- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 416 เมฆดำอัปมงคล
บทที่ 416 เมฆดำอัปมงคล
บทที่ 416 เมฆดำอัปมงคล
สำหรับคำเยินยอของหลิวเฉิง ปู่ยิ้มน้อย ๆ พยักหน้าให้เขา “ปู่รู้จักเธอ ขอบใจมากนะที่ปกติคอยดูแลหลงหยวน”
หลิวเฉิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปลาบปลื้มจนทำตัวไม่ถูก นึกไม่ถึงว่าปู่จะบอกว่ารู้จักเขา ใบหน้าเขาเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เกาหัวแก้เขินแล้วพูดว่า “ไม่หรอกครับ ปู่หลี่เกรงใจกันเกินไปแล้ว”
ตอนนั้นเองตาแก่ซอมซ่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็เบ้ปาก เดินเข้ามาถามหลิวเฉิงว่ารู้ไหมว่าเขาเป็นใคร?
“ไม่รู้ครับ” หลิวเฉิงรีบส่ายหน้า
ตาแก่ซอมซ่อชี้ไปที่ปู่ผม แล้วพูดอย่างวางมาด “ข้าเป็นลูกพี่ของหลี่หยวนจง เมื่อกี้เอ็งชมมันซะดิบดี งั้นตอนนี้ก็ควรจะชมข้าบ้างไหม?”
“ลูกพี่ของปู่หลี่ จริงเหรอครับเนี่ย?” หลิวเฉิงไม่อยากจะเชื่อ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ผมเองก็มองปู่อย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าตาแก่ขี้เมาคนนี้มีที่มาที่ไปยังไง ตอนเขาบอกว่าเป็นลูกพี่ของปู่ ปู่กลับไม่โกรธเลยสักนิด
“ไอ้เด็กบ้า ข้าจะหลอกเอ็งทำไม ไม่เชื่อเอ็งก็ถามหลี่หยวนจงดูสิ” ตาแก่ซอมซ่อยกน้ำเต้าเหล้าขึ้นดื่มอีกอึก ทำหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยม
ปู่เพียงแต่ยิ้ม ๆ แล้วตอบว่า “เขาพูดถูก เมื่อหลายสิบปีก่อนเราสองคนพนันกัน ใครชนะได้เป็นพี่ แต่เขาเล่นตุกติกเลยชนะไป ปู่ขี้เกียจจะถือสา”
พอพูดแบบนี้ ตาแก่ซอมซ่อก็ของขึ้นทันที ด่าเปิง “แม่มเอ๊ย หลี่หยวนจง ของข้าไม่ได้เรียกว่าตุกติกโว้ย เขาเรียกกลยุทธ์เข้าใจไหม? ไม่รู้ล่ะ ยังไงแพ้ก็ต้องยอมรับ ข้าก็คือลูกพี่เอ็ง”
ปู่ไม่สนใจเขา ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
หลิวเฉิงเองก็รีบถอยกลับมา ไม่อยากจะเสวนากับตาแก่บ้าบอคนนี้อีก
“ไม่ได้เจอทั้งสองท่านนานจริง ๆ นึกไม่ถึงว่าคนที่หน่วยงานเชิญมา จะเป็นท่านทั้งสอง” ปรมาจารย์จิ้งหยวนพนมมือ กล่าวกับปู่และตาแก่ซอมซ่ออย่างนอบน้อม
ตาแก่ซอมซ่อจ้องปรมาจารย์จิ้งหยวนอย่างสงสัย หันไปถามปู่ “หลี่หยวนจง ไอ้หัวโล้นนี่ใครวะ?”
พวกเราต่างอึ้งไป อย่างน้อยปรมาจารย์จิ้งหยวนก็เป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในวงการผู้ใช้อาคม ตาแก่ซอมซ่อนี่กลับเรียกท่านว่าไอ้หัวโล้นต่อหน้าพวกเราตั้งหลายคน
“อาจารย์ผมไม่ใช่ไอ้หัวโล้นนะ!” พออาจารย์โดนเรียกว่าไอ้หัวโล้น ฮุ่ยเจวี๋ยก็โกรธจัด ตวาดใส่ตาแก่ซอมซ่อ
“เอ๊ะ ยังมีไอ้โล้นน้อยอีกคน ตบะแก่กล้าใช้ได้นี่หว่า” ตาแก่ซอมซ่อเหลบมองฮุ่ยเจวี๋ยแวบหนึ่ง แล้วกระดกเหล้าอีกอึก
ฮุ่ยเจวี๋ยทำท่าจะเถียงต่อ แต่ถูกปรมาจารย์จิ้งหยวนห้ามไว้
“เขาคือปรมาจารย์จิ้งหยวน ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นศิษย์น้องของปรมาจารย์ซื่อคงที่มรณภาพไปแล้ว” ปู่บอกกับตาแก่ซอมซ่อ
ปรมาจารย์จิ้งหยวนพยักหน้า “อาตมาเอง”
ตาแก่ซอมซ่อแค่ร้องอ๋อคำหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ตอนนี้ผมสังเกตเห็นว่าตั้งแต่ปู่กับตาแก่ซอมซ่อปรากฏตัว หยางจิ้งก็เอาแต่จ้องตาแก่ซอมซ่อ แววตาลังเล เหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง
ในที่สุด เธอก็รวบรวมความกล้า เดินเข้าไปพูดกับตาแก่ซอมซ่ออย่างนอบน้อม “อาจารย์อาห้า สบายดีไหมคะ!”
ถูกเรียกว่าอาจารย์อา ตาแก่ซอมซ่อก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “นังหนูที่ไหน อย่ามาตีสนิท เรียกมั่วซั่วอะไร”
“อาจารย์อาห้า หนูคือหยางจิ้งไงคะ เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ อยู่ที่เขาหลงหู่ เวลาอาจารย์ลงโทษหนู อาจารย์อายังเคยช่วยขอร้องให้เลย” หยางจิ้งพูดต่อ
ตาแก่ซอมซ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ยกน้ำเต้าเหล้าขึ้นดื่มอึกหนึ่งถึงค่อยเอ่ยช้า ๆ “นังหนู ตอนนี้ข้าเป็นแค่คนป่าคนดอยสวีจือต้ง ไม่ใช่นักพรตสวีแห่งเขาหลงหู่อีกแล้ว เอ็งไม่ต้องมาเรียกข้าว่าอาจารย์อาหรอก”
หยางจิ้งมองสวีจือต้งแล้วถอนหายใจ พยักหน้ารับ “เข้าใจแล้วค่ะ ศิษย์อะ... ผู้อาวุโสสวี”
จากบทสนทนาของทั้งคู่ ผมถึงได้รู้ว่าที่แท้หยางจิ้งเป็นคนของสำนักเทียนซือแห่งเขาหลงหู่ และตาแก่ซอมซ่อสวีจือต้งตรงหน้านี้ก็เคยอยู่สำนักเทียนซือเหมือนกัน
ดูเหมือนอยากจะเปลี่ยนเรื่อง สวีจือต้งลูบท้อง บอกว่าเดินทางมาตั้งนาน หิวแล้ว ถามผมว่ามีอะไรกินไหม
“ขนมปังกับไส้กรอกเหมือนจะยังพอมีเหลือ เดี๋ยวผมไปเอามาให้...” อวี๋หย่งที่แทรกบทสนทนาไม่ได้มาตลอดเอ่ยขึ้น เตรียมจะไปหยิบของ
สวีจือต้งกลับโบกมือบอกไม่ต้อง “ข้าไม่กินของพรรค์นั้น”
จากนั้นเขาก็เดินไปหาฮุ่ยเจวี๋ย ฮุ่ยเจวี๋ยมองเขาอย่างระแวง ถามว่าเขาจะทำอะไร
สวีจือต้งแบมือไปทางฮุ่ยเจวี๋ย เห็นเขาทำหน้างง ก็พูดอย่างรำคาญว่า “ไอ้โล้นน้อย ข้ารู้นะว่าเอ็งมีไข่ต้ม เอามาให้ข้าสักใบสองใบซิ”
ฮุ่ยเจวี๋ยตกใจ รีบเอามือกุมกระเป๋าเสื้อ ส่ายหน้าดิก “ไม่มี ผมไม่มี”
“จมูกข้าไวจะตาย เอ็งหลอกข้าไม่ได้หรอก ถ้าไม่ให้ ข้าจะปล้นละนะ ถึงตอนนั้นอย่ามาร้องไห้เสียใจทีหลังล่ะ” พูดจบ สวีจือต้งก็ทำท่าจะลงมือ
ฮุ่ยเจวี๋ยร้อนรนจนออกวิ่งแน่บ สวีจือต้งก็เหมือนจะนึกสนุก เหน็บน้ำเต้าเหล้าไว้ที่เอวแล้ววิ่งไล่ตามไป
“เด็กโข่งชัด ๆ ช่างเขาเถอะ พวกเธอลองเล่าซิว่ารู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ในหมู่บ้านผิงซานบ้าง?” ปู่บอกให้ผมไม่ต้องสนใจสวีจือต้ง แล้วเอ่ยถาม
พวกเราจึงเล่าสถานการณ์ให้ท่านฟังคร่าว ๆ พอฟังจบปู่ก็ขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย
“ปู่หลี่ครับ หมู่บ้านผิงซานนี่ประหลาดมาก หลงหยวนกับหยางจิ้งเกือบโดนดีกลับมาไม่ได้แล้ว” หลิวเฉิงอดพูดขึ้นไม่ได้
ปู่ไม่พูดอะไร เดินออกไปมองหมู่บ้านผิงซานที่รกร้างผุพังอยู่ไม่ไกล เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ไม่นาน สวีจือต้งก็เดินถือไข่ต้มหลายฟองกลับมา แกะเปลือกไข่ไปพลางพูดไปพลาง “ค่ายกลยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มีแต่พวกแมงป่องดำเท่านั้นแหละที่มีปัญญาทำได้ ดูท่าข่าวที่เราได้รับมาจะไม่ผิด”
เขายัดไข่ต้มที่แกะแล้วเข้าปากทั้งฟอง ยกน้ำเต้าเหล้าขึ้นดื่มล้างคอตามลงไป
“คุณปู่ครับ ที่นี่มีค่ายกลเหรอ?” ผมตกใจ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมผมถึงสัมผัสไม่ได้ล่ะ
ในฐานะซินแสฮวงจุ้ย ผมมั่นใจว่าประสาทสัมผัสต่อกลิ่นอายและค่ายกลของผมว่องไวกว่าคนทั่วไป หรือว่าค่ายกลที่นี่จะทรงพลังจนผมสัมผัสไม่ได้เชียวหรือ?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ฝีมือคนวางค่ายกลก็น่าจะสูสีกับปู่เลยทีเดียว
“เจ้าหนู เอ็งยังอ่อนหัดนัก อยากจะตามรอยปู่เอ็งให้ทัน ยังต้องฝึกอีกเยอะ” สวีจือต้งเคี้ยวไข่ตุ้ย ๆ พูดกับผม
ผมไม่โกรธ เพราะที่เขาพูดมาเป็นเรื่องจริง ตอนนี้ฝีมือผมยังห่างชั้นกับปู่มาก
ปู่หันมามองผม ตบไหล่เบา ๆ “ไม่ต้องท้อใจไป คนที่วางค่ายกลในหมู่บ้านผิงซานต้องไม่ใช่แค่คนเดียวแน่ ค่ายกลระดับนี้หลานดูไม่ออกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”
“เฮอะ ๆ เอ็งกับนังหนูนั่นเข้าไปโดยไม่ทันระวังตัว แล้วยังออกมาจากหมู่บ้านผิงซานตอนกลางคืนได้อย่างปลอดภัย ก็แสดงว่าพอมีฝีมืออยู่เหมือนกัน” จากนั้นสวีจือต้งก็พูดเสริม
เงยหน้ามองท้องฟ้า ปู่บอกว่าถือโอกาสที่ฟ้ายังสว่าง ท่านกับสวีจือต้งจะร่วมมือกันทำลายค่ายกลอำพรางนี้ เพื่อให้หมู่บ้านผิงซานที่แท้จริงปรากฏออกมา
“ตอนทำลายค่ายกลแรงสั่นสะเทือนอาจจะไม่ใช่น้อย ๆ ตอนนี้พวกเธอรีบเก็บเต็นท์ ถอยไปให้ไกลหน่อย” ปู่บอกผม ให้ผมพาคนอื่น ๆ รีบย้ายออกไปเดี๋ยวนี้
ผมกับหลิวเฉิงจึงกลับไปบอกทุกคน พวกเรารีบเก็บเต็นท์อย่างรวดเร็ว หลิวเฉิงแบกอวี๋อันขึ้นหลัง แล้วพวกเราทั้งหมดก็ถอยไปอยู่ในจุดที่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ทิศทางของหมู่บ้านผิงซานข้างหน้าก็มีเสียงระเบิดดังตูมตามมาด้วยไอเย็นยะเยือกบาดผิวที่พุ่งทะลักเข้ามา ความรู้สึกกดดันและไม่สบายใจผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ
คนธรรมดาอย่างพวกอวี๋หย่งทนรับสถานการณ์แบบนี้ไม่ไหวแน่ ผมรีบซัดยันต์สงบจิตใจและยันต์พิทักษ์วิญญาณใส่พวกเขาหลายแผ่น
“นายใช้ยันต์ได้คล่องแคล่วดีนี่ ถ้าไม่รู้คงนึกว่าเป็นคนในวิถีเต๋าของพวกเราซะอีก” หยางจิ้งเห็นผมใช้ยันต์หลายชนิดก็เอ่ยปากชม
ผมกำลังจะตอบเธอ ทันใดนั้นฟ้าก็มืดครึ้มลง พอมองขึ้นไป ก็พบว่าเหนือท้องฟ้าหมู่บ้านผิงซาน มีเมฆดำที่เกิดจากไอชั่วร้ายกำลังม้วนตัวแผ่ขยายออกไปรอบทิศ ปกคลุมท้องฟ้าที่เดิมทีสดใสจนมิด
“นี่มัน...” ผมตกตะลึงสุดขีด มองเมฆดำชั่วร้ายที่ก่อตัวอยู่เหนือศีรษะด้วยความหวาดกลัว