เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 426 ความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่

บทที่ 426 ความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่

บทที่ 426 ความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่


พวกเราหันมองหน้ากัน สีหน้าเคร่งเครียด

มิน่าล่ะทั้งหกคนถึงได้ดูเหมือนคนใกล้จะสติแตก การที่ต้องมาเจอเรื่องสยองขวัญแบบเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน ไม่ว่าใครก็คงรับไม่ไหว

“อมิตพุทธ! ดูท่าเรื่องราวจะซับซ้อนกว่าที่เราคิด โลกที่ผีสาวตนนี้สร้างขึ้นไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ” ปรมาจารย์จิ้งหยวนพนมมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงขรึม

วิญญาณชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านผิงซานถูกขังอยู่ในโลกที่วนเวียนซ้ำวันเดิม ต้องเผชิญกับความตายอันน่าสะพรึงกลัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผีสาวมีความแค้นฝังลึกอะไรกับพวกเขานักหนา ถึงได้ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจทำเรื่องโหดร้ายน่ากลัวขนาดนี้

ผมรู้สึกหนักอึ้งในใจ หันไปมองทั้งหกคนที่ดูอ่อนล้าเต็มที ผมเรียกชื่อนักศึกษาชายคนหนึ่งในกลุ่ม ถามเขาว่าเคยลองบอกความจริงกับคนในหมู่บ้านไหม เช่นเรื่องที่หมู่บ้านผิงซานรกร้างไปนานแล้ว หรือเรื่องที่คนในหมู่บ้านตายกันหมดแล้วอะไรพวกนั้น

ก่อนหน้านี้อวี๋หย่งเคยให้ผมดูข้อมูลและรูปถ่ายของทั้งหกคน ผมเลยพอจะจำหน้าพวกเขาได้บ้าง

“คุณรู้จักชื่อผมได้ยังไง?” นักศึกษาชายคนนั้นแปลกใจเล็กน้อย มองผมแล้วถามขึ้น

หลิวเฉิงบอกพวกเขาทั้งหกคนว่า เราสองคนมาเพื่อตามหาพวกเขา และตอนนี้ร่างกายของพวกเขาถูกพวกเราส่งกลับไปที่ตัวอำเภอแล้ว

วิญญาณพวกเขาหลุดออกจากร่าง พวกเราตามหาวิญญาณของทั้งหกคนมาตลอด นึกไม่ถึงว่าจะหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่วนเวียนแค่วันเดียวซึ่งผีสาวตนนี้สร้างขึ้น

“พวกนายนี่ไม่กลัวตายกันจริง ๆ ถึงได้กล้าวิ่งแจ้นมาที่หมู่บ้านผิงซาน หาเรื่องตายชัด ๆ!” หยางจิ้งเป็นคนพูดตรงอยู่แล้ว เล่นเอาทั้งหกคนหน้าเจื่อนลงไปกว่าเดิม

นักศึกษาชายที่ผมเรียกชื่อตอบกลับมาว่า พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านผิงซานจะน่ากลัวขนาดนี้ แค่อยากมาพิสูจน์ดูว่าในโลกนี้มีผีจริงหรือเปล่า ไม่คิดเลยว่าจะกลายเป็นแบบนี้

พูดไปพูดมา นักศึกษาหกคนทั้งชายและหญิงก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้

เห็นพวกผู้หญิงร้องไห้จนหน้าตาเปรอะเปื้อน หลิวเฉิงที่เดิมทีตั้งท่าจะดุซ้ำ ก็เลยได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

“เอาล่ะ ๆ หยุดร้องได้แล้ว ร้องไห้ไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้” หลิวเฉิงเอ่ยขึ้น “ในเมื่อเจอตัวพวกนายแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะช่วยพวกนายออกไปจากที่นี่เอง”

ได้ยินดังนั้น ทั้งหกคนก็ดีใจจนเนื้อเต้น ต่างพากันกล่าวขอบคุณพวกเรายกใหญ่

ผมโบกมือห้าม บอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งรีบขอบคุณเลย เพราะพวกเราเองก็ยังไม่รู้วิธีออกไปจากโลกที่ผีสาวสร้างขึ้นนี้เหมือนกัน

“ทำไมพวกเขาถึงจำได้ว่าเหตุการณ์มันซ้ำรอยเดิมทุกวัน แต่พวกชาวบ้านกลับจำอะไรไม่ได้เลยล่ะครับ?” ตอนนั้นเอง ฮุ่ยเจวี๋ยที่นั่งกินไข่ต้มอยู่ข้าง ๆ ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย

สวีจือต้งดื่มเหล้าอึกหนึ่ง แล้วตอบว่า “เพราะพวกชาวบ้านเป็นวิญญาณหยิน โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ พวกมันไม่รู้ตัวก็เรื่องปกติ แต่เจ้าพวกนี้ต่างออกไป”

จากนั้น เขาก็ชี้ไปที่ทั้งหกคนที่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่แล้วพูดต่อ “พวกนี้ไม่ใช่วิญญาณคนตาย แต่เป็นขวัญวิญญาณที่ถูกดึงออกจากร่าง โลกใบนี้จึงมีผลกระทบต่อพวกเขาจำกัด ไม่ได้มีผลรุนแรงเหมือนกับพวกชาวบ้าน”

พูดจบ เขาก็ถลึงตาใส่ฮุ่ยเจวี๋ย บ่นว่าฮุ่ยเจวี๋ยไม่รู้จักความ เอาแต่กินไข่ต้มคนเดียว ไม่รู้จักแบ่งให้พวกเรากินเติมพลังบ้าง

ฮุ่ยเจวี๋ยรีบกอดกระเป๋าใส่ไข่ต้มไว้แน่น จ้องมองสวีจือต้งอย่างหวาดระแวง แล้วขยับตัวถอยหลัง

“ฮุ่ยเจวี๋ย ทุกคนต้องเติมพลังกันทั้งนั้น แบ่งไข่ให้ทุกคนหน่อยเถอะ” ปรมาจารย์จิ้งหยวนเห็นดังนั้น จึงบอกให้ฮุ่ยเจวี๋ยแบ่งไข่ต้มให้พวกเราบ้าง

“นั่นสิ อาจารย์เอ็งยังบอกเลย รีบ ๆ เข้า” สวีจือต้งพูดอย่างไม่อาย ยื่นมือไปหาฮุ่ยเจวี๋ยเรียบร้อยแล้ว

ช่วยไม่ได้ ฮุ่ยเจวี๋ยได้แต่จำใจล้วงไข่ต้มออกมาอย่างเสียดาย แบ่งให้พวกเราคนละสองฟอง

พอเขาจะแบ่งให้วิญญาณทั้งหกคน สวีจือต้งก็ตะโกนห้ามไว้ “ไม่ต้องให้พวกมัน พวกมันเป็นวิญญาณ ไม่ได้ถูกดึงเข้ามาในโลกนี้ทั้งตัวเหมือนพวกเรา กินไม่ได้หรอก”

“ใช่ครับ พวกเราไม่หิว” ทั้งหกคนก็พยักหน้ารับทันที

ฮุ่ยเจวี๋ยทำท่าจะเก็บไข่ต้มสองฟองในมือกลับไป สวีจือต้งก็คว้าหมับแย่งไปหน้าตาเฉย “หึ ๆ พวกมันกินไม่ได้ งั้นข้ากินแทนเอง”

“นี่!” ฮุ่ยเจวี๋ยโกรธจนหน้าแดงก่ำ

สวีจือต้งกินอย่างมีความสุขสุด ๆ ไม่สนใจฮุ่ยเจวี๋ยที่กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเลยสักนิด

“หลงหยวน ให้ยันต์พิทักษ์วิญญาณพวกเขาคนละแผ่น วิญญาณออกจากร่างนาน ๆ จะยิ่งอ่อนแอลง บวกกับต้องมาเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจในโลกนี้อีก พวกเขาจะยิ่งทรุดเร็วขึ้น ต้องรักษาสภาพวิญญาณไว้ก่อน เดี๋ยวจะทนไม่ไหวเอา” ปู่ถือไข่ต้มในมือ พลางสั่งงานผม

ผมกำลังจะพยักหน้า แต่หยางจิ้งกลับบอกว่าไม่ต้อง เธอพกยันต์พิทักษ์วิญญาณที่เขียนเสร็จแล้วติดตัวมาด้วย

เห็นเพียงเธอหยิบยันต์พิทักษ์วิญญาณสีฟ้าออกมาหลายแผ่น แล้วซัดยันต์ใส่ทั้งหกคนคนละแผ่น

พอได้ยันต์พิทักษ์วิญญาณช่วย อารมณ์ของทั้งหกคนก็สงบลง ความเหนื่อยล้าบนใบหน้าก็จางหายไปไม่น้อย

ทั้งหกคนคลำยันต์พิทักษ์วิญญาณตรงจุดไป่ฮุ่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วกล่าวขอบคุณหยางจิ้ง

หยางจิ้งไม่พูดอะไร เดินเลี่ยงไปยืนอยู่ข้าง ๆ เล่นเอาทั้งหกคนทำตัวไม่ถูกไปเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรหรอก เธอเป็นคนตรง ๆ แบบนี้แหละ แต่ปากร้ายใจดี พวกนายอย่าไปถือสาเลย” ผมได้แต่บอกกับทั้งหกคนไปแบบนั้น

ตอนนั้นเอง หลิวเฉิงก็ขยับเข้ามากระซิบข้างหูผม ถามว่าทำไมหยางจิ้งถึงเขียนยันต์พิทักษ์วิญญาณเป็นด้วย

ผมบอกเขาว่าเรื่องยันต์เป็นงานถนัดของลัทธิเต๋าอยู่แล้ว หยางจิ้งเป็นคนของสำนักเทียนซือ ย่อมต้องเขียนและใช้ยันต์เป็นเรื่องธรรมดา

พอเข้าใจแล้ว หลิวเฉิงก็เริ่มปอกไข่ต้มกิน พอกินเสร็จจู่ ๆ เขาก็ถามปู่ว่าพวกเราจะเอายังไงต่อ

ปู่เงยหน้ามองท้องฟ้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยปาก “รอให้ถึงตอนกลางคืนก่อน ค่อยว่ากัน มีแต่ต้องเห็นกับตาว่าคืนที่หมู่บ้านผิงซานถูกฆ่าล้างหมู่บ้านมันเกิดอะไรขึ้น บางทีพวกเราอาจจะหาวิธีแก้ปัญหานี้เจอ”

พวกเราต่างพยักหน้า เตรียมใจรอรับมือกับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง

กินไข่ต้มเสร็จ ผมก็หาที่สะอาด ๆ นั่งขัดสมาธิหลับตาพักผ่อน

จู่ ๆ ผมก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่พวกเราถูกผีสาวดึงเข้ามาในโลกนี้ เสิ่นหนิงซวงลอยออกมาจากจี้หยก บอกให้พวกเราปล่อยให้เธอจัดการผีสาวเอง

ฝีมือของผีสาวตนนั้นเข้าใกล้ระดับราชาผี แต่ผมเชื่อว่าเธอคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสิ่นหนิงซวง ผมค่อนข้างมั่นใจในฝีมือของเสิ่นหนิงซวง เพียงแต่ในใจยังแปลกใจว่าทำไมครั้งนี้เสิ่นหนิงซวงถึงเสนอตัวช่วย แล้วออกไปจัดการผีสาวเอง

ไม่รู้ว่าปู่จะรู้สาเหตุไหม ผมเลยลุกขึ้นเดินไปหาปู่ ถามเสียงเบาว่า “ปู่ครับ เสิ่นหนิงซวงออกไปจากจี้หยกเพื่อจัดการผีสาวแล้ว ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”

ปู่บอกผมว่าเสิ่นหนิงซวงทำอะไรมักจะมีเหตุผลเสมอ การที่ลงมือครั้งนี้น่าจะมีสาเหตุบางอย่าง บอกให้ผมไม่ต้องเป็นห่วง

จากนั้น ผมก็ถามปู่ถึงความเป็นมาของเสิ่นหนิงซวง และทำไมเธอถึงยอมรับปากปู่ว่าจะมาคอยปกป้องผม

ปู่ไม่ได้ตอบผมตรง ๆ แต่บอกว่าเสิ่นหนิงซวงกับตระกูลหลี่ของเรามีความผูกพันกันลึกซึ้ง ไว้ว่าง ๆ ท่านค่อยเล่าให้ฟังอย่างละเอียด นี่เป็นความลับระหว่างตระกูลหลี่กับเสิ่นหนิงซวงที่มีมาหลายร้อยปี

ผมตกใจเงียบ ๆ นึกไม่ถึงว่าเสิ่นหนิงซวงจะมีความเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษตระกูลหลี่จริง ๆ มิน่าล่ะเธอถึงได้รู้วิชาลับของตระกูลหลี่ดีขนาดนี้

เงียบไปครู่หนึ่ง ผมถึงรวบรวมความกล้าบอกปู่ว่าหลังจากจบเรื่องนี้ ทางที่ดีให้ท่านกลับไปที่เจียงเป่ยสักครั้ง ไปหาพวกอาบ้าง

เรื่องที่ผมเป็นผู้ใช้อาคม พวกอารู้เรื่องแล้ว และมุมมองที่มีต่อผู้ใช้อาคมก็เปลี่ยนไปบ้างแล้ว ถ้าปู่ไปหาอา มีความเป็นไปได้สูงที่จะช่วยสลายปมในใจระหว่างพ่อลูกที่มีมาหลายปีลงได้

“ไว้ค่อยว่ากันเถอะ” ปู่ถอนหายใจ แล้วตอบกลับมา

ผมไม่ได้พูดอะไรมากความอีก กลับไปนั่งหลับตาพักผ่อนที่เดิม

ไม่นาน ความมืดก็เข้าปกคลุม

“ได้เวลาแล้ว ในหมู่บ้านกำลังจะเกิดเรื่องแล้ว” จู่ ๆ หนึ่งในหกคนนั้นก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าหวาดผวา

จบบทที่ บทที่ 426 ความสัมพันธ์กับตระกูลหลี่

คัดลอกลิงก์แล้ว