- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 392 กำลังเสริมมาถึง
บทที่ 392 กำลังเสริมมาถึง
บทที่ 392 กำลังเสริมมาถึง
ขณะที่ผมกับจางเทียนหลิงกำลังตกตะลึง ฟางหานก็มองกู่หนอนไหมทองด้วยความอาลัยอาวรณ์ สุดท้ายก็ยอมถอยตามเลี่ยวเจี้ยนไป
“เสี่ยวไป๋ กลับมา!” หมอกดำนี่ประหลาดเกินไป ผมไม่วางใจให้เสี่ยวไป๋เสี่ยงตามไป เลยเรียกมันกลับมา
เสี่ยวไป๋เชื่อฟังกว่าเจ้าตัวตะกละอย่างกู่หนอนไหมทองเยอะ พอผมเรียกปุ๊บ มันก็หยุดเตรียมจะถอยกลับมาทันที
ทว่าตอนนั้นเอง หนวดที่เกิดจากหมอกดำก็เร่งความเร็วขึ้นกะทันหัน เร็วมากจนน่าตกใจ
ชั่วพริบตามันก็พุ่งเข้ารัดร่างเสี่ยวไป๋ พันธนาการทั้งสี่ขาและลำคอเอาไว้ เสี่ยวไป๋ถูกรัดจนตรึงอยู่กับที่ ขยับไปไหนไม่ได้
เสี่ยวไป๋คำรามลั่น พยายามดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการของหมอกดำ แต่ก็ไร้ผล สลัดหมอกดำที่รัดตัวอยู่ออกไปไม่ได้เลย
“เสี่ยวไป๋!” ผมเป็นห่วงมาก อยากจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่จางเทียนหลิงรีบเตือนให้ระวัง
หลังจากหมอกดำส่วนใหญ่ไปรัดตัวเสี่ยวไป๋แล้ว ยังมีหมอกดำอีกจำนวนไม่น้อยพุ่งตรงมาทางพวกเราต่อ
ผมลองซัดห้านิ้วอสนีบาตใส่หมอกดำ สายฟ้าพุ่งเข้าใส่หมอกดำ แต่หมอกดำที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับกลายสภาพเป็นเหมือนน้ำฝนตกลงสู่พื้นในพริบตา
ห้านิ้วอสนีบาตเลยพลาดเป้า ไปปะทะเข้ากับหน้าผาด้านข้างแทน ระเบิดหินบนหน้าผาจนแตกกระจาย
ส่วนหมอกดำที่ตกลงสู่พื้น ก็เปลี่ยนสภาพเป็นเหมือนสายน้ำสีดำ ไหลบ่ามาตามพื้นตรงเข้าหาเรา
“หมอกดำนี่มันคืออะไรกันแน่?” ไม่ใช่แค่ผม แม้แต่จางเทียนหลิงก็ยังมองหมอกดำที่แปรเปลี่ยนไปมาอย่างประหลาดด้วยความตกตะลึง
เสี่ยวไป๋ที่ถูกรัดตัวไว้ยังคงพยายามดิ้นรน แต่ดูเหมือนจะสูญเปล่า ไม่ว่ามันจะขยายร่างให้ใหญ่ขึ้นหรือหดตัวเล็กลง ก็หนีจากการพันธนาการของหมอกดำไม่ได้
เวลานี้ กู่หนอนไหมทองจัดการกินกู่แมลงพวกนั้นจนเกลี้ยงแล้ว ถึงกับเรอออกมากลางอากาศ
ผมชักจะโมโหขึ้นมาหน่อย ๆ พวกเราสู้กันแทบตายอยู่ข้างล่าง มันดันมีความสุขกับการกินอยู่ข้างบนซะงั้น น่าหมั่นไส้จริง ๆ
อาจเป็นเพราะใช้กู่เปรตเป็นส่วนประกอบในการสร้าง เลยทำให้กู่หนอนไหมทองตะกละขนาดนี้
“เสี่ยวจิน รีบไปช่วยเสี่ยวไป๋เร็ว!” ผมสั่งมันไปพลาง ระวังหมอกดำที่ไหลมาตามพื้นเหมือนน้ำสีดำไปพลาง
สงสัยจะกินอิ่มแล้ว มันเลยไม่เรื่องมาก ร่างพุ่งฟึ่บตรงไปหาเสี่ยวไป๋ทันที
เห็นหมอกดำบนพื้นรุกคืบเข้ามาใกล้ จางเทียนหลิงก็ประสานมุทรา ขว้างยันต์สีน้ำเงินลงพื้น ยันต์ลุกพรึ่บกลายเป็นกำแพงไฟสีน้ำเงินสูงเกือบสองเมตรขวางหน้าเราสองคนไว้
แต่เพียงชั่วครู่เดียว กำแพงไฟสีน้ำเงินที่ขวางหน้าเราก็เริ่มมีสีดำแทรกซึม เหมือนจะบางลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ถูกหมอกดำกลืนกินจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เปลวไฟสักนิดเดียว
“หมอกดำกลืนกินเปลวไฟได้ด้วยเหรอ!?” ผมอุทานออกมา
จางเทียนหลิงเองก็ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปได้ยังไง!?”
หมอกดำประหลาดนี่เล่นเอาไปไม่เป็นเลย ช่วยไม่ได้ ผมเลยรีบกางค่ายกลแผนผังไท่จี๋ออกมาคลุมร่างผมกับจางเทียนหลิงไว้
หมอกดำที่ไหลบ่าเข้ามาถูกม่านแสงสีทองของค่ายกลแผนผังไท่จี๋กั้นไว้ข้างนอก ได้แต่หมุนวนปั่นป่วนอยู่บนพื้น
ผมถอนหายใจโล่งอก ดูเหมือนค่ายกลแผนผังไท่จี๋จะยังได้ผล
ทันใดนั้น หมอกดำที่ถูกกันอยู่นอกค่ายกลแผนผังไท่จี๋ จู่ ๆ ก็เริ่มกลายสภาพเป็นอีกาดำทีละตัว บินวนเวียนอยู่รอบค่ายกล
“อีกาดำ!?” ผมแปลกใจ นึกถึงตอนอยู่ตึกฝรั่งที่หย่งอัน เลี่ยวเจี้ยนก็จากไปกะทันหันเพราะอีกาดำพวกนี้โผล่มาเหมือนกัน
จางเทียนหลิงก็น่าจะนึกขึ้นได้เหมือนกัน ขมวดคิ้วแน่น พูดเสียงเครียด “หลงหยวน หมอกดำนี่ต้องเป็นวิชาของผู้ใช้อาคมคนนั้นของแมงป่องดำที่ยังไม่โผล่หัวมาแน่ วิชาของมันประหลาดขนาดนี้ คาดว่าฝีมือน่าจะร้ายกาจกว่าเลี่ยวเจี้ยนกับฟางหานเยอะ”
ผมเองก็สีหน้าเคร่งเครียด พยักหน้าเห็นด้วย
แค่ดูจากวิชานี้ ก็รู้แล้วว่าคนคนนี้ต้องเป็นยอดฝีมือในวงการไสยเวทย์แน่
แค่รับมือเลี่ยวเจี้ยนกับฟางหาน พวกเราก็ตึงมือพอแล้ว ขืนบวกยอดฝีมือลึกลับคนนั้นเข้าไปอีก ผมกับจางเทียนหลิงแทบไม่มีโอกาสชนะเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่รู้ด้วยว่านอกจากสามคนนี้แล้ว ในส่วนลึกของหุบเขายังมีผู้ใช้อาคมของแมงป่องดำคนอื่นอยู่อีกไหม
จิตใจผมหนักอึ้ง คิดในใจว่าคนของหน่วยงานเมื่อไหร่จะมาถึงสักที
จู่ ๆ เสียงกระแทกถี่ ๆ ก็ดังมาจากรอบด้าน ผมกับจางเทียนหลิงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ถึงพบว่าอีกาดำพวกนั้นเริ่มใช้ปากจิกม่านแสงของค่ายกลแผนผังไท่จี๋อย่างบ้าคลั่ง
“แย่แล้ว พวกมันคิดจะทำลายค่ายกลแผนผังไท่จี๋” ผมอุทานอย่างตกใจ
ม่านแสงสีทองของค่ายกลแผนผังไท่จี๋เริ่มสั่นสะเทือนไม่หยุด ขืนปล่อยให้พวกมันทำต่อไปแบบนี้ คงถูกเจาะแตกในไม่ช้าแน่
ผมกับจางเทียนหลิงจำต้องลงมือขัดขวางอีกาดำพวกนี้ แต่ถึงอีกาที่โดนโจมตีจะสลายเป็นหมอกดำทันที ทว่าพริบตาเดียวพวกมันก็กลับคืนร่างเป็นอีกา แล้วโจมตีม่านแสงสีทองต่อ
รู้สึกเหมือนการโจมตีของผมกับจางเทียนหลิงจะเสียแรงเปล่า เพราะไม่ว่าจะทำยังไง อีกาก็แค่แตกสลาย แล้วก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
ในที่สุด บนค่ายกลแผนผังไท่จี๋ก็เกิดรอยร้าวเหมือนใยแมงมุม
เสียงดังเพล้ง พอรอยร้าวขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ ม่านแสงสีทองของค่ายกลแผนผังไท่จี๋ก็แตกกระจาย ค่ายกลหมดฤทธิ์ทันที
พอไร้การป้องกันจากค่ายกล อีกาดำพวกนั้นก็เริ่มรุมโจมตีผมกับจางเทียนหลิง พยายามจะจิกกัดพวกเรา
ผมจำต้องเร่งโคจรปราณในกายอีกครั้ง เรียกแสงสีทองออกมาคลุมทั่วร่าง
และในตอนนั้นเอง กู่หนอนไหมทองกับเสี่ยวไป๋ที่กลับคืนร่างเป็นลูกแมวน้อยก็ถอยกลับมาหากัน กู่หนอนไหมทองช่วยเสี่ยวไป๋ให้หลุดพ้นจากหมอกดำได้จริง ๆ
พอกลับมาถึง กู่หนอนไหมทองก็บินมาตรงหน้าผม ส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ
“จริงเหรอ? งั้นก็เยี่ยมเลย” ผมดีใจสุดขีด พูดอย่างตื่นเต้น
จางเทียนหลิงงง ถามผมว่าเป็นอะไร ผมบอกเขาว่ากู่หนอนไหมทองบอกว่าหมอกดำพวกนี้กลัวน้ำลายของมัน
“จริงดิ?” จางเทียนหลิงอึ้งไปนิดหนึ่ง ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
โดนกังขาแบบนี้กู่หนอนไหมทองเลยไม่พอใจ บินไปตรงหน้าจางเทียนหลิง ร้องด่าเขาฉอด ๆ
“รู้แล้ว ๆ แกเก่งที่สุดในปฐพี พอใจยัง” จางเทียนหลิงรู้ตัวว่าทำให้มันโกรธ เลยรีบยอมลงให้
กู่หนอนไหมทองสะบัดหน้า ไม่สนใจจางเทียนหลิงอีก
“เสี่ยวจิน รีบไล่อีกาพวกนี้ไปเร็ว” ผมรีบสั่งการ
อีกาพวกนี้พุ่งใส่เราไม่หยุด เห็นชัดว่าต้องการขังพวกเราไว้ที่นี่เพื่อถ่วงเวลา
ดังนั้น กู่หนอนไหมทองเลยเริ่มไล่ถุยน้ำลายใส่อีกาทีละตัว
เป็นไปตามคาด อีกาที่โดนน้ำลายกู่หนอนไหมทอง พอกลายเป็นหมอกดำก็สลายหายไปเลย ไม่กลับมารวมตัวเป็นอีกาเหมือนก่อนหน้านี้อีก
“เฮ้ย ได้ผลจริงด้วย เสี่ยวจินสู้ ๆ งานนี้ฝากแกแล้วนะ” จางเทียนหลิงดีใจยกใหญ่ เริ่มส่งเสียงเชียร์กู่หนอนไหมทอง
แต่พอกำจัดอีกาไปได้เกือบยี่สิบตัว กู่หนอนไหมทองก็หยุดชะงัก
“เสี่ยวจิน เป็นอะไรไป?” เห็นมันหยุด ผมก็ถามอย่างสงสัย
กู่หนอนไหมทองบอกว่าตอนนี้คอแห้งผาก ถุยน้ำลายไม่ออกแล้วจริง ๆ
ตอนนั้นเอง ด้านหลังพวกเราก็มีเสียงกระหึ่มดังขึ้น พอหันไปมอง ก็เห็นเฮลิคอปเตอร์สองลำบินมา กำลังตรงเข้ามาทางพวกเรา
“เฮลิคอปเตอร์มาจากไหนเนี่ย?” จางเทียนหลิงนึกว่าตาฝาด ขยี้ตาดูใหม่
ในใจผมก็งงเหมือนกัน แต่ไม่นานก็ร้องด้วยความดีใจ “นักพรตลามก กำลังเสริมของพวกเรามาแล้ว”