- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 370 เริ่มการหลอมสร้าง
บทที่ 370 เริ่มการหลอมสร้าง
บทที่ 370 เริ่มการหลอมสร้าง
หลิวเฉิงรีบวิ่งออกจากห้องไปเอาเลือดอย่างอดใจรอไม่ไหว ผมไม่ได้ปลุกจางเทียนหลิง แต่ถือไม้ถูกฟ้าผ่ากลับไปที่ห้องของตัวเอง
ถือไม้ถูกฟ้าผ่าไว้ในมือ ผมสัมผัสได้ถึงปราณอสนีสวรรค์อันเข้มข้นที่อยู่ภายในอย่างละเอียด ต่อให้ตอนนี้ไม้ถูกฟ้าผ่ายังไม่ได้ถูกหลอมเป็นอาวุธวิเศษ มันก็เป็นของล้ำค่าหายากของจริง
ไม่นาน หลิวเฉิงก็ฮัมเพลงเดินถือเลือดครึ่งชามเข้ามาในห้องผมอย่างตื่นเต้น
“หลงหยวน เท่านี้พอไหม ถ้าไม่พอฉันไปเอามาเพิ่มอีก” เขายื่นเลือดครึ่งชามให้ผมแล้วถาม ไม่มีท่าทีลังเลเหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิด
ผมบอกว่าพอแล้ว บอกไปว่าจะเก็บตัวอยู่ในห้องสักสองสามวัน ฝากให้เขาบอกจ้าวอี้เฟยด้วย ห้ามใครเข้ามารบกวนผมเด็ดขาด
หลิวเฉิงตบอปรับประกัน รับรองว่าจะไม่ให้ใครมารบกวนผมแน่นอน
“ดี นายออกไปเถอะ ฉันจะเริ่มแล้ว” ผมพยักหน้า ให้เขาออกจากห้องไป
“หลงหยวน ไม้ถูกฟ้าผ่าที่หลอมเป็นอาวุธวิเศษแล้วจะให้ฉันใช้จริง ๆ เหรอ?” ก่อนไป หลิวเฉิงถามย้ำกับผมอีกครั้งอย่างไม่วางใจ
ผมบอกว่าถามโง่ ๆ ไม่งั้นจะให้เขาเอาเลือดมาครึ่งชามทำไม
เขายิ้มแก้มปริ ถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น บอกว่าต่อไปตัวเองจะมีอาวุธป้องกันตัวแล้ว ฟินสุด ๆ
รอจนเขาออกไป ผมก็ถือไม้ถูกฟ้าผ่ากับเลือดครึ่งชามของหลิวเฉิงเข้ามาในโลกจี้หยก
พอเข้ามาปุ๊บ เสิ่นหนิงซวงก็ปรากฏตัว
“ไม้ถูกฟ้าผ่าหากหลอมเป็นอาวุธวิเศษสำเร็จ มันจะเป็นอาวุธวิเศษธาตุสายฟ้าที่ล้ำค่ามากนะ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะยกให้หลิวเฉิง แล้วใช้เลือดของเขาหลอม?” เสิ่นหนิงซวงถามเข้าประเด็นทันที
“แน่นอนสิครับ เขาเป็นเพื่อนผม ตามผมมาเสี่ยงอันตราย ผมจะปล่อยให้เขาไม่มีของป้องกันตัวไม่ได้” ผมพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ
มองดูผมที่ตอบกลับโดยไม่ลังเล เสิ่นหนิงซวงก็ถอนหายใจ “ช่างเถอะ ถึงปกติเขาจะพูดมากน่ารำคาญ ข้าไม่ค่อยชอบ แต่เขาก็รักพวกพ้อง จริงใจกับเจ้า ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ก็เริ่มเถอะ”
เธอยังบอกอีกว่าจะคอยจับตาดูผม ถ้าเจอจุดไหนไม่ถูกต้องจะคอยเตือน
“งั้นก็ขอบคุณมากครับ” ผมกล่าวขอบคุณ
นิสัยของเสิ่นหนิงซวงเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ก็ช่วยผมไว้ไม่น้อย ถ้าไม่มีเธอผมคงไม่มีทางพัฒนาฝีมือมาได้จนถึงตอนนี้อย่างราบรื่นแน่
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ผมเริ่มลงมือหลอมไม้ถูกฟ้าผ่าอย่างอดทนตามวิธีที่เธอเคยบอก
ตอนที่ฟังวิธีหลอมอาวุธวิเศษจากปากเสิ่นหนิงซวง ผมก็จำได้เกือบหมดแล้ว แต่พอมาลงมือทำจริงกลับยากกว่าที่คิดไว้เยอะ ทั้งเปลืองแรงเปลืองสมาธิ แถมยังน่าเบื่อสุด ๆ
ระหว่างนั้นเสิ่นหนิงซวงคอยชี้จุดผิดพลาดของผมเป็นระยะ และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ผมก็ปรับปรุงแก้ไขทันทีตามคำแนะนำของเธอ
ในมิติของจี้หยกเหมือนโลกที่ว่างเปล่า บวกกับกระบวนการหลอมสร้างต้องใช้สมาธิจดจ่อสูง ผมเลยไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกจี้หยกมานานแค่ไหนแล้ว
ยิ่งนานเข้า ผมก็ยิ่งรู้สึกหมดแรง เริ่มมีอาการเหมือนจะทนไม่ไหว
ในขณะที่ผมกัดฟันฝืนทน มือเรียวงามไร้ที่ติข้างหนึ่งก็วางลงบนไหล่ผม ผมรู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นไหลเข้ามาในร่างกายทันที ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะ
“เอาล่ะ ครั้งนี้พอแค่นี้ก่อน เจ้าออกไปเถอะ” เสิ่นหนิงซวงเอ่ยปากเสียงเรียบ
ผมสงสัยนิดหน่อย ถามเธอว่าหลอมอาวุธวิเศษหยุดพักกลางคันได้ด้วยเหรอ
เธอบอกว่าได้แน่นอน แล้วถามผมว่าคงไม่ได้คิดว่าการหลอมอาวุธวิเศษมันง่ายขนาดนั้น คิดจะทำให้เสร็จในรวดเดียวหรอกนะ
“ไม่ได้เหรอครับ?” ผมถาม
เธอตอบเสียงเย็น “ได้น่ะมันก็ได้ แต่ด้วยฝีมือเจ้าตอนนี้ ต่อให้มีมิติจี้หยกช่วย เจ้าก็ทำไม่ได้หรอก อีกอย่างข้าเคยบอกไปตั้งนานแล้ว ว่าการอยู่ในมิติจี้หยกนาน ๆ มันไม่ส่งผลดีกับเจ้า”
ผมเข้าใจแล้ว พยักหน้าถามเธอว่าผมเข้ามานานแค่ไหนแล้ว
“สองวันแล้ว ไปพักเถอะ ทำต่อไปเจ้าก็ไม่ไหวหรอก เสียแรงเปล่า” เสิ่นหนิงซวงพูดตรง ๆ ไม่ไว้หน้ากันเลย
“...”
ออกจากมิติจี้หยก ผมลงจากเตียงบิดขี้เกียจ ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนอกห้อง เลยเปิดประตูออกไป
นอกห้องมีจ้าวอี้เฟยกับหลิวเฉิง พอเห็นผมออกมา ทั้งสองคนก็รีบเข้ามามุง
“หลงหยวน สำเร็จแล้วเหรอ?” หลิวเฉิงถามผมด้วยสีหน้าคาดหวัง
ส่วนจ้าวอี้เฟยถามผมว่าอยู่ในห้องตั้งสองวันไม่กินไม่ดื่ม เป็นอะไรไหม?
“ไม่เป็นไร แต่หิวจริง ๆ นั่นแหละ” ผมยิ้มให้เธอ แล้วพูดขึ้น
“เดี๋ยวฉันไปบอกให้ในครัวเตรียมของกินให้นะ” พูดจบ เธอก็รีบวิ่งไป
ตอนนั้นเอง จางเทียนหลิงก็ผิวปากอย่างอารมณ์ดี เดินออกมาจากห้องเขากับหลิวเฉิง
พอเห็นผม เขาก็ประหลาดใจมาก รีบเดินเข้ามาถาม “หลงหยวน แค่สองวัน นายหลอมไม้ถูกฟ้าผ่าเป็นอาวุธวิเศษสำเร็จแล้วเหรอ?”
ผมส่ายหน้า บอกว่าเป็นไปได้ยังไง แค่เหนื่อย เลยพักหน่อย
“ฮ่า ๆ นั่นสินะ เวลาสั้นแค่นี้จะหลอมอาวุธวิเศษออกมา ต่อให้เป็นปรมาจารย์ก็อาจจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำ” จางเทียนหลิงพยักหน้า รู้ดีว่าการหลอมอาวุธวิเศษไม่ใช่เรื่องง่าย
หลิวเฉิงผิดหวังนิดหน่อย “ฉันก็นึกว่าจะได้ถือไม้อสนีบาตโชว์เทพซะแล้ว”
“ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามน่า” ผมยิ้มอย่างจนใจ บอกให้เขาอย่าใจร้อน
แต่จางเทียนหลิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับมองสำรวจผม เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด
“นักพรตลามก นายอยากจะพูดอะไร?” ผมถามเขา
เขาบอกว่าไม่มีอะไร แค่ทึ่งในความลึกลับของผม ที่ถึงขนาดรู้วิธีหลอมอาวุธวิเศษด้วย
“ฉันนับถือนายมากขึ้นทุกวันจริง ๆ คนรุ่นเดียวกันที่ทำให้จางเทียนหลิงคนนี้นับถือได้มีไม่กี่คนหรอก นายก็เป็นหนึ่งในนั้น” จางเทียนหลิงตอบกลับ
ได้ยินแบบนั้น ผมก็แค่ยิ้ม ๆ แล้วถามถึงเรื่องไอหยางของเขา
“ต้องขอบคุณนายนั่นแหละ อาการดีขึ้นบ้างแล้ว ระยะเวลาที่ไอหยางกำเริบก็ห่างออกไป” จางเทียนหลิงตอบ
ผมบอกว่าดีแล้ว ไว้มีเวลาจะใช้ปราณช่วยเขารักษาต่อ จะได้ให้เขาหลุดพ้นจากปัญหาไอหยาง รักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูฝีมือได้เร็ว ๆ
“ในเมื่อหลงหยวนพูดแบบนี้ งั้นฉันไม่เกรงใจละนะ วันหลังต้องรบกวนนายช่วยรักษาให้หน่อยแล้ว” จางเทียนหลิงยิ้มดีใจ กล่าวขอบคุณ
เขาลงจากเขาเหมาซานมาตั้งนาน ในที่สุดก็เจอผมที่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาได้ ความตื่นเต้นในใจย่อมไม่ต้องพูดถึง
พวกเราสามคนคุยกันสักพัก จ้าวอี้เฟยก็เดินมาบอกว่ากับข้าวเสร็จแล้ว ให้ผมรีบไปกินรองท้อง
พอกินอิ่มดื่มเสร็จ ผมกับจ้าวอี้เฟยก็มาที่ห้อง เธอโชว์ผลการฝึกควบคุมวิญญาณไฟด้วยตัวเองตลอดสองวันที่ผ่านมาให้ผมดู
“เป็นไง? ฉันรู้สึกว่าคล่องมือขึ้นเยอะเลย ไฟที่คุมได้ก็เหมือนจะเยอะขึ้นด้วย” จ้าวอี้เฟยควบคุมเปลวไฟในมือพลางมองผม เหมือนเด็กน้อยรอรับคำชม
ผมขำท่าทางน่ารักของเธอ ยกนิ้วโป้งให้ “อืม เก่งมาก”
ต้องยอมรับว่าจ้าวอี้เฟยฉลาดจริง ๆ แถมยังมีพรสวรรค์ เวลาสั้นแค่นี้ก็เริ่มควบคุมเปลวไฟส่วนน้อยของวิญญาณไฟได้แล้ว
ได้รับคำชมจากผม จ้าวอี้เฟยก็ยิ้มอย่างมีความสุข รอยยิ้มชวนหลงใหลจนผมอดหอมแก้มเธอไปฟอดหนึ่งไม่ได้
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เฉียนหย่งโทรมา
ผมกดรับสายอย่างสงสัย เฉียนหย่งก็พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน “อาจารย์หลี่ ผมกำลังไปที่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวครับ มีเรื่องอยากจะให้ช่วยหน่อย”
……….……….……….……….
ผู้แปล: ไม้ถูกฟ้าผ่ากำลังจะอัปเกรด งั้นขออนุญาตอัปเกรดชื่อเป็นไม้อสนีบาตนะคะ xD