- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 382 สองวิธีควบคู่
บทที่ 382 สองวิธีควบคู่
บทที่ 382 สองวิธีควบคู่
“กรี๊ด!”
“เฮ้ย!”
เหตุการณ์กะทันหันทำให้ชาวบ้านที่ไม่ฟังคำทัดทานและคิดจะตามออกไปนอกหมู่บ้านต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ หน้าซีดเผือดกับภาพตรงหน้า
ผมถอนหายใจ ชาวบ้านไม่กี่คนนั้นตายเปล่าแท้ ๆ
“แม่งเอ๊ย เห็นกันหรือยัง ใครอยากตายเร็วก็ลองไม่เชื่อแล้วออกไปดูสิ” หลิวเฉิงเห็นสภาพนั้นก็ทั้งโกรธทั้งโมโห พูดอย่างฉุนเฉียว
ชาวบ้านที่โวยวายอยากออกไปก่อนหน้านี้ เห็นแบบนี้แล้วจะกล้าออกไปอีกได้ยังไง ต่างพากันตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
จางเทียนหลิงทำหน้าขรึม พูดช้า ๆ “นี่แหละที่เขาเรียกว่าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ในเมื่อมีคนพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ก็อย่าเอาชีวิตไปทิ้งเพราะอารมณ์ชั่ววูบอีกเลย”
เจียงเหลียงผิงเองก็โกรธจนแทบคลั่ง บอกให้ชาวบ้านเลิกบ้า แล้วเชื่อฟังการจัดแจงของพวกเราซะดี ๆ
“พวกคุณลองคิดดูดี ๆ เมื่อคืนถ้าไม่ได้อาจารย์หลี่กับพรรคพวก พวกคุณจะมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้เหรอ? ตั้งสติกันหน่อย พวกเราจะพยายามเต็มที่เพื่อรับรองความปลอดภัยของทุกคน” เฉียนหย่งพูดตามทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง
ชาวบ้านต่างพากันพยักหน้า เริ่มกลับมามีสติ ไม่คิดจะเสี่ยงหนีออกจากหมู่บ้านอีก
พอทุกคนกลับเข้ามาในห้องประชุม ผมก็ให้หลิวเฉิงไปเรียกเจียงเหลียงผิงมา
เจียงเหลียงผิงไม่กล้าชักช้า รีบเดินจ้ำอ้าวเข้ามา ถามผมว่ามีอะไรให้ช่วยไหม
ผมบอกว่าถึงตอนนี้จะเป็นกลางวัน แต่เรายังวางใจไม่ได้ ชาวบ้านควรกินอยู่หลับนอนที่ห้องประชุมนี่แหละดีที่สุด
“อีกเดี๋ยวพวกนักพรตลามกตามผู้ใหญ่บ้านเจียงไปหาของกินจากบ้านชาวบ้านระแวกใกล้เคียงมาหน่อยนะ เหนื่อยกันมาทั้งคืน เชื่อว่าทุกคนคงหิวกันแล้ว” ผมบอกกับพวกเขาสามสี่คน
หลิวเฉิงลูบท้อง บอกว่าไม่พูดก็ไม่เท่าไหร่ พอได้ยินปุ๊บก็รู้สึกหิวปั๊บเลย
“งั้นก็รีบไปจัดการเถอะ ฉันจะไปดูลาดเลาทั่วหมู่บ้านหน่อย จะได้หาวิธีทำลายหมอกที่ปิดล้อมหมู่บ้านนี้ให้เร็วที่สุด” ผมเร่งให้พวกเขาลงมือ
พวกเขาไม่รอช้า หาคนที่สมัครใจช่วยอีกจำนวนหนึ่ง แล้วตามเจียงเหลียงผิงออกไปรวบรวมอาหาร
พอพวกเขาไปแล้ว ผมก็ออกเดินเพียงลำพัง
ในหุบเหวที่ผามังกรร่วงยังมีชาวบ้านผู้หญิงที่ถูกจับไปเป็นเครื่องสังเวยรอให้เราไปช่วยอีกเพียบ ยิ่งผมหาวิธีได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยคนออกมาได้มากเท่านั้น
หลังจากผ่านเรื่องราวเมื่อคืน ในหมู่บ้านหลายแห่งก็เต็มไปด้วยคราบเลือดและชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ บ้านเรือนพังเสียหายไปไม่น้อย เดินอยู่คนเดียวในหมู่บ้านที่เงียบเชียบแบบนี้ รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาในหมู่บ้านร้างที่ไร้ผู้คนมานานปี
แต่สิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือที่นี่ยังคงเปี่ยมไปด้วยไอวิญญาณ แม้ทางทิศตะวันออกตรงผามังกรร่วงจะมีช่องโหว่ แต่หมู่บ้านอันหย่งก็ยังถือเป็นชัยภูมิเก็บลมรวมปราณขนานแท้
คิดถึงตรงนี้ ในหัวผมก็เกิดปัญญาแวบขึ้นมา
“ไอวิญญาณ ลม ไม่แน่อาจจะลองใช้วิธีนี้ได้” ผมดีใจลึก ๆ เริ่มมีแผนการคร่าว ๆ แล้ว
ผมจึงเดินไปที่ตึกเล็ก ๆ ที่เราใช้สังเกตการณ์ผามังกรร่วงเมื่อคืนคนเดียว ที่นี่น่าจะเป็นจุดที่สูงที่สุดในหมู่บ้านอันหย่งแล้ว
ขึ้นมาถึงดาดฟ้า ผมกวาดสายตามองสภาพหมู่บ้านอันหย่งในตอนนี้ รอบนอกหมู่บ้านถูกกั้นด้วยหมอกหนาทึบ ปิดล้อมหมู่บ้านอันหย่งไว้อย่างมิดชิด
แต่เหนือหมู่บ้านกลับไม่ได้ถูกหมอกปิดกั้น ยังคงมองเห็นท้องฟ้าสีครามและเมฆขาว แสงแดดสาดส่องลงมาได้ตามปกติ
ยืนอยู่บนดาดฟ้า ผมหลับตาสัมผัสการไหลเวียนของไอวิญญาณฟ้าดินในหมู่บ้านอันหย่ง แล้วลืมตาขึ้น
“จำได้ว่าทิศทางของผามังกรร่วงอยู่ทางนี้ ก็คือทิศตะวันออก งั้นทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ต้องอยู่ทางนี้” ผมหันไปมองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน
พอกำหนดทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้แล้ว ผมก็ลงจากดาดฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เพิ่งกำหนดไว้
มาถึงทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้าน ผมเดินหาอยู่รอบหนึ่ง ก็ไม่เจอลานกว้างที่พอจะใช้การได้เลย หมู่บ้านอันหย่งประชากรเยอะ บ้านเรือนเลยปลูกติด ๆ กันไปหมด
ในที่สุด ผมก็หาบ้านชาวบ้านที่มีลานบ้านพอจะใช้เป็นสถานที่กางค่ายกลได้จนเจอ
หลังจากสำรวจพื้นที่จริงแล้ว ต่อไปก็เหลือแค่เตรียมการกางค่ายกล
พอกลับมาถึงที่ทำการหมู่บ้าน พวกหลิวเฉิงก็กลับมากันนานแล้ว พวกเขาหาอาหารมาได้เพียบ เจียงเหลียงผิงกำลังพาคนทำกับข้าวอยู่
“หลงหยวน นายหายไปไหนมา ทำไมเพิ่งกลับมาเนี่ย?” พอเห็นผมกลับมา หลิวเฉิงก็รีบถาม
จางเทียนหลิงก็ถามเหมือนกัน ว่าเป็นไงบ้าง คิดหาวิธีได้หรือยัง
ผมพยักหน้า บอกว่าคิดวิธีที่น่าจะเวิร์กได้แล้ว
“จริงดิ เยี่ยมเลย!” หลิวเฉิงดีใจสุดขีด ตื่นเต้นยกใหญ่
ประจวบเหมาะกับเจียงเหลียงผิงตะโกนบอกพวกเราว่ากับข้าวเสร็จแล้ว ให้ไปกินข้าวกัน
“ไปเถอะ กินข้าวก่อน เดี๋ยวท้องอิ่มแล้วค่อยบอกวิธีที่คิดได้” ผมเอ่ยปาก
กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ต้องอิ่มท้องก่อนถึงจะมีแรงทำงาน
เงื่อนไขจำกัด กับข้าวเลยง่าย ๆ แต่พวกเรากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ก็คนมันหิวนี่นา
พอกินอิ่ม พักผ่อนครู่หนึ่ง ผมก็ให้หลิวเฉิงไปเรียกเจียงเหลียงผิงกับเฉียนหย่งมา
ไม่นาน ทั้งคู่ก็เดินตามหลิวเฉิงมา
“อาจารย์หลี่ เรียกพวกเรามามีเรื่องอะไรเหรอครับ?” เฉียนหย่งถามอย่างสงสัย
ส่วนเจียงเหลียงผิงถามตรง ๆ เลยว่าคิดหาวิธีทำลายหมอกที่ปิดล้อมหมู่บ้านได้แล้วใช่ไหม
“ถูกต้องครับ เลยอยากจะบอกพวกคุณไว้หน่อย” ผมพยักหน้าตอบ
ทั้งสองได้ยินก็ตื่นเต้นกันใหญ่ มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า
ผมบอกพวกเขาว่า วิธีที่ผมจะใช้ต่อไปนี้จะว่ายากก็ไม่ยาก แต่ต้องใช้เวลาหน่อย แถมถึงตอนนั้นอาจจะเกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โต ดังนั้นนอกจากจางเทียนหลิงกับหลิวเฉิงที่ต้องไปช่วยผมกางค่ายกลแล้ว คนอื่น ๆ ต้องเก็บตัวอยู่ในค่ายกลกายพิทักษ์เทียนกังอย่างว่าง่าย
“ที่เรียกพวกคุณมา ก็เพื่อให้พวกคุณจับตาดูชาวบ้านให้ดี ก่อนที่หมอกปิดล้อมหมู่บ้านจะถูกทำลาย ห้ามให้ใครเดินออกจากค่ายกลเด็ดขาด” ผมกำชับทั้งสองคน จะเรียกว่าเป็นภารกิจให้พวกเขาก็ได้
ทั้งสองพยักหน้ารัว ๆ รับปากว่าทำได้แน่นอน
“ครับ จำไว้ว่าถึงตอนนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกคุณแค่อยู่ในค่ายกลก็พอ” ยังไม่ค่อยวางใจ ผมเลยย้ำอีกรอบ
สั่งความเสร็จ ผมให้หลิวเฉิงพกอาหารที่กินง่าย ๆ ติดตัวไปด้วย พอเตรียมพร้อมแล้วพวกเราสามคนก็ออกจากที่ทำการหมู่บ้าน
ออกจากที่ทำการหมู่บ้าน จางเทียนหลิงกับหลิวเฉิงก็เดินตามผมมา
หลิวเฉิงถามผมว่าจะไปกางค่ายกลที่ไหน กางที่ที่ทำการหมู่บ้านไม่ได้เหรอ?
ไม่มีค่ายกลกายพิทักษ์เทียนกังคุ้มครอง หลิวเฉิงเลยกังวลนิดหน่อย กลัวจะเจออันตราย
ผมบอกเขาว่าการกางค่ายกลต้องยืมพลังจากทิศทางแปดทิศ ตำแหน่งที่ทำการหมู่บ้านไม่เหมาะ
“ไอ้คิงคอง กลัวอะไร? มีฉันกับหลงหยวนอยู่ จะปล่อยให้นายเป็นอะไรไปได้ไง?” จางเทียนหลิงพูดกับเขา แล้วหันมามองผม “แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่ดี หลงหยวนนายคิดวิธีอะไรออกกันแน่?”
ผมยิ้ม แกล้งทำเป็นมีความลับ ถามทั้งสองคนว่าหมอกจะจางหายไปในสถานการณ์ไหนได้บ้าง
“ถ้าไม่อากาศร้อนอุณหภูมิสูงขึ้น ก็ถูกลมพัดจนจางไป” คิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเฉิงถึงตอบ
“ดูท่านายก็ไม่โง่นี่หว่า” ผมแซว
หลิวเฉิงหัวเราะแก้เก้อ บอกว่าความรู้รอบตัวแค่นี้เขาก็พอมีอยู่หรอกน่า
ผมบอกว่าหมอกที่ปิดล้อมหมู่บ้านเป็นอาคมไม่ใช่หมอกทั่วไป ดังนั้นต่อให้ฟ้าสว่าง มีแสงแดดส่องก็ยังไล่มันไปไม่ได้ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกอย่าง นั่นคือลม แถมต้องเป็นลมวิญญาณที่แฝงด้วยไอวิญญาณฟ้าดิน!
อุณหภูมิบวกกับลมวิญญาณ ใช้สองวิธีควบคู่กัน ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะทำลายหมอกที่ปิดล้อมหมู่บ้านนี้ไม่ได้