- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 410 ค้างแรม
บทที่ 410 ค้างแรม
บทที่ 410 ค้างแรม
กลางป่าเขาลำเนาไพร จู่ ๆ กลับมีคนเรียกชื่อผม ผมเลยหันกลับไปมองอย่างสงสัย พอมองไปก็ต้องอึ้งทันที
ผู้มาเยือนมีสามคน คนที่เดินนำหน้าสุดคือหญิงสาวที่เพิ่งเรียกชื่อผมเมื่อกี้ เธอไว้ผมสั้น หน้าตาท่าทางองอาจห้าวหาญ ขายาวเอวบาง หุ่นดีมาก
“คุณคือหยางจิ้ง!” ผมอุทานอย่างประหลาดใจ
ผู้หญิงคนนี้คือหยางจิ้งที่เคยมาหาผมพร้อมซ่งอวิ๋นหงก่อนหน้านี้ ผมแปลกใจอยู่ในใจ คนของหน่วยงานรัฐมาทำอะไรที่นี่?
และที่อยู่ข้างหลังเธอคือหลวงจีนคนหนึ่งชราคนหนึ่งเด็ก
“พี่หลี่ พี่หลิว!” พอเห็นผมกับหลิวเฉิง หลวงจีนน้อยก็วิ่งถลารีบเข้ามาหา ใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
สำหรับการปรากฏตัวของฮุ่ยเจวี๋ย ผมกับหลิวเฉิงต่างแปลกใจกันมาก และก็ดีใจมากเช่นกัน
“ฮุ่ยเจวี๋ย!?”
หลิวเฉิงเดินเข้าไปหาฮุ่ยเจวี๋ยอย่างดีใจ ตบไหล่เขาเบา ๆ “เจ้าหนูฮุ่ยเจวี๋ย ไม่เจอกันพักเดียว ตัวสูงขึ้นเยอะเลยนี่”
ฮุ่ยเจวี๋ยหัวเราะแหะ ๆ บอกว่าคิดถึงพวกเราจะแย่ จากนั้นก็ถามว่าผมกับหลิวเฉิงมาทำอะไรที่นี่
ที่จริงนี่ก็เป็นคำถามที่ผมอยากถามพวกเขาเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ปู่จะมาที่นี่ แม้แต่คนของหน่วยงานรัฐก็ยังมา หรือว่าในหมู่บ้านร้างผิงซานแห่งนี้จะมีความลับดำมืดอะไรซ่อนอยู่จริง ๆ?
“แล้วพวกนายมาทำอะไรที่นี่?” หลิวเฉิงเองก็อดถามไม่ได้
ยังไม่ทันที่ฮุ่ยเจวี๋ยจะตอบ หยางจิ้งที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นี่เป็นภารกิจของหน่วยงาน ถือเป็นความลับ พวกคุณไม่มีสิทธิ์รู้”
เหมือนตอนเจอกันครั้งแรกไม่มีผิด หยางจิ้งนอกจากนิสัยจะเย็นชาหยิ่งยโสแล้ว การวางตัวก็ขวานผ่าซากสุด ๆ
“เชอะ จะเก๊กไปทำไม” หลิวเฉิงไม่พอใจนิดหน่อย บ่นพึมพำกลับไปประโยคหนึ่ง
ตอนนั้นเอง หลวงจีนชราที่มีบุคลิกทรงศีล หน้าตาใจดีมีเมตตาก็มองผมกับหลิวเฉิงแล้วเอ่ยขึ้น “โยมหลี่ โยมหลิว ฮุ่ยเจวี๋ยพูดถึงโยมทั้งสองบ่อย ๆ อาตมาขอบใจที่โยมทั้งสองช่วยดูแลเขาเมื่อตอนนั้นด้วยนะ”
หลิวเฉิงมองสำรวจหลวงจีนชราอย่างสงสัย “ท่านคือ?”
“อาตมาเป็นอาจารย์ของฮุ่ยเจวี๋ย ฉายาทางธรรมว่าจิ้งหยวน” ปรมาจารย์จิ้งหยวนยิ้มตอบ
ตอนเห็นเขาปรากฏตัวพร้อมฮุ่ยเจวี๋ย ผมก็พอเดาได้แล้วว่าท่านน่าจะเป็นปรมาจารย์จิ้งหยวน เพราะผมเคยได้ยินจากปากซ่งอวิ๋นหงว่าปรมาจารย์จิ้งหยวนกับฮุ่ยเจวี๋ยเข้าร่วมหน่วยงานแล้ว
ปรมาจารย์จิ้งหยวนสำรวมกิริยา หน้าตาเปี่ยมเมตตา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร
“สวัสดีครับท่านปรมาจารย์ ได้ยินชื่อเสียงมานาน” ผมประสานมือคารวะทักทายปรมาจารย์จิ้งหยวนด้วยความเคารพ
หลิวเฉิงก็ทำตามอย่าง ว่าตามผม
ฮุ่ยเจวี๋ยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวหลิวเฉิง เลยทักอย่างแปลกใจ “พี่หลิว พี่เริ่มฝึกวิชาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมบนตัวถึงมีกลิ่นอายของผู้ใช้อาคมแล้วล่ะ”
“ก็เมื่อเร็ว ๆ นี้น่ะ” หลิวเฉิงตอบ
“มิน่าล่ะ คราวนี้ผมเจอพี่ ถึงรู้สึกว่าราศีจับผิดหูผิดตาไปเลย” ฮุ่ยเจวี๋ยพยักหน้า
หลิวเฉิงยืดอกภูมิใจทันที “แหงอยู่แล้ว”
เวลานี้ หยางจิ้งถามเสียงเย็นจากด้านข้างว่าพวกเรามาทำอะไรที่นี่ แถมยังพาคนธรรมดามาด้วยตั้งสามคน
“เรื่องมันยาวครับ” ผมจึงเล่าสถานการณ์คร่าว ๆ ให้พวกหยางจิ้งทั้งสามคนฟัง ทั้งสามฟังแล้วต่างก็ขมวดคิ้วแน่น
ฮุ่ยเจวี๋ยกับปรมาจารย์จิ้งหยวนพนมมือ บริกรรมอมิตาพุทธ
“บ้าจริง ยังมาช้าไปหน่อยสินะ” หยางจิ้งขมวดคิ้วพึมพำเบา ๆ
จากนั้นผมก็ถามพวกเขาว่าทำไมถึงมาที่นี่ ปรมาจารย์จิ้งหยวนบอกว่าทางหน่วยงานสงสัยว่าคนของแมงป่องดำแอบมาทำอะไรบางอย่างที่หมู่บ้านผิงซาน เลยส่งพวกเขามาตรวจสอบให้แน่ชัด
“แมงป่องดำ!? แม่งเอ๊ย ไอ้พวกสารเลวนั่นอีกแล้ว” หลิวเฉิงหน้าเปลี่ยนสี ด่าอย่างเกรี้ยวกราด เขารู้สึกเคียดแค้นชิงชังพวกผู้ใช้อาคมแมงป่องดำที่ชั่วช้าสามานย์พวกนี้มาก
ผมแอบตกใจในใจ นึกไม่ถึงว่าหมู่บ้านผิงซานอาจจะเกี่ยวข้องกับแมงป่องดำ มิน่าล่ะปู่ถึงนัดเจอผมที่นี่ และถ้าหมู่บ้านผิงซานมีความเกี่ยวข้องกับคนฝั่งแมงป่องดำจริง ๆ นักศึกษาหกคนของโรงเรียนเราเกรงว่าจะรอดยาก
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมแม้แต่พระยังโผล่มาที่นี่ หรือว่าหมู่บ้านร้างนี่จะมีผีจริง ๆ?” อวี๋อันหน้าตื่นตระหนก อดเอ่ยปากถามไม่ได้
ตั้งแต่ได้เห็นอาคมที่ผมแสดงเมื่อครู่ เขาก็เริ่มเชื่อเรื่องพวกนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
ผมไม่พูดอะไร เพราะจนถึงตอนนี้ผมยังไม่รู้สึกว่าหมู่บ้านผิงซานมีอะไรผิดปกติ แต่เรื่องอาจจะเกี่ยวกับแมงป่องดำ ต้องระมัดระวังให้มากขึ้นถึงจะดี
“หลี่หลงหยวน จุดประสงค์ที่พวกนายมาที่นี่เรารู้แล้ว เรื่องที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่พวกเรา นายพาพวกเขารีบกลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเขาควรมา” หยางจิ้งเอ่ยปาก สั่งให้พวกเรารีบกลับไป
จากนั้นเธอยังตำหนิผม บอกว่าผมบุ่มบ่ามเกินไป เมื่อกี้ถ้าเธอไม่เรียกพวกเราไว้ แล้วผมพาพวกอวี๋หย่งเข้าไปแบบนั้น หากเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ สถานการณ์คงเลวร้ายสุด ๆ
หลิวเฉิงไม่ยอม บอกว่าผมส่งตุ๊กตากระดาษเข้าไปสืบในหมู่บ้านแล้ว ไม่พบปัญหาอะไรถึงเตรียมจะพาพวกเขาเข้าไป อีกอย่างพวกเราก็ไม่รู้ว่าหมู่บ้านผิงซานอาจจะเกี่ยวกับแมงป่องดำ
เขาพูดถูก ถ้าเริ่มแรกรู้ว่าที่นี่อาจจะเกี่ยวพันกับแมงป่องดำ ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่มีทางรับปากพวกอวี๋หย่งให้มาที่นี่แน่
“ทั้งสามท่าน ถึงจะไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร แต่นักศึกษาหกคนของโรงเรียนเราหายตัวไปที่นี่ จนป่านนี้ยังไม่มีเบาะแส เราคงกลับไปเฉย ๆ แบบนี้ไม่ได้” อวี๋หย่งพอจะจับสังเกตได้ว่าฐานะของทั้งสามคนไม่ธรรมดา จึงเดินเข้ามาพูด
หยางจิ้งยังคงปั้นหน้านิ่ง “เรื่องราวพวกเราจะตรวจสอบให้ชัดเจน ถึงเวลาจะให้คำตอบพวกคุณเอง เชิญพวกคุณกลับไปเถอะ”
“หึ คำตอบเหรอ? งั้นพวกคุณก็เข้าหมู่บ้านไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้ แล้วเอาไอ้คำตอบที่ว่ามาให้เรา แบบนั้นพวกเราถึงจะยอมกลับ” ท่าทีของหยางจิ้งทำให้อวี๋อันไม่พอใจเช่นกัน
“ตอนนี้เรายังเข้าไปไม่ได้ ทางหน่วยงานสั่งมาว่าให้รอผู้ใช้อาคมระดับยอดฝีมืออีกสองท่านมาถึง ให้พวกท่านนำทาง พวกเราถึงจะเข้าหมู่บ้านได้” หยางจิ้งบอกว่าพวกเขาได้รับคำสั่งมา ห้ามเข้าหมู่บ้านโดยพลการ
ยังมีผู้ใช้อาคมยอดฝีมืออีกสองคนจะมา หรือว่าหนึ่งในนั้นจะเป็นปู่? ผมคิดในใจ
ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเราสองกลุ่มต่างฝ่ายต่างโน้มน้าวกันไม่สำเร็จ จึงตกลงกันว่าจะรอให้ผู้ใช้อาคมยอดฝีมืออีกสองคนมาถึงก่อนค่อยตัดสินใจ
หลังจากถกเถียงพูดคุยกันพักใหญ่ พระอาทิตย์ก็ตกดิน สภาพแวดล้อมในป่าเขาก็มืดลงทันตา
พวกเราจึงกางเต็นท์กันที่หน้าหมู่บ้านผิงซาน กะว่าจะค้างคืนที่นี่
หลิวเฉิงกับฮุ่ยเจวี๋ยหาฟืนมาได้ไม่น้อย พอกางเต็นท์เสร็จ พวกเราก็ก่อกองไฟ แล้วเอาอาหารออกมาปะทังความหิว
ความมืดโรยตัวปกคลุม บวกกับรอบด้านเงียบสงัดแทบไม่มีเสียงอะไร สีหน้าของแต่ละคนจึงดูแตกต่างกันไป
หยางจิ้งไม่ได้มานั่งล้อมวงรอบกองไฟกับพวกเรา แต่ไปนั่งขัดสมาธิอยู่อีกด้าน หลับตาพักสายตา
ฮุ่ยเจวี๋ยกับหลิวเฉิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมเอาแต่ซุบซิบอะไรกันไม่หยุด ทั้งสองคนคอยเอามือป้องปากหัวเราะคิกคักเป็นระยะ ผมได้แต่ส่ายหน้า สองคนนี้ไม่มีความตื่นเต้นกังวลเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่
“ปรมาจารย์จิ้งหยวน ท่านพอจะมองเห็นปัญหาในหมู่บ้านผิงซานไหมครับ?” ผมถามปรมาจารย์จิ้งหยวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ในฐานะผู้อาวุโส ท่านมีประสบการณ์โชกโชนกว่าผม ฝีมือก็เหนือกว่าผม ผมเลยอยากฟังความเห็นท่าน
ปรมาจารย์จิ้งหยวนส่ายหน้า “ระบุเจาะจงอาตมาก็บอกไม่ได้ แต่พอมาถึงที่นี่ อาตมาก็รู้สึกถึงอันตรายอย่างบอกไม่ถูก แสดงว่าที่นี่ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น”
ผมพยักหน้า เพราะตัวผมเองก็มีความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาแบบนั้นเหมือนกัน
ก่อนพักผ่อน พวกเราจัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละช่วงเวลาเรียบร้อย แล้วก็แยกย้ายกันเข้าเต็นท์นอน
ตกดึก ผมเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน หยางจิ้งที่เข้าเวรอยู่ก็ปลุกพวกเราตื่นกะทันหัน
“ดึกดื่นป่านนี้มีเรื่องอะไร?” หลิวเฉิงขยี้ตาที่ยังงัวเงีย หาววอด
แต่ประโยคถัดมาของหยางจิ้ง ทำให้พวกเราตาสว่างกันทันที
“ครูผู้ชายแซ่อวี๋ที่มากับพวกคุณหายตัวไปแล้ว”