ่ นี่มันมาก่อนเวลาตั้งนาทีหนึ่ง สายที่ไหนกัน"
ขณะที่พูดคุยกัน เฉินเฟิงก็เหลือบมองทั้งสองคน
หลี่หงเสียยังคงสวมชุดพนักงานส่งของสีเหลือง ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เห็นได้ชัดว่ารีบบึ่่งมาที่นี่
สวีเหยายืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ แม่ สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวกับกางเกงยีนส์
ตรงหัวเข่ากางเกงยีนส์สีซีดจางลงไปบ้างแล้ว เธอรีบยกมือไหว้ทักทายทุกคนโดยไม่ต้องให้บอก
"แหม สวีเหยานี่เด็กดีจริงๆ"
ป้าเหอยิ้มพลางลูบหัวเด็กสาวก่อนจะเดินออกไป พร้อมกับยัดกล่องลูกอมใส่มือเธอ
"ป้าเหอคะ นี่มัน..."
"โอ๊ย ป้าเอ็นดูสวีเหยาที่เป็นเด็กดี ก็แค่ลูกอมกล่องเดียวเอง"
"ขอบคุณค่ะ ป้าเหอ... สวีเหยา รีบขอบคุณคุณป้าเร็วลูก"
"ขอบคุณค่ะ คุณป้าเหอ"
"น่ารักจริงเชียว ป้าไปก่อนนะ พวกเธอตามสบายเลย"
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ป้าเหอขับรถเก๋งเฟยอิงสีดำคันเก่งของแกออกไป
เฉินเฟิงละสายตากลับมา ราวกับสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
เขาหันไปมองและสบเข้ากับสายตาของสวีเหยาที่กำลังมองเขาอยู่พอดี
ทันใดนั้น ดวงตาของอีกฝ่ายก็หลุกหลิกและหดคอหนี
เธอรีบหิ้วเป้เดินไปที่โซฟาหลังชั้นวางสินค้า ก้มหน้าก้มตาทำการบ้าน
"เด็กคนนี้..."
เฉินเฟิงรู้สึกงุนงงนิดหน่อย ไม่เข้าใจว่าหน้าตาเขาดูเหมือนจะจับใครกินหรือยังไง
คำตอบยังคงเป็นปริศนา เพราะไม่นานเขาก็เห็นหลิวฟางเดินเข้ามา
ข้างกายเธอคือชายวัยกลางคนลงพุงที่แต่งตัวดูดี และบอดี้การ์ดร่างสูงสวมสูทอีกสองคน
"เสี่ยวเฟิง มานี่สิ เดี๋ยวฉันจะแนะนำให้รู้จัก"
"นี่คือเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตของเรา ท่านผู้จัดการใหญ่จางกั๋วฮุย ท่านตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะเลยนะ"
หลังจากอธิบายและแนะนำตัวกันเสร็จ เมื่อเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของชายวัยกลางคนตรงหน้า เฉินเฟิงก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตชื่นชมวีรกรรมของเขาที่หยุดยั้งอันธพาลวันก่อนเป็นอย่างมาก
แต่เนื่องจากตอนนั้นเขาไม่ได้อยู่ในเมือง จึงให้หลิวฟางมอบเงินรางวัลและสิ่งของตอบแทนไปก่อน
วันนี้เขาบังเอิญกลับมาและผ่านมาทางนี้พอดี จึงแวะมาเยี่ยมเยียน
"พ่อหนุ่ม เธอเก่งมากนะเนี่ย ดูเป็นคนรักความยุติธรรมจริงๆ"
"ต้องขอบใจเธอมากที่ช่วยลดความเสียหายให้กับบริษัทของเรา"
ชายวัยกลางคนกล่าวชื่นชมให้กำลังใจสองสามประโยค เฉินเฟิงทำได้เพียงพยักหน้ารับ
จากนั้น อีกฝ่ายก็หันไปเห็นหลี่หงเสียและลูกสาว จึงเดินเข้าไปทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบพนักงานตามมารยาท
"ลำบากแย่เลยนะ ผมเห็นความทุ่มเทที่คุณมีให้หย่งเล่อฝูมาตลอด เดี๋ยวพอกลับไปผมจะตั้งกองทุนภายในเพื่อช่วยเหลือความเป็นอยู่ของพนักงาน"
"นี่ลูกสาวเหรอ? เรียบร้อยจังเลยนะ"
"หืม? แม่หนูนี่มีพรสวรรค์นะ วาดรูปสวยเชียว"
จู่ๆ บอสจางก็ทักขึ้น ทำเอาทั้งเฉินเฟิงและหลี่หงเสียชะงักไปเล็กน้อย
วาดรูป?
เมื่อหันไปมอง ก็เห็นสมุดการบ้านกางอยู่บนโต๊ะกลางโซฟา
ภาพในสมุดเปิดเผยให้เห็นฉากหลังที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขาวดำ โดยมีชายหนุ่มร่างกำยำกำลังสยบอันธพาลสองคนที่ใบหน้าเลือนรางด้วยมือเปล่า
"นี่มัน..."
เฉินเฟิงมองไปที่สวีเหยา เด็กสาวก้มหน้างุด ใบหน้าแดงระเรื่อ มือขยำชายเสื้อแน่น ยืนอยู่ข้างๆ หลี่หงเสียด้วยท่าทางประหม่าและกระวนกระวาย
ชั่วพริบตาเดียว เฉินเฟิงก็เข้าใจทุกอย่าง
มิน่าล่ะ เธอถึงไม่กล้าสบตาเขา ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง
เขาพูดยิ้มๆ ทั้งขำทั้งระอา แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยว่าเธอจินตนาการภาพเหตุการณ์นี้ออกมาได้อย่างไร
เพราะป้าจางแกเป็นคนชอบเม้าท์มอยอยู่แล้ว คงเอาเรื่องคืนนั้นไปเล่าให้พวกเธอฟังอย่างละเอียดแน่ๆ
"หลี่หงเสีย แม่หนูนี่มีพรสวรรค์นะ คุณต้องส่งเสริมแกให้ดี"
"ไม่แน่ว่าในอนาคต เมืองหนานเจียงของเราอาจจะมีจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นก็ได้"
จากนั้น ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น จางกั๋วฮุยนั่งคุยต่ออีกสักพักก่อนจะเดินจากไปอย่างสง่างามพร้อมบอดี้การ์ด
เฉินเฟิงเหลือบมองรถของเขา เป็นรถเก๋งคันยาวที่มีตราสัญลักษณ์ 'อินทรีเหิน' อยู่หน้ารถ
โรลส์-รอยซ์ แบรนด์รถหรูแห่งสหพันธรัฐแพลทินัม
"ผู้จัดการใหญ่จางมีธุรกิจหลายอย่าง นอกจากซูเปอร์มาร์เก็ตเครือหย่งเล่อฝูของเราแล้ว เขายังเป็นเจ้าของบริษัทอาหารอีกสองแห่งด้วยนะ"
"การที่ท่านมาเยี่ยมด้วยตัวเองครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติกับสาขาของเรามากเลย"
หลิวฟางพูดด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างๆ เฉินเฟิงกับหลี่หงเสียไม่ได้ออกความเห็นอะไร ได้แต่พยักหน้าตามน้ำไป
จากนั้น การทำงานตามปกติก็ดำเนินต่อไป หลิวฟางกลับไปแล้ว ทั้งสองคนกลับเข้าประจำที่
ลูกค้าเดินเข้าออกขวักไขว่ ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงจนกลายเป็นสีน้ำหมึก
เฉินเฟิงยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์แคชเชียร์ และในไม่ช้า เขาก็เห็นสวีเหยาก้มหน้าเดินตรงเข้ามาหา พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา