- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 390 เพลิงสมาธิ
บทที่ 390 เพลิงสมาธิ
บทที่ 390 เพลิงสมาธิ
“เขาเป็นลูกศิษย์ของเจียงเทียนหยวนเหรอ?” ผมตกตะลึงสุดขีด เอ่ยถามด้วยความตกใจ
เลี่ยวเจี้ยนหรี่ตามองผมด้วยความแปลกใจ “แกรู้จักเจียงเทียนหยวน?”
“เคยเจอครั้งหนึ่ง” ผมตอบ ในหัวนึกย้อนไปถึงกลิ่นอายอันน่ากลัวบนตัวเจียงเทียนหยวนในตอนนั้น
ถึงเลี่ยวเจี้ยนกับฟางหานตรงหน้าจะมีกลิ่นอายไม่ธรรมดา ไม่ใช่คนกระจอก แต่ก็ยังห่างชั้นกับเจียงเทียนหยวนอยู่ดี
ได้ยินดังนั้น เลี่ยวเจี้ยนก็ทำหน้าครุ่นคิด เหมือนจะไม่เข้าใจ “ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ทำไมแกถึงยังมีชีวิตอยู่?”
ผมเงียบไม่ตอบ ดูท่าย่าผีกับเจียงเทียนหยวนคงไม่ได้เล่าเรื่องของผมให้พวกเขาฟัง
เห็นผมไม่พูด เลี่ยวเจี้ยนก็ไม่ซักไซ้ต่อ แต่หันไปมองกู่หนอนไหมทองกลางอากาศ
สำหรับการกระทำของฟางหานเมื่อครู่ที่คิดจะใช้เสียงเป่าใบไม้บังคับควบคุมมัน กู่หนอนไหมทองโกรธมาก ขณะส่งเสียงร้องข่มขู่ในลำคอ
ต้องบอกว่าฟางหานนี่ใจกล้าจริง ๆ ถ้าเลี่ยวเจี้ยนไม่เข้ามาบังไว้เมื่อกี้ ป่านนี้เขาคงถูกพลังของกู่หนอนไหมทองตีกลับจนตายไปแล้ว
เห็นได้เลยว่ากู่หนอนไหมทองเย้ายวนใจหมอพิษกู่ขนาดไหน ทำให้ขาดสติอยากได้มาครอบครองในชั่วพริบตา
กู่หนอนไหมทองยังคงคำรามลั่น เตือนเลี่ยวเจี้ยนว่าอย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน
เผชิญหน้ากับคำขู่ของมัน เลี่ยวเจี้ยนไม่สะทกสะท้าน แสยะยิ้มเย็น “เจ้าตัวเล็ก อย่าซ่านัก ฉันไม่ใช่หมอพิษกู่ ไม่ได้กลัวแกขนาดนั้น”
“เลี่ยวเจี้ยน ช่วยฉันจับกู่หนอนไหมทองที เสร็จงานฉันจะให้อาจารย์ตอบแทนแกอย่างงาม” ตอนนี้ฟางหานยังหน้าซีด แต่พอได้สติกลับมาบ้างแล้ว มองกู่หนอนไหมทองด้วยความโลภปนหวาดระแวง
“ไอ้หนู อย่ามาสั่ง ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง ไม่ต้องมาสาระแน” เลี่ยวเจี้ยนแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
รู้ตัวว่าตอนนี้ต้องพึ่งพาพลังของเลี่ยวเจี้ยน ฟางหานเลยไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเลี่ยวเจี้ยนเหมือนก่อนหน้านี้
เหลือบมองกู่หนอนไหมทองกลางอากาศอีกครั้ง เลี่ยวเจี้ยนบอกให้ฟางหานใช้กู่แมลงช่วยเขาจับกู่หนอนไหมทอง
ฟางหานทำหน้าลำบากใจ บอกว่ามีกู่หนอนไหมทองอยู่ พวกกู่แมลงอาจจะไม่เชื่อฟังคำสั่งเขาเท่าไหร่ แต่เขาจะพยายามดู
“งั้นก็รีบทำ” พูดจบ เลี่ยวเจี้ยนแววตาเคร่งขรึม ยกมือทำท่าคว้าจับกู่หนอนไหมทองกลางอากาศ
ทันใดนั้น ใบหน้าผีบางส่วนที่ลอยอยู่รอบตัวเขาก็รวมตัวกันกลายเป็นมือผีขนาดมหึมา พุ่งเข้าคว้าจับกู่หนอนไหมทองอย่างรวดเร็ว
จังหวะที่มือผีเกือบจะถึงตัว กู่หนอนไหมทองก็กลายเป็นแสงสีทอง แวบหลบไปด้านข้าง
จากนั้น กู่หนอนไหมทองก็โกรธจัด คำรามลั่นใส่เลี่ยวเจี้ยนกับฟางหาน
เลี่ยวเจี้ยนประสานมุทรา ใบหน้าผีที่วนเวียนรอบตัวเขาก็พากันทำหน้าถมึงทึง ส่งเสียงร้องโหยหวนแสบแก้วหูออกมา
พริบตาเดียว ในหุบเขาก็ดังสนั่นไปด้วยเสียงคำราม เสียงร้องสองสายปะทะกันทำเอาพวกเราจิตใจสั่นสะท้าน หัวสมองมึนงง
ผมไม่กล้าประมาท รีบโคจรปราณในร่างกายเพื่อตั้งสติ
จางเทียนหลิงที่อยู่ข้าง ๆ ก็รีบประสานมุทรา ต้านทานอานุภาพของเสียงร้องทั้งสอง
ส่วนฟางหานที่ยืนอยู่หลังเลี่ยวเจี้ยนอาการหนักกว่าใคร เอามือปิดหู เลือดไหลออกจากปากไม่หยุด สีหน้าทรมาน
พอเสียงร้องทั้งสองเงียบลง โลกถึงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
กู่หนอนไหมทองโกรธจัด กลายเป็นแสงสีทองพุ่งเข้าใส่เลี่ยวเจี้ยน ขณะที่เลี่ยวเจี้ยนแสยะยิ้มมุมปาก ควบคุมใบหน้าผีให้เข้าไปขัดขวางกู่หนอนไหมทอง
ถ้าเจอกับกู่แมลง กู่หนอนไหมทองย่อมไม่มีวันแพ้ แต่วิชาของเลี่ยวเจี้ยนคือการควบคุมภูตผี กู่หนอนไหมทองไม่มีพลังกดดันทางสายเลือด สถานการณ์เลยบอกยาก
กู่หนอนไหมทองหลบหลีกใบหน้าผีที่เข้ามาขวางไม่หยุด สุดท้ายก็ถูกบีบให้ต้องถอยร่น
ผมเงยหน้ามองกู่หนอนไหมทองที่พัวพันกับใบหน้าผีอยู่กลางอากาศ ในใจอดเป็นห่วงไม่ได้
ขณะเดียวกัน เสียงเป่าใบไม้ก็ดังขึ้น ฟางหานเริ่มลองควบคุมกู่แมลงที่กำลังสั่นกลัวและแตกฮือ
ภายใต้ความพยายามของเขา กู่แมลงที่แตกตื่นเริ่มกลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง พอเสียงเป่าใบไม้เร่งจังหวะเร็วขึ้น กู่แมลงพวกนั้นเหมือนลืมความกลัวที่มีต่อกู่หนอนไหมทอง เริ่มเข้าไปช่วยใบหน้าผีของเลี่ยวเจี้ยนจำกัดการเคลื่อนไหวของกู่หนอนไหมทอง
ทำเอากู่หนอนไหมทองหัวเสียสุด ๆ ส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ ไม่หยุด
“เสี่ยวจิน!” ผมกลัวกู่หนอนไหมทองจะถูกจับได้จริง ๆ จ้องเขม็งไปที่เลี่ยวเจี้ยนฝั่งตรงข้าม
สองคนนี้คิดจะจับกู่หนอนไหมทองต่อหน้าผมอย่างไม่เกรงใจ นี่เห็นผมที่เป็นเจ้าของเป็นหัวหลักหัวตอหรือไง?
สีหน้าเคร่งขรึม ผมประสานมุทรา เริ่มรวบรวมสายฟ้าไว้ในมือ
พวกมันโจมตีกู่หนอนไหมทอง งั้นผมก็จะโจมตีพวกมันตรง ๆ
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวิชาสายฟ้า สายตาของเลี่ยวเจี้ยนก็หันขวับมาทางผมทันที
ผมตะโกนก้อง ยกมือซัดห้านิ้วอสนีบาตที่รวบรวมพลังไว้นานออกไป
ในหุบเขายามดึก พลังสายฟ้าขนาดเท่าแขนสว่างวาบขึ้น ผ่าเปรี้ยงใส่เลี่ยวเจี้ยนพร้อมเสียงคำราม
เลี่ยวเจี้ยนหน้าทะมึน ประกบมือเข้าหากัน แล้วกางออกผลักไปข้างหน้า
ทันใดนั้น ใบหน้าผีขนาดมหึมาที่ดูดุร้ายก็โผล่มาขวางหน้าเขากับฟางหาน ห้านิ้วอสนีบาตปะทะเข้ากับใบหน้าผียักษ์เต็ม ๆ ในพริบตา
เสียงระเบิดดังตูม ฝุ่นตลบ ใบหน้าผียักษ์หายไป เบื้องหน้าเลี่ยวเจี้ยนปรากฏหลุมใหญ่ ห้านิ้วอสนีบาตที่ผมทุ่มพลังใส่โจมตีเขาไม่โดน
เลี่ยวเจี้ยนยิ้มอย่างลำพองใจ เหมือนกำลังยั่วโมโหผม
ผมกำหมัดแน่น เตรียมจะโจมตีอีกครั้ง แต่เสียงของจางเทียนหลิงก็ดังขึ้น
“เลี่ยวเจี้ยน รับท่านี้ของฉันไปซะ” จางเทียนหลิงไปโผล่บนโขดหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาเหนือหัวเลี่ยวเจี้ยนกับฟางหานตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
เห็นเพียงเบื้องหน้าเขามียันต์สีน้ำเงินสามแผ่นลอยอยู่ ตำแหน่งที่ลอยเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม จากนั้นยันต์ทั้งสามแผ่นก็ลุกเป็นไฟสีน้ำเงินพร้อมกัน
“นี่มัน...” เลี่ยวเจี้ยนสีหน้าเปลี่ยนไป แววตาเคร่งเครียดขึ้นมา
จางเทียนหลิงประสานมุทราเสร็จ ตบมือใส่ยันต์สีน้ำเงินที่กำลังลุกไหม้ตรงหน้า “เพลิงสมาธิ!”
ชั่วพริบตา เปลวไฟสีน้ำเงินก็ไหลทะลักลงมาจากด้านบนราวกับน้ำตก เข้าใส่เลี่ยวเจี้ยนกับฟางหาน
เลี่ยวเจี้ยนคำรามลั่น ใบหน้าผีบนตัวพากันรวมตัว ก่อรูปร่างเป็นหัวกะโหลกขนาดมหึมาห่อหุ้มตัวเขากับฟางหานไว้ข้างใน
เพลิงสมาธิที่ถาโถมลงมากลืนกินพวกเขาในพริบตา แม้แต่หัวกะโหลกยักษ์ก็จมหายไปในทะเลเพลิง
ในเปลวไฟสีน้ำเงินเหมือนจะมีประกายสีทองแฝงอยู่ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ท่านี้ถูกเรียกว่าเพลิงสมาธิ มันไม่ใช่ไฟธรรมดาจริง ๆ
เสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากทะเลเพลิงเป็นระลอก น่าจะเป็นเสียงร้องของใบหน้าผีในวิชากลืนผีของเลี่ยวเจี้ยน เจอกับเพลิงสมาธิที่ร้ายกาจขนาดนี้ ใบหน้าผีพวกนั้นรับไม่ไหวแน่
หลังจากใช้ท่านี้ จางเทียนหลิงดูจะเสียพลังไปเยอะ หอบหายใจแฮ่ก ๆ
จู่ ๆ ทะเลเพลิงก็ปั่นป่วน จากนั้นก็เห็นเลี่ยวเจี้ยนลากฟางหานกระโดดหนีออกมาจากกองไฟ
พอกระโดดออกมา เลี่ยวเจี้ยนก็พาฟางหานถอยห่างจากทะเลเพลิง
สภาพของทั้งคู่ดูทุลักทุเลหน่อย โดยเฉพาะเลี่ยวเจี้ยน ใบหน้าผีที่วนเวียนรอบตัวลดหายไปเยอะ บนตัวยังมีใบหน้าผีบางส่วนที่มีไฟลุกไหม้อยู่
เลี่ยวเจี้ยนหน้าดำหน้าแดง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น สลัดตัวทีหนึ่ง แยกใบหน้าผีที่ยังมีไฟติดอยู่ออกจากวิชากลืนผี
ส่วนใบหน้าผีที่พัวพันกู่หนอนไหมทองอยู่กลางอากาศก็ถูกเขาเรียกกลับไปจนหมด รู้สึกได้เลยว่าอานุภาพวิชากลืนผีของเขาลดฮวบไปกว่าครึ่ง
พอขาดเสียงเป่าใบไม้ควบคุม กู่แมลงพวกนั้นก็กลับมาแตกตื่นสับสนอีกครั้ง กู่หนอนไหมทองไม่รอช้า ฉวยโอกาสไล่เขมือบพวกมันทันที
“จางเทียนหลิง!” เลี่ยวเจี้ยนหน้าเขียวสลับขาว แววตาแทบจะพ่นไฟ กัดฟันจ้องจางเทียนหลิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ