- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 402 อวดฝีมือ
บทที่ 402 อวดฝีมือ
บทที่ 402 อวดฝีมือ
ผมนอนยาวจนถึงบ่ายกว่าจะลุกจากเตียง พอเดินออกมาจากบ้านชาวบ้านที่ให้ยืมพักอาศัย ก็พบว่าในหมู่บ้านคึกคักมาก ชาวบ้านที่ถูกย้ายไปในเมืองต่างพากันกลับมาหมดแล้ว
หมู่บ้านอันหย่งที่เมื่อคืนยังเงียบสงัดราวกับหมู่บ้านร้าง มาตอนนี้ได้กลับคืนสู่ชีวิตชีวาที่ควรจะเป็นเสียที
ถึงแม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะมีคนในหมู่บ้านตายไปไม่น้อย แต่การรอดชีวิตมาได้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ดังนั้นชาวบ้านที่เจอระหว่างทางต่างก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม เข้ามาทักทายผมด้วยความเคารพและเกรงใจ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณผมกันยกใหญ่
ตลอดทางผมได้รับคำขอบคุณจากชาวบ้าน บอกปัดให้พวกเขาไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น จนในที่สุดผมก็เดินมาถึงที่ทำการคณะกรรมการหมู่บ้าน
ที่คณะกรรมการหมู่บ้าน เฉียนหย่งยังคงจัดการเรื่องเก็บกวาดหลังเหตุการณ์กับเจียงเหลียงผิงอยู่ ส่วนหลิวเฉิงกำลังยืนโม้กับชาวบ้านผู้ชายไม่กี่คนอยู่ไม่ไกล
ดูสีหน้าท่าทางวางก้ามของเขาแล้ว ไม่รู้ว่ากำลังโม้เรื่องอะไรอยู่อีก
ผมไม่ได้ตะโกนเรียกเขา แต่เดินตรงไปหาเฉียนหย่งกับเจียงเหลียงผิง
“สารวัตรเฉียน เรื่องเก็บกวาดเรียบร้อยถึงไหนแล้วครับ เมื่อไหร่พวกเราจะกลับเข้าอำเภอ” ผมเอ่ยปากถามเฉียนหย่ง
ตั้งแต่มาที่นี่ ก็ยุ่งจนหัวหมุน บวกกับถูกหมอกหนาปิดล้อมหมู่บ้าน ตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก ผมเลยยังไม่ทันได้ติดต่อจ้าวอี้เฟยเลย
“เกือบเสร็จแล้วล่ะ แต่ผู้ใหญ่เจียงบอกว่าคืนนี้ชาวบ้านจะจัดงานเลี้ยงขอบคุณพวกเรา พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ จะได้ไม่เสียน้ำใจชาวบ้านเขา” เฉียนหย่งเผยรอยยิ้ม พูดกับผม
เรื่องราวได้รับการแก้ไขอย่างราบรื่น อารมณ์ของเฉียนหย่งเลยดีขึ้นตามไปด้วย
เจียงเหลียงผิงพอเห็นหน้าผมก็รีบเข้ามาจับมือผมแน่นด้วยความตื่นเต้น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง
เขาบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหุบเขาผามังกรร่วง พวกเขาได้ฟังจากพวกเฉียนหย่งแล้ว และแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อผมอีกครั้ง
“ไม่หรอกครับ คุณเกรงใจเกินไปแล้ว” ผมตอบกลับ
“อาจารย์หลี่ คุณคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคนในหมู่บ้านเราเลยนะ!” เจียงเหลียงผิงพูดซะเว่อร์วัง แทบจะร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล
คุยกับทั้งสองคนอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ทำงานกันต่อ ผมเลยเดินเลี่ยงออกมาย่องไปข้างหลังหลิวเฉิงที่กำลังโม้กับชาวบ้านอยู่
พอเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินหลิวเฉิงกำลังใส่สีตีไข่ เล่าเรื่องซะยิ่งกว่านิยายแฟนตาซี ที่สำคัญคือหมอนี่ยังไม่ลืมเพิ่มบทให้ตัวเอง ทำท่าทำทางจริงจัง พูดซะเหมือนเป็นเรื่องจริง
ผมรู้สึกขำ คิดในใจว่าเขาไม่ไปเป็นนักเล่านิทานนี่น่าเสียดายแย่
ผมกระแอมทีหนึ่ง แล้วจงใจถามจากข้างหลังเขาว่า “มันมหัศจรรย์ขนาดที่นายพูดจริงดิ?”
“แน่นอนสิ แต่พวกเรา...” หลิวเฉิงรับคำ พอหันกลับมาเห็นว่าเป็นผม ก็หัวเราะแก้เขิน “เฮะ ๆ หลงหยวน ตื่นแล้วเหรอ”
ชาวบ้านหลายคนต่างพากันเข้ามาทักทายผม แววตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ผมพยักหน้าให้พวกเขา แล้วหันไปมองหลิวเฉิง “นายเนี่ยนะ มายืนโม้เหม็นอะไรตรงนี้อีก”
“ก็มันเบื่อ ไม่มีอะไรทำนี่นา อีกอย่างทุกคนก็ชอบฟังด้วย พวกคุณว่าจริงไหม?” หลิวเฉิงตอบผม แล้วหันไปถามชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้น
ชาวบ้านต่างพยักหน้าเห็นด้วยกันรัว ๆ
ผมส่ายหน้าอย่างระอา ถามเขาว่าจางเทียนหลิงหายไปไหน ก่อนฟ้าสว่างยังไปขอนอนบ้านชาวบ้านพร้อมผมอยู่เลย ไหงตื่นมาคนก็หายไปแล้ว
ตอนนั้นเอง หลิวเฉิงก็ลดเสียงต่ำ ขยับเข้ามาดระซิบข้างหูผมเบา ๆ “อย่าให้พูดเลย ก่อนนายมาแป๊บเดียวเขาก็แวะมา อยู่ได้เดี๋ยวเดียวก็ไป เห็นบอกว่าสาวในหมู่บ้านนัดไปเด็ดดอกไม้ป่า”
“...” ผมพูดไม่ออกเลยทีเดียว จางเทียนหลิงไอ้นักพรตลามกนี่ อยู่นิ่งไม่ได้สักนาทีจริง ๆ
มีชาวบ้านเอ่ยปากขอให้ผมช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับฮวงจุ้ยให้ฟังหน่อย ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องประหลาดในหมู่บ้าน พวกเขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย แต่พอได้เจอมากับตัว ตอนนี้เลยเริ่มสนใจขึ้นมา
เห็นท่าทางคาดหวังของพวกเขา ผมเลยจำใจต้องเล่าให้ฟังนิดหน่อย
ตกดึก ชาวบ้านหมู่บ้านอันหย่งจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โตให้พวกเรา มีทั้งเหล้าและเนื้อสัตว์ ร้องรำทำเพลงกันอย่างคึกคัก สนุกสนานเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะจางเทียนหลิงกับหลิวเฉิง พอสองคนนี้ได้เหล้าเข้าปาก ก็ปล่อยตัวตามสบาย ทั้งร้องทั้งเล่นกับชาวบ้าน มีความสุขกันน่าดู
ผมกับเฉียนหย่งยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ คอยรับมือกกับการชนแก้วของพวกเจียงเหลียงผิง ผมดื่มเป็นเพื่อนเฉียนหย่งไปไม่กี่แก้ว จู่ ๆ จ้าวอี้เฟยก็โทรเข้ามา
เฉียนหย่งเหลือบมองหน้าจอมือถือ แล้วยิ้มออกมา ส่งสัญญาณให้ผมไปหาที่เงียบ ๆ คุยโทรศัพท์
ผมเลยถือมือถือเดินเลี่ยงออกมาเงียบ ๆ ไปยังที่เงียบสงบไกลออกไปหน่อย แล้วกดรับสาย
หาที่สะอาด ๆ ได้ ผมก็นั่งลงชมท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว พลางคุยกับจ้าวอี้เฟย ดื่มด่ำกับความเงียบสงบในขณะนี้
คุยกับจ้าวอี้เฟยอยู่นาน พอกวางสาย ผมก็เดินกลับไปที่งานเลี้ยง หลายคนเริ่มเมาแล้ว เจียงเหลียงผิงพูดจาเริ่มติดอ่าง
ไม่เห็นเงาของจางเทียนหลิงกับหลิวเฉิง ผมเลยถามเฉียนหย่งที่กำลังกรึ่ม ๆ อยู่ข้าง ๆ ว่าสองคนนั้นไปไหนแล้ว
เฉียนหย่งบอกผมว่า หลิวเฉิงกับจางเทียนหลิงเมาปลิ้น มีคนหามไปส่งเข้านอนแล้ว
ผมพยักหน้า นึกไม่ถึงว่าเจ้าสองคนนี้คอจะยังอ่อนเหมือนเดิม
นั่งอยู่เป็นเพื่อนเฉียนหย่งต่ออีกสักพัก ผมถึงลุกขึ้นขอตัว บอกว่าจะกลับไปพักผ่อน
พวกเขาก็ไม่ได้คะยั้นคะยอให้ผมอยู่ต่อ บอกให้ผมรีบไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเฉิงกับจางเทียนหลิงยังอยู่ในสภาพสะลึมสะลือ ก็ถูกพวกเราลากตัวขึ้นมา นั่งรถกลับเข้าอำเภอ
ตลอดทางสองคนนั้นหลับปุ๋ยไปอย่างรวดเร็ว ผมมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง จากนั้นก็หลับตาพักสายตา
พอถึงอำเภอ เฉียนหย่งก็มาส่งพวกเราที่วิลล่าตระกูลจ้าวทันที ไม่ได้อยู่ต่อนาน เพราะต้องรีบกลับไปจัดการงานที่สถานีตำรวจ เลยกล่าวลาพวกเราแล้วจากไป
จ้าวอี้เฟยกับเว่ยฟางมารอพวกเราอยู่ที่วิลล่าแต่แรกแล้ว พอเห็นหน้าผม จ้าวอี้เฟยก็รีบวิ่งเข้ามาควงแขนผมอย่างรอไม่ไหว
“พวกนายกลับมากันสักที” เธอพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนิด ๆ จากนั้นก็มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้า “ครั้งนี้นายไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม?”
ผมยิ้มพลางลูบหัวเธอ “วางใจเถอะ ไม่เป็นไร”
ทันใดนั้น ก็มีสายตาอาฆาตสามคู่มองมาจากด้านข้าง
“พวกเธอสองคนนี่เห็นพวกเราเป็นอากาศธาตุรึไง หวานกันซะ” เว่ยฟางทำหน้าเหม็นเบื่อ
ส่วนหลิวเฉิงกับจางเทียนหลิงบอกว่าพอกลับมาถึงก็ต้องมากินอาหารหมา รู้สึกเจ็บปวดหัวใจจริง ๆ
“พวกนี้มันอิจฉาตาร้อนชัด ๆ ไปกันเถอะ อย่าไปสนใจพวกคนโสดเลย” ผมพูดติดตลก แล้วจูงมือจ้าวอี้เฟยที่กำลังปิดปากขำวิ่งเข้าไปในวิลล่า
หลิวเฉิงกับอีกสองคนร้องโวยวาย แล้ววิ่งไล่ตามมาข้างหลัง
หลังกินมื้อเย็น ผมกับจ้าวอี้เฟยไปส่งเว่ยฟางที่บ้าน พอกลับมาถึงวิลล่าตระกูลจ้าว หลิวเฉิงกับจางเทียนหลิงก็กลับห้องไปเล่นเกมกันแล้ว
จ้าวอี้เฟยลากผมมาที่ห้องของเธอ บอกว่ามีของจะโชว์ให้ดู
ผมสงสัยมาก ถามเธอว่าจะให้ดูอะไร เธอทำท่าลึกลับ บอกว่าเดี๋ยวก็รู้
พอถึงห้องเธอ เธอก็ให้ผมนั่งลงบนเตียง แล้วมายืนตรงหน้าผม ถามว่าพร้อมหรือยัง
ผมกลืนน้ำลายเอือก บอกว่าพร้อมแล้ว
จากนั้นก็เห็นเธอทำมือประสานมุทรา แล้วก็มีลูกไฟปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ เธอควบคุมลูกไฟให้ลอยไปมาในห้อง แล้วก็เก็บลูกไฟกลับไป
“เป็นไง ตอนนี้ฉันบังคับไฟให้ลอยไปมาง่าย ๆ ได้แล้วนะ เก่งไหม?” จ้าวอี้เฟยในตอนนี้เหมือนเด็กน้อยที่ต้องการคำชม มองผมด้วยแววตาคาดหวัง
ทำท่าทางซะลึกลับ ที่แท้ก็เพื่อให้ผมดูผลการฝึกควบคุมวิญญาณไฟของเธอนี่เอง ผมจึงอดขำไม่ได้
“ขำอะไรอะ?” เธอไม่เข้าใจ ถามผมอย่างสงสัย
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ผมดึงเธอเข้าสู่อ้อมกอด กระซิบข้างหูเธอเสียงเบา “ยัยบ๊อง ไม่รู้เหรอว่าชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องตอนกลางคืนแบบนี้ มันอันตรายนะ?”