- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 408 ขึ้นเขา
บทที่ 408 ขึ้นเขา
บทที่ 408 ขึ้นเขา
ผมตะลึงงัน ถามกู้ชิวหนิงอย่างไม่อยากเชื่อ หลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีสีหน้าตกใจเช่นกัน
เห็นปฏิกิริยาแปลก ๆ ของผมกับหลิวเฉิง พวกอวี๋หย่งทั้งสามคนต่างก็รู้สึกสงสัยและไม่เข้าใจ
“ชื่อหมู่บ้านผิงซาน ทะ...ทำไมเหรอคะ?” กู้ชิวหนิงเอ่ยปากตอบ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ได้ยินดังนั้น ผมกับหลิวเฉิงอดหันมามองหน้ากันไม่ได้ ในใจตกตะลึงสุดขีด นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้
สถานที่ที่ปู่นัดเจอผมกับสถานที่ที่นักศึกษาหกคนในชมรมของโรงเรียนเกิดเรื่องดันเป็นที่เดียวกัน ซึ่งก็คือหมู่บ้านผิงซาน
“ที่ที่ชื่อหมู่บ้านผิงซานมีกี่แห่งครับ?” เพื่อกันความผิดพลาด ผมถามอย่างระมัดระวัง
แม้กู้ชิวหนิงจะไม่เข้าใจ แต่ก็บอกผมว่าน่าจะมีหมู่บ้านผิงซานแค่แห่งเดียว
“ที่นี่ถือเป็นหมู่บ้านร้างที่มีชื่อเสียงในอินเทอร์เน็ต ไม่น่าจะมีที่อื่นชื่อซ้ำนะคะ” กู้ชิวหนิงพูดต่อ
ส่วนอวี๋หย่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็บอกว่าเขาตั้งใจค้นหาข้อมูลหมู่บ้านผิงซานในเน็ตมาแล้ว พบกระทู้เรื่องลี้ลับเกี่ยวกับหมู่บ้านร้างแห่งนี้ไม่น้อยจริง ๆ เห็นว่าคนในหมู่บ้านผิงซานจู่ ๆ ก็หายตัวไปอย่างปริศนาในคืนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน คนทั้งหมู่บ้านเหมือนระเหยหายไปจากโลกในชั่วข้ามคืน
ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านผิงซานก็กลายเป็นหมู่บ้านร้างโดยสมบูรณ์ แถมยังมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลัง ๆ มาก็ค่อย ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หมู่บ้านนี้อีก
“ใช่ค่ะ” กู้ชิวหนิงพยักหน้ารัว ๆ “หลังจากนั้นหมู่บ้านผิงซานก็กลายเป็นสถานที่ที่พวกชอบเรื่องลี้ลับอยากไปสำรวจ ลือกันว่ามีคนไปที่นั่นแล้วหายตัวไปตั้งหลายคน แถมผลการสืบสวนสุดท้ายก็ไม่มีบทสรุป แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ล้วนเป็นข่าวลือในเน็ต ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จแค่ไหน”
อวี๋อันไม่ใส่ใจ จิบชาคำหนึ่ง น้ำเสียงดูถูก “ผมว่าก็แค่ข่าวลือพวกนั้นแหละ ความจริงคนในหมู่บ้านผิงซานเมื่อหลายสิบปีก่อนอาจจะแค่ย้ายหมู่บ้านไปก็ได้ ไอ้เรื่องลี้ลับที่ลือกันในเน็ต ไม่สร้างกระแสเองก็แต่งเรื่องขึ้นมา เป็นแค่จุดขายเรียกยอดไลก์เท่านั้นแหละ โลกนี้ไม่มีภูตผีปีศาจหรอก”
แม้กู้ชิวหนิงจะชอบเรื่องลี้ลับ แต่เธอก็ไม่เคยเจอภูตผีปีศาจจริง ๆ บวกกับอวี๋อันเป็นอาจารย์ในโรงเรียน เธอเลยไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่ก้มหน้าเงียบ
“นั่นก็ไม่แน่เสมอไป โลกกว้างใหญ่มีเรื่องแปลกประหลาดมากมาย คุณไม่เคยเจอ ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง” ท่าทีของอวี๋อันทำให้หลิวเฉิงไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง เลยเอ่ยปากสวนกลับ
อวี๋อันขมวดคิ้วมองหลิวเฉิงแวบหนึ่ง แค่นเสียงเย็นชา “หึ งมงาย!”
หลิวเฉิงอยากจะเถียงต่อ ผมส่งสัญญาณให้เขาหยุด เรียกว่าผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ไม่มีความจำเป็นต้องไปทะเลาะกับอวี๋อันเรื่องนี้
อวี๋หย่งที่อยู่ข้าง ๆ ทำหน้าลำบากใจ เขาเคยเจอมากับตัวที่บ้านซูหลินชุน เลยรู้ว่าโลกนี้มีภูตผีปีศาจอยู่จริง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากแย้งอวี๋อัน
เห็นพวกเราเงียบกันหมด อวี๋อันจึงหันไปพูดกับอวี๋หย่งต่อ “อธิการบดีครับ ผมว่ามีความเป็นไปได้สูงที่นักศึกษาหกคนนั้นจะรักสนุกจนเตลิดไปเที่ยวที่อื่น ในเมื่อทางตำรวจบอกว่าจะสืบสวนต่อ ผมว่าเรารอดูกันไปก่อนดีกว่า”
ความเห็นของเขา อวี๋หย่งย่อมไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว จึงหันมามองผม ถามความเห็นผมแทน “นักเรียนหลี่ เธอคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
“ไม่แน่ใจครับ แต่ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องไปหมู่บ้านผิงซานด้วยตัวเองสักครั้ง เพื่อสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง” ผมตอบกลับช้า ๆ
หมู่บ้านผิงซานคงไม่ธรรมดาแน่ ไม่งั้นปู่คงไม่นัดเจอผมที่นั่นพอดี ไม่ว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นหรือไม่ ยังไงผมก็ต้องไปหมู่บ้านผิงซานให้ได้
ดูเหมือนจะแปลกใจที่อวี๋หย่งเกรงใจนักเรียนอย่างผมขนาดนี้ อวี๋อันกับกู้ชิวหนิงต่างก็ประหลาดใจ มองสำรวจผมด้วยความสงสัย
จากนั้น อวี๋อันก็บอกว่าไม่จำเป็น ในเมื่อตำรวจไปตรวจสอบแล้ว พวกเราไม่เห็นต้องเสียเวลาไปอีกรอบ
“อาจารย์อวี๋ โลกนี้มีเรื่องที่อธิบายไม่ได้อยู่เยอะนะ อีกอย่างคนที่เกิดเรื่องก็นักเรียนโรงเรียนเรา ถ้าพวกเขาเป็นอะไรไปจริง ๆ โรงเรียนเราคงต้องแบกรับความกดดันมหาศาล แถมยังตอบคำถามผู้ปกครองของนักศึกษาทั้งหกคนไม่ได้ด้วย เพราะงั้นผมคิดว่าที่นักเรียนหลี่พูดมาก็ถูก เราควรไปหมู่บ้านผิงซานด้วยตัวเองสักครั้ง” อวี๋หย่งพูดรักษาน้ำใจ แต่ก็แสดงความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปหมู่บ้านผิงซาน
ในเมื่ออวี๋หย่งแสดงจุดยืนชัดเจน อวี๋อันก็พูดอะไรไม่ได้อีก
“ก็ได้ งั้นเราไปกันสักรอบ” อวี๋อันตอบรับ
กู้ชิวหนิงก็เสนอตัวขอไปด้วย “พวกเขาเป็นเพื่อนฉัน ฉันเองก็อยากช่วยค่ะ”
พูดตามตรง ผมไม่อยากให้พวกเขาตามไปเลย แต่ถ้าพูดตรง ๆ ก็คงไม่มีประโยชน์ พวกเขาคงไม่ฟังผมหรอก อย่างมากถ้าไปถึงแล้วเจอว่าหมู่บ้านผิงซานมีปัญหาจริง ๆ ค่อยให้พวกเขากลับไป
“ตกลง งั้นพวกเราไปเตรียมตัวกัน บ่ายนี้ล้อหมุนจากโรงเรียนไปหมู่บ้านผิงซานตรงเวลา” อวี๋หย่งสรุปทันที
ออกจากห้องทำงานอธิการบดี หลิวเฉิงยังคงไม่พอใจท่าทีของอวี๋อันเมื่อครู่ ผมบอกเขาว่าช่างเถอะ รีบกลับไปเก็บของสำคัญกว่า
ช่วงบ่าย พวกเราห้าคนมารวมพลกันที่โรงเรียน จากนั้นก็ขับรถมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านผิงซาน
หมู่บ้านผิงซานตั้งอยู่ในหุบเขาของอำเภอชิงเหอ ซึ่งห่างจากเมืองเอกไปสามร้อยกว่ากิโลเมตร ที่ตั้งจริง ๆ อยู่ตรงไหน เรายังต้องไปถามคนในพื้นที่เอาดาบหน้า
ขับรถมาจนถึงอำเภอชิงเหอ ก็เป็นเวลาเย็นย่ำ พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว
“ฟ้าจะมืดแล้ว คืนนี้เราพักในตัวอำเภอกันก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางเข้าเขา” เพื่อความปลอดภัย อวี๋หย่งเสนอให้พวกเราพักค้างคืนที่อำเภอ
พวกเราไม่มีความเห็นขัดแย้ง จึงหาโรงแรมในอำเภอพักผ่อนตามอัธยาศัย
กินมื้อเย็นเสร็จ พวกเราก็ไม่มีอารมณ์จะไปเดินเที่ยวไหน รีบแยกย้ายกลับห้องพักผ่อน
พอกลับถึงห้อง ผมก็ใช้มือถือค้นข้อมูลในเน็ต เจอกระทู้เกี่ยวกับหมู่บ้านผิงซานเยอะแยะ เนื้อหาหลายกระทู้ผมดูปราดเดียวก็รู้ว่าปลอม แต่ก็มีส่วนน้อยที่บรรยายได้สมจริง ทว่าดูอยู่นานก็ไม่เจอข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร
ปิดมือถือ ผมเริ่มเคี่ยวเข็ญหลิวเฉิงที่กำลังเล่นมือถืออยู่ข้าง ๆ ให้ฝึกวิชา พอเขาเข้าฌานได้ ผมถึงเริ่มฝึกของตัวเองบ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเรากินมื้อเช้าเสร็จ ก็ซื้อน้ำและเสบียงตุนไว้เยอะหน่อย เพราะถ้าขึ้นเขาไปแล้วคงไม่มีที่ให้หาของกิน
ขับรถออกจากตัวอำเภอ ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง พวกเราก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
จากตรงนี้จะไปหมู่บ้านผิงซานยังไงต่อพวกเราไม่รู้ เลยต้องเข้าไปถามคนในหมู่บ้าน
พอดีที่หน้าหมู่บ้านมีตาแก่หลายคนนั่งคุยกันอยู่ พวกเราเลยเดินเข้าไปกะจะถามทาง
พอรู้ว่าพวกเราจะไปหมู่บ้านผิงซาน สีหน้าของพวกคนแก่ก็เปลี่ยนไป ถามพวกเราว่าจะไปที่อัปมงคลพรรค์นั้นทำไม
ผมยิ้มตอบว่ามีธุระจำเป็นต้องไป ถามพวกเขาว่าตกลงไปทางไหน
“ฉันแนะนำว่าพวกเธออย่าไปเลย ที่นั่นเฮี้ยนจะตาย ไม่รู้มีคนหายไปที่นั่นตั้งกี่คนแล้ว เร็ว ๆ นี้ก็ได้ยินว่ามีนักศึกษามหาลัยหกคนหายตัวไปที่นั่นอีก” คุณปู่คนหนึ่งเอ่ยปาก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
คนแก่อีกหลายคนก็พากันเออออห่อหมก บอกว่าชาวบ้านแถวนี้ ปกติต่อให้ต้องผ่านทางนั้น ก็ยอมเดินอ้อมดีกว่า
สุดท้ายเมื่อเจอความดึงดันของพวกเรา พวกเขาก็ยอมบอกทางไปหมู่บ้านผิงซานให้
“ไปตามถนนนอกหมู่บ้านเส้นนี้จนถึงตีนเขา แล้วพวกเธอจะเห็นทางขึ้นเขา แต่บนนั้นขับรถขึ้นไปไม่ได้นะ ต้องเดินเท้าอย่างเดียว เดินประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะถึงเขาผิงซาน หมู่บ้านผิงซานก็อยู่ที่นั่นแหละ”
อวี๋อันฟังแล้วอดขมวดคิ้วไม่ได้ “ไกลขนาดนั้นเลย?”
พวกคนแก่บอกว่าถามมาได้ ก็หมู่บ้านนั่นเฮี้ยนขนาดนั้น ใครจะกล้าไปตั้งรกรากใกล้ ๆ ก็ต้องหนีไปให้ไกล ๆ สิ
ตอนนั้นเอง ผมสังเกตเห็นว่าในกลุ่มคนแก่ มีชายชราหน้าตอบ หลังค่อมคนหนึ่งมองพวกเราด้วยสายตาแปลก ๆ
พอรู้ตัวว่าผมมองอยู่ เขาก็ปรับสายตาเป็นปกติ ยิ้มให้ผมอย่างสุภาพ
ผมสงสัยในใจ แต่ก็ไม่ได้คิดมาก อาจจะกังวลไปเองก็ได้
ขอบคุณพวกเขาเสร็จ พวกเราก็กลับขึ้นรถเดินทางต่อ