- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 406 นกกระเรียนกระดาษ
บทที่ 406 นกกระเรียนกระดาษ
บทที่ 406 นกกระเรียนกระดาษ
นึกว่าหลิวเฉิงโทรมาจะพูดเรื่องอะไร ที่แท้ก็โทรมาถามว่าผมกับจ้าวอี้เฟยอยู่ที่ไหน
เขาเพิ่งไปถึงห้องเช่าแล้วไม่เจอผมกับจ้าวอี้เฟย ก็เลยโทรมาถามว่าตอนนี้เราสองคนอยู่ที่ไหน
“เราสองคนอยู่ที่โรงเรียน” ผมบอกเขาว่าจ้าวอี้เฟยอยากมาดูโรงเรียน ผมเลยพาเธอมา
“งั้นเดี๋ยวฉันไปหาพวกนายนะ”
ผมบอกเขาว่าไม่ต้อง โรงเรียนเดินทั่วแล้ว เราสองคนกำลังจะกลับ ให้เขารอเราที่ห้องเช่า
ขับรถออกจากโรงเรียน ไม่นานผมกับจ้าวอี้เฟยก็กลับมาถึงห้องเช่า
ตอนเข้าห้องไป หลิวเฉิงกำลังนั่งเล่นเกมอยู่บนโซฟา
เห็นเราสองคนกลับมา เขาก็ลุกขึ้น ให้ผมทายว่าระหว่างทางจากบ้านมาห้องเช่าเขาเจอใคร
ผมบอกเขาว่าอย่าลีลา รีบพูดมา
เขาเบ้ปาก ถึงได้บอกผมว่าคนที่เจอคือซูหลินชุนกับซูจวิ้นอวี่ สองคนนั้นเพิ่งกลับจากการไปหาหมอที่ต่างถิ่น เพื่อหาวิธีรักษาปัญหาเรื่องนั้นของซูจวิ้นอวี่
“ดูเหมือนผลจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สีหน้าสองคนนั้นแย่มาก โดยเฉพาะซูจวิ้นอวี่ผอมลงไปถนัดตา ไม่เหลือเค้าความเจ้าสำราญเมื่อก่อนเลย” หลิวเฉิงส่ายหน้าถอนหายใจ
ผมเองก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ นี่เป็นเวรกรรมที่ซูจวิ้นอวี่ก่อไว้เอง ก็ได้แต่ต้องรับผลไปเอง
หลังจากจ้าวอี้เฟยกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกเราก็เตรียมจะไปหาข้าวกินแถวนี้
“เดี๋ยวก่อน เทพธิดาต่งบอกว่าจะมา น่าจะใกล้ถึงแล้ว” หลิวเฉิงบอกให้เราสองคนรอก่อน
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา
สิ้นเสียงหลิวเฉิง ต่งหลิงก็โทรมา บอกว่าถึงแล้วรออยู่หน้าบ้าน
“โอเค พวกเรากำลังจะออกไป” หลิวเฉิงวางสาย วิ่งออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง
ผมกับจ้าวอี้เฟยมองท่าทางของเขาแล้วอดหันมาสบตายิ้มให้กันไม่ได้ แล้วจูงมือเดินตามออกไป
คนที่มามีแค่ต่งหลิงคนเดียว พวกเราสี่คนเลยนั่งรถของเธอออกจากห้องเช่าไปด้วยกัน
ต่งหลิงบอกว่านาน ๆ ทีจ้าวอี้เฟยจะมา เธอต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี พาจ้าวอี้เฟยเที่ยวเมืองเอกให้สนุก
“งั้นก็ขอบคุณนะคะ คุณต่ง” จ้าวอี้เฟยยิ้มขอบคุณ
ต่งหลิงตอบกลับว่าเรียกคุณต่งดูห่างเหินไป ให้จ้าวอี้เฟยเรียกเธอว่าเสี่ยวหลิงก็พอ
หลังจากนั้น พวกเราไปกินข้าวที่ร้านอาหารแถวห้างสรรพสินค้าก่อน แล้วก็เดินห้างเป็นเพื่อนสองสาว
เดินห้างเสร็จ พวกเราก็ไปเที่ยวสถานที่ชื่อดังในเมืองเอกอีกรอบ พอตกเย็นก็มากินข้าวที่ร้านอาหารบนตึกสูง ที่นี่มองเห็นวิวกลางคืนของเมืองเอกได้กว่าครึ่ง ทิวทัศน์สวยงามมาก
หลังจบรายการ หลิวเฉิงเรียกรถกลับบ้าน พอส่งผมกับจ้าวอี้เฟยที่ห้องเช่าแล้วก็จากไป
จ้าวอี้เฟยอยู่เมืองเอกหนึ่งสัปดาห์ ระหว่างนั้นทุกวันต่งหลิงจะพาเธอตระเวนเที่ยวไปทั่วเมืองเอก
ผมได้รับแผนการฝึกและเคล็ดวิชาของหลิวเฉิงจากเสิ่นหนิงซวง พอเอาให้หลิวเฉิง เขาตื่นเต้นยกใหญ่ บอกว่าในที่สุดตัวเองก็จะได้เป็นผู้ใช้อาคมสักที วันหน้าเรื่องปราบปีศาจกำจัดมารเขาจะไม่ปฏิเสธ วงการผู้ใช้อาคมจะต้องจารึกวีรกรรมอันรุ่งโรจน์ของเขา
เห็นท่าทางตื่นเต้นของเขา ผมเลยพูดดับฝันเขาให้ถูกจังหวะ บอกเขาว่าการจะเป็นผู้ใช้อาคมไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น ตอนนี้คิดเรื่องปราบปีศาจมันเร็วไป เอาพื้นฐานให้แน่น เข้าประตูบำเพ็ญให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน
“เนื้อหาพวกนี้นายต้องอ่านให้ดี ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนค่อยเริ่มฝึกตามข้อกำหนด ห้ามอู้นะ และห้ามล้มเลิกกลางคันเด็ดขาด” ผมกำชับเขาอย่างจริงจังและเคร่งขรึม พร้อมบอกว่าจะหาเวลามาคอยคุมเขา
ถ้าเขาไม่ตั้งใจฝึก ผมไม่เกรงใจแน่
คำพูดที่เข้มงวดของผมทำเอาเขาอดกลืนน้ำลายไม่ได้ แล้วทำท่าตะเบ๊ะ “รับทราบครับท่าน! ผมรับรองว่าจะตั้งใจฝึก”
เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเรามาส่งจ้าวอี้เฟยที่สนามบินด้วยความอาลัยอาวรณ์
“น้องอี้เฟย มีเวลาก็มาเที่ยวบ่อย ๆ นะ” หลิวเฉิงเอ่ยปาก
“ใช่จ้ะ” ต่งหลิงก็พยักหน้า
จ้าวอี้เฟยจับมือผม ขอบตาแดงระเรื่อ พยักหน้า “อื้ม ได้ค่ะ พวกเธอก็เหมือนกัน อย่าลืมมาหาฉันที่เยี่ยนจิงนะ”
จากนั้น เธอก็กำชับผมต่าง ๆ นานา ให้ผมห้ามลืมไปหาเธอที่เยี่ยนจิงเด็ดขาด
ผมลูบหัวเธอ บอกว่าไม่ลืมหรอก
ใกล้ถึงเวลาเครื่องออก ผมข่มความอาลัยในใจ โบกมือลาเธอ
หลังออกจากสนามบิน ต่งหลิงถามเรื่องฝึกงานของผมกับหลิวเฉิง ผมกับหลิวเฉิงบอกว่ายังไม่ได้หาเลย มืดแปดด้านสุด ๆ
“แล้วเทพธิดาต่งล่ะ?” หลิวเฉิงถามต่อ
ต่งหลิงบอกว่าที่ฝึกงานของเธอเริ่มตั้งแต่ปิดเทอมแล้ว ก็คือไปช่วยงานที่บริษัทของบ้าน
ได้ยินดังนั้น หลิวเฉิงเลยบอกว่างั้นเขาไปทำงานที่ไซต์งานให้พ่อเขาบ้างดีกว่า
“ทำไม จะไปแบกอิฐเหรอ?” ผมพูดแซว
หลิวเฉิงบอกว่าเป็นไปได้ไง เขาไปก็ต้องไปเป็นคนคุมงานสิ ไม่มีทางทำงานใช้แรงงานหรอก ชาตินี้ก็ไม่มีวันไปแบกอิฐ
“ไม่งั้นพวกนายมาบริษัทบ้านฉันไหม บอกพ่อฉันคำเดียว เขาต้องดีใจแน่” ต่งหลิงเสนอ
ทีนี้หลิวเฉิงหูผึ่งเลย ถ้าเป็นแบบนั้นจริง โอกาสที่เขาจะได้ใกล้ชิดต่งหลิงก็มีมากขึ้น
“ได้เลย” หลิวเฉิงตอบรับแบบไม่ลังเล
ส่วนผมถามต่งหลิงว่าจะรบกวนเกินไปไหม
เธอบอกว่าผมเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลต่ง พ่อเธอดีใจแทบตาย จะไปรังเกียจว่ารบกวนได้ไง
“งั้นก็ได้ รบกวนบอกเถ้าแก่ต่งด้วยนะ” ผมพยักหน้าตอบ
ตอนนั้นเอง หลิวเฉิงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ บอกว่าไหน ๆ แล้วก็จัดการเรื่องบ้านให้เสร็จเลยดีไหม
ดังนั้นภายใต้การนำพาของต่งหลิง ผมกับหลิวเฉิงเลยไปดูบ้านหลายที่ ดูอยู่ค่อนวัน สุดท้ายก็ตกลงได้มาที่หนึ่ง
สองวันให้หลัง เราสองคนก็ย้ายเข้าบ้านใหม่
หลังจากนั้น ผมก็เริ่มบำเพ็ญเพียร และคอยเคี่ยวเข็ญให้หลิวเฉิงฝึกด้วย
พอเริ่มฝึก หลิวเฉิงถึงได้ตระหนักว่าความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองมันน่าขันแค่ไหน ตอนนี้แค่ฝึกขั้นพื้นฐานเขายังรู้สึกมันยากมาก สุดท้ายต้องอาศัยผมคอยช่วยและเคี่ยวเข็ญอยู่หลายวัน เขาถึงเริ่มเข้าสู่การฝึกวิชาของผู้ใช้อาคมได้สำเร็จ
ส่วนผมก็ไม่ได้ละเลยการฝึกของตัวเอง จนสามารถทะลวง ‘เคล็ดวิชาอสนีปราณเก้าวัฏฏะ’ ไปถึงขั้นที่สองได้สำเร็จ
หลังทะลวงขั้นสำเร็จ ผมรู้สึกว่าปราณในร่างกายเข้มข้นขึ้นมาก กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
ระหว่างนั้น ผมกับหลิวเฉิงก็ได้เข้าไปฝึกงานที่บริษัทตระกูลต่งอย่างราบรื่น ต่งติ้งกั๋วให้การต้อนรับผมกับหลิวเฉิงเป็นอย่างดี
งานที่เขาจัดให้เราสองคนทำก็สบายมาก จนผมรู้สึกเกรงใจนิดหน่อย
ช่วงนี้ผมหาเวลาไปเยี่ยมจ้าวอี้เฟยที่เยี่ยนจิงไม่ได้เลย ได้แต่โทรหาและแชตคุยกับเธอทุกวัน
นึกว่าชีวิตจะเรียบง่ายสบาย ๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นึกไม่ถึงว่าเช้าวันหนึ่งหลิวเฉิงจะรีบร้อนมาเคาะประตูห้องผม
“ไอ้คิงคองตายยาก วันหยุดก็ไม่ให้พักผ่อนดี ๆ” เมื่อคืนผมฝึกวิชาจนดึกกว่าจะได้นอน เลยเปิดประตูอย่างไม่สบอารมณ์นัก
หลิวเฉิงที่หน้าประตูชี้ไปที่ห้องรับแขกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บอกว่าในห้องรับแขกมีนกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งบินเข้ามา
“นกกระเรียนกระดาษ?” ผมสงสัย
เขากลืนน้ำลาย พยักหน้าบอก “ใช่ มีชีวิตด้วย แถมยังบินได้”